ศาลปกครองเห็นว่าประกาศฯ ควบคุมพาราควอต คลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ปี 2563 เป็นอำนาจโดยชอบ แต่ให้กรมวิชาการเกษตรชดใช้ 117 ล้าน
คำพิพากษาศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนครั้งสำคัญของนโยบายควบคุมสารเคมีทางการเกษตรของประเทศไทย เมื่อศาลมีคำวินิจฉัยแยกสองประเด็นอย่างชัดเจน
นั่นคือ ศาลเห็นว่าการประกาศแบนสารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 เป็นการใช้อำนาจรัฐโดยชอบ แต่คำสั่งที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บคืนและทำลายสารเคมีทั้งหมด โดยไม่มีมาตรการเยียวยา เป็นการสร้างภาระแก่เอกชนเกินสมควร
คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากความเห็นแย้งระหว่างกลุ่มผู้ผลักดันการคุ้มครองสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายในช่วงเวลาที่สารเคมียังได้รับอนุญาตให้ใช้
จุดเริ่มต้นข้อถกเถียง “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส”
พาราควอตเป็นสารกำจัดวัชพืชที่เกษตรกรนิยมใช้เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืชและมีต้นทุนไม่สูง ขณะที่คลอร์ไพริฟอสเป็นสารกำจัดแมลงที่ถูกใช้ในพืชหลายประเภท
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นความปลอดภัยของสารทั้งสองชนิดกลายเป็นข้อถกเถียงระดับประเทศ หลังจากมีข้อเรียกร้องจากนักวิชาการ เครือข่ายด้านสุขภาพ และภาคประชาชน ให้รัฐทบทวนการอนุญาตใช้ เนื่องจากมีความกังวลต่อผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกร ผู้บริโภค และระบบนิเวศ
ฝ่ายสนับสนุนการแบนเห็นว่า รัฐควรใช้หลักการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Principle) เพื่อป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว
ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า การยกเลิกสารเคมีดังกล่าวควรดำเนินการอย่างรอบคอบ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ความพร้อมของสารทดแทน และผลกระทบต่อเกษตรกรจำนวนมาก
รัฐเดินหน้าสู่การประกาศเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4
ในปี 2561-2562 คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้พิจารณาเพื่อเสนอให้รัฐบาลเดินหน้าควบคุมสารทั้งสองชนิด โดยกำหนดให้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซี่งตามกฎหมายวัตถุอันตรายนั่นหมายถึงการห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง
เหตุผลสำคัญของภาครัฐ คือ เพื่อป้องกันและระงับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม เมื่อมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้จึงเกิดคำถามสำคัญตามมาว่า สารเคมีที่ยังคงอยู่ในระบบ ทั้งในคลังสินค้า ร้านค้า และพื้นที่ต่างๆ จะต้องดำเนินการอย่างไร
คำสั่งกรมวิชาการเกษตรจุดเริ่มต้นข้อพิพาท
เพื่อให้การแบนสารเคมีเกิดผลในทางปฏิบัติ กรมวิชาการเกษตรได้ออกคำสั่งที่ 750/2563 กำหนดแนวทางจัดการสารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสที่ยังตกค้างสาระสำคัญของคำสั่ง คือ ให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับคืนสารเคมีจากระบบจำหน่าย และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมด ตั้งแต่การรวบรวม ขนส่ง จัดเก็บ ไปจนถึงการทำลาย
ภาครัฐมองว่าเป็นมาตรการจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีกลับเข้าสู่ภาคการเกษตร แต่ภาคเอกชนเห็นต่าง โดยเฉพาะบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เห็นว่า แม้รัฐมีอำนาจเปลี่ยนนโยบายเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่การกำหนดให้เอกชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยไม่มีมาตรการเยียวยา เป็นภาระที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากสารเคมีดังกล่าวเคยได้รับอนุญาตให้นำเข้าและจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมายในช่วงก่อนการประกาศแบน
การฟ้องศาลปกครอง : ข้อพิพาทระหว่างอำนาจรัฐกับภาระเอกชน
จากข้อขัดแย้งดังกล่าว บริษัท ซินเจนทาฯ จึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง โดยมีประเด็นที่เข้าสู่การพิจารณา 2 ส่วนสำคัญ
หนึ่ง คือ การประกาศแบนสารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4
สอง คือ คำสั่งกรมวิชาการเกษตรที่ให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเก็บคืนและทำลายสารเคมีทั้งหมด
คดีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องสารเคมี แต่เป็นการต่อสู้ทางปกครองว่า เมื่อรัฐใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐสามารถกำหนดภาระต่อเอกชนได้มากเพียงใด
ศาลปกครองกลางวินิจฉัย “แบนได้ แต่ต้องไม่สร้างภาระเกินสมควร”
ดังนั้น เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ส.7/2569 โดยแยกวินิจฉัยออกเป็นสองประเด็น
ประเด็นแรก : การแบนสารเคมีชอบด้วยกฎหมาย ศาลเห็นว่า การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะกรรมการวัตถุอันตรายออกประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือมีไว้ในครอบครองสารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เป็นการใช้ดุลพินิจเพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ศาลยกฟ้องกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะกรรมการวัตถุอันตราย หมายความว่า ศาลรับรองหลักการว่า รัฐมีอำนาจกำหนดมาตรการควบคุมสารเคมีที่มีความเสี่ยงเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ประเด็นที่สอง : คำสั่งให้เอกชนรับภาระทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในประเด็นนี้ศาลเห็นว่า คำสั่งกรมวิชาการเกษตรที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับคืนสารเคมีและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยกรมวิชาการเกษตรไม่ได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือหรือเยียวยา เป็นการสร้างภาระแก่เอกชนเกินสมควร
ศาลจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งกรมวิชาการเกษตรที่ 750/2563 ในข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 โดยให้มีผลย้อนหลัง พร้อมกันนั้น ศาลมีคำพิพากษาให้กรมวิชาการเกษตรชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท ซินเจนทาฯ จำนวน 116,984,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย
คดีอาจยังไม่สิ้นสุดต้องจับตาศาลปกครองสูงสุด
แม้ศาลปกครองกลางจะมีคำพิพากษาแล้ว แต่คดีดังกล่าวยังอาจไม่ถือเป็นที่สุด หากคู่ความฝ่ายใดใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ดังนั้น ผลทางกฎหมายขั้นสุดท้ายยังต้องรอคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด หากมีการอุทธรณ์
บทเรียนใหม่ของนโยบายสิ่งแวดล้อมไทย
คดีแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของการกำหนดนโยบายสาธารณะในยุคที่รัฐต้องสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยของประชาชนกับความเป็นธรรมต่อภาคธุรกิจ คดีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “สารเคมีสองชนิด” แต่เป็นกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐ สิทธิเอกชน และหลักธรรมาภิบาลในการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย
รู้จัก ‘พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส’ ก่อนถูกแบน
พาราควอต (Paraquat) เป็นสารกำจัดวัชพืชที่ออกฤทธิ์รวดเร็วและถูกใช้อย่างแพร่หลายในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด อ้อย ยางพารา และมันสำปะหลัง
ประเด็นที่ฝ่ายสนับสนุนการแบนหยิบยกขึ้นมาคือ ความเป็นพิษสูงเมื่อเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากจะส่งผลต่ออวัยวะสำคัญโดยเฉพาะปอด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบ พังผืดในปอด และภาวะหายใจล้มเหลวได้
แม้การใช้ตามฉลากและมาตรการความปลอดภัยอาจช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ฝ่ายสนับสนุนการแบนเห็นว่า ในสภาพการใช้งานจริงของประเทศไทย ซึ่งมีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก การควบคุมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลและขั้นตอนการใช้งานอาจทำได้ไม่สมบูรณ์
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพาราควอตสามารถจับกับอนุภาคดินได้ และอาจเคลื่อนย้ายไปกับการชะล้างของหน้าดิน ส่งผลต่อคุณภาพน้ำและระบบนิเวศในบางพื้นที่
คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) เป็นสารกำจัดแมลงในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate) ที่ถูกใช้ในภาคเกษตรกรรมมายาวนาน เป็นสารยับยั้งเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส (Acetylcholinesterase) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท เมื่อร่างกายได้รับสารในระดับสูง อาจเกิดอาการพิษเฉียบพลัน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เหงื่อออกมาก กล้ามเนื้อกระตุก หายใจลำบาก ระบบประสาททำงานผิดปกติ
ประเด็นที่ทำให้คลอร์ไพริฟอสถูกจับตามองอย่างมาก คือ งานศึกษาบางส่วนเกี่ยวกับผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะกรณีการได้รับสารในช่วงตั้งครรภ์หรือวัยเด็ก การได้รับคลอร์ไพริฟอสในระดับต่ำแต่ต่อเนื่องอาจมีความเสี่ยงด้านพัฒนาการทางสมองและระบบประสาทของเด็ก
‘ซินเจนทา’: บริษัทอารักขาพืชระดับโลก
บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด (Syngenta Crop Protection Limited) เป็นบริษัทในกลุ่มซินเจนทา (Syngenta Group) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีการเกษตรและผลิตภัณฑ์อารักขาพืชรายใหญ่ของโลก มีสำนักงานใหญ่ของกลุ่มอยู่ที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยดำเนินธุรกิจด้านเมล็ดพันธุ์ ผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรในหลายประเทศทั่วโลก
ซินเจนทา กรุ๊ป ก่อตั้งขึ้นในปี 2543 จากการควบรวมกิจการด้านธุรกิจการเกษตรของสองบริษัทขนาดใหญ่ ได้แก่ Novartis Crop Protection และ Zeneca Agrochemicals ก่อนขยายธุรกิจเป็นผู้พัฒนาและจำหน่ายเทคโนโลยีด้านการเกษตรในระดับโลก
สำหรับประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด เกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท โนวาร์ตีส ครอป โปรเทคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เซนเนก้า เกษตร เอเชียติ๊ก จำกัด เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2544 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2545
ก่อนการควบรวม ทั้งสองบริษัทมีประสบการณ์ในธุรกิจผลิตภัณฑ์อารักขาพืชมาอย่างยาวนาน การก่อตั้งซินเจนทาในประเทศไทยจึงเป็นการรวมฐานธุรกิจ เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรเข้าด้วยกัน เพื่อทำตลาดในกลุ่มสารป้องกันกำจัดวัชพืช แมลง และโรคพืช
บทบาทของซินเจนทาในอุตสาหกรรมเกษตร
ธุรกิจหลักของซินเจนทาคือการพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อการอารักขาพืช เช่น สารกำจัดวัชพืช สารกำจัดแมลง สารป้องกันโรคพืช รวมถึงเทคโนโลยีทางการเกษตรอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร
บริษัทมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานการเกษตร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขึ้นทะเบียนสารเคมีตามกฎหมาย การนำเข้า การกระจายสินค้า ไปจนถึงการให้ความรู้ด้านการใช้ผลิตภัณฑ์แก่เกษตรกร
ในประเทศไทย ซินเจนทามีทั้งสำนักงานและฐานการดำเนินงานด้านการผลิตและวิจัย โดยมีโรงงานบางปู จ.สมุทรปราการ และสถานีวิจัยในพื้นที่ต่างๆ เพื่อสนับสนุนงานด้านการเกษตรและผลิตภัณฑ์อารักขาพืช
5 บริษัทใหญ่ในตลาดผลิตภัณฑ์อารักขาพืชประเทศไทย
- ซินเจนทา (Syngenta) : หนึ่งในผู้นำตลาดไทย
ซินเจนทาถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทสูงในตลาดอารักขาพืชไทย โดยทำตลาดผลิตภัณฑ์หลายกลุ่ม เช่น สารกำจัดแมลง สารกำจัดวัชพืช สารป้องกันโรคพืช รวมถึงเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีเกษตร บริษัทมีฐานลูกค้าหลักคือเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ไม้ผล และพืชผัก โดยเป็นบริษัทหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว
- ไบเออร์ ครอปไซแอนซ์ (Bayer CropScience)
ไบเออร์เป็นอีกหนึ่งบริษัทข้ามชาติที่มีบทบาทสำคัญในประเทศไทย โดยมีจุดแข็งจากการรวมธุรกิจ สารอารักขาพืช + เมล็ดพันธุ์ + เทคโนโลยีการเกษตร หลังจากการเข้าซื้อกิจการ Monsanto ทำให้ไบเออร์กลายเป็นหนึ่งในบริษัทเกษตรครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดของโลก ในตลาดไทย ไบเออร์มีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสารกำจัดแมลง สารป้องกันโรคพืช และผลิตภัณฑ์สำหรับพืชเศรษฐกิจหลายชนิด
- BASF Agricultural Solutions
BASF เป็นบริษัทเคมีภัณฑ์รายใหญ่จากเยอรมนี ซึ่งมีธุรกิจด้านการเกษตรเป็นหนึ่งในเสาหลักของบริษัท ในประเทศไทย BASF ทำตลาดผลิตภัณฑ์อารักขาพืช โดยเฉพาะสารกำจัดวัชพืช สารป้องกันโรคพืช ผลิตภัณฑ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช
- Corteva Agriscience
Corteva เกิดจากการแยกธุรกิจการเกษตรของ DowDuPont และเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของโลก ธุรกิจในประเทศไทยครอบคลุมทั้งสารกำจัดแมลง สารกำจัดวัชพืช เมล็ดพันธุ์ โดยเน้นกลุ่มพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด ข้าว และพืชไร่
- UPL Limited
UPL เป็นบริษัทจากอินเดียที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดเกษตรโลก และมีบทบาทในประเทศไทยผ่านผลิตภัณฑ์อารักขาพืชหลายประเภท จุดเด่นของ UPL คือการมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตั้งแต่สารเคมีทั่วไป สารชีวภาพ ไปจนถึงโซลูชันด้านการจัดการฟาร์ม