ช่วงปี 2568–2569 มีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและน้ำเสียสู่แหล่งน้ำมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่ากฎหมายในการกำกับดูแลจะมีช่องโหว่ในการจัดการปัญหานี้
ตอนที่ 1 : เมื่อปัญหากากอุตสาหกรรมไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะจุด แต่กลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้าง
ตลอดช่วงปี 2568–2569 ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากขึ้น หลังจากมีโรงงานรีไซเคิลในประเทศไทยมากขึ้น และเกิดเหตุการณ์การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
โดยที่ประเทศไทยมีกฎหมายกำกับดูแลการจัดการปัญหาเหล่านี้หลายหน่วยงาน แต่ดูเหมือนกลับมีการปล่อยปละละเลยและสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนว่า ช่องว่างระหว่าง “กฎหมาย” กับ “การบังคับใช้” ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ
ข้อมูลที่รวบรวมโดย มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) ซึ่งติดตามปัญหาสิ่งแวดล้อมจากภาคอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า ตลอดปี 2568 พบกรณีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและของเสียรวม 31 เหตุการณ์ โดยแบ่งเป็น การปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะ 17 กรณี และ การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 14 กรณี โดย
เหตุการณ์เหล่านี้กระจายตัวตั้งแต่จังหวัดที่เป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น ฉะเชิงเทรา ระยอง สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยา ไปจนถึงพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนในจังหวัดอื่นๆ ที่ไม่ใช่เขตนิคมอุตสาหกรรม
นั่นหมายความว่า ปัญหามลพิษจากกากอุตสาหกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ “พื้นที่โรงงาน” แต่ได้ขยายผลกระทบไปยังพื้นที่รับกาก พื้นที่ฝังกลบ และเส้นทางการขนส่ง ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับชุมชน แหล่งน้ำ และพื้นที่เกษตร
ระบบการตรวจสอบเป็นแค่เสือกระดาษ?
ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมกากอุตสาหกรรมภายใต้พ.ร.บ.โรงงาน และกำหนดให้โรงงานต้องรายงานปริมาณกากของเสีย รวมถึงส่งกำจัดผ่านผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังพัฒนาระบบติดตามการขนส่งกากอุตสาหกรรมในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และประกาศใช้มาตรการยกระดับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การลักลอบทิ้งกากยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายกรณีพบว่าของเสียถูกนำไปกองไว้ในโกดัง โรงงานร้าง พื้นที่เอกชน หรือพื้นที่เกษตร ก่อนถูกทิ้งหรือฝังกลบโดยไม่มีระบบป้องกันการรั่วไหล ส่งผลให้สารปนเปื้อนสามารถซึมลงสู่ดินและแหล่งน้ำใต้ดินได้
สำหรับกรณีการปล่อยน้ำเสีย ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ การระบายน้ำเสียออกจากโรงงานหรือสถานประกอบการโดยไม่ผ่านการบำบัดตามมาตรฐาน หรือการลักลอบปล่อยในช่วงเวลากลางคืนหรือช่วงฝนตก ซึ่งทำให้การตรวจสอบทำได้ยากขึ้น
บทบาทของภาคประชาชนในการเปิดโปงปัญหา
ในหลายเหตุการณ์ ผู้ที่แจ้งเบาะแสคนแรกไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้านจำนวนมากเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของคลอง แม่น้ำ หรือบ่อน้ำที่เคยใช้ในการอุปโภคบริโภค เช่น น้ำเปลี่ยนสี มีกลิ่นสารเคมี ปลาลอยตาย หรือพืชผลได้รับผลกระทบ
ที่ผ่านมามูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้ทำหน้าที่ลงพื้นที่ เก็บข้อมูลเบื้องต้น ประสานการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างดิน น้ำ หรือกากของเสีย และเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ ซึ่งถือว่ามูลนิธิบูรณนิเวศมีบทบาทสำคัญแจ้งเตือนและเฝ้าระวังปัญหา
ปี 2568–2569: จุดเปลี่ยนของการเฝ้าระวัง
ช่วงปี 2568–2569 เป็นช่วงที่การเฝ้าระวังของภาคประชาชนและหน่วยงานรัฐมีความเข้มข้นมากขึ้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่องทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของระบบกำกับดูแลว่า เหตุใดการลักลอบทิ้งกากและการปล่อยน้ำเสียจึงยังเกิดขึ้นได้ ทั้งที่มีกฎหมาย เครื่องมือ และเทคโนโลยีสำหรับติดตามการจัดการของเสียอยู่แล้ว
ตอนที่ 2: “กากอุตสาหกรรม” จากฉะเชิงเทราถึงสระบุรี
สถิติการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสียกว่า 30 กรณีในปี 2568 มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือ การลักลอบนำของเสียออกจากระบบการจัดการที่ถูกต้อง แล้วนำไปทิ้งในพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานผู้ก่อกำเนิดของเสีย ทำให้ภาระด้านสิ่งแวดล้อมตกอยู่กับชุมชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมอุตสาหกรรม
ฉะเชิงเทรา: พื้นที่รับกากที่กลายเป็นจุดเฝ้าระวัง
จ.ฉะเชิงเทราเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งในช่วงปี 2568–2569 เนื่องจากมีการตรวจพบการสะสมกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ ทั้งในโกดัง โรงงาน และที่ดินเอกชน ซึ่งบางแห่งมีของเสียจำนวนมากกองทับถมโดยไม่มีระบบป้องกันการรั่วไหลที่เหมาะสม
กรณีเหล่านี้สะท้อนปัญหาสำคัญของระบบกำจัดกากอุตสาหกรรม นั่นคือ การมีผู้รับกำจัดที่ขาดศักยภาพ หรือการดำเนินกิจการไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต เมื่อของเสียสะสมเกินขีดความสามารถในการจัดการ ความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของสารปนเปื้อนลงสู่ดินและน้ำใต้ดินก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
การเข้าตรวจสอบของหน่วยงานรัฐในหลายกรณีพบว่าต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสามารถประเมินชนิดและปริมาณของเสียได้ทั้งหมด เพราะของเสียมีความหลากหลาย ทั้งตะกอนจากกระบวนการผลิต เถ้าอุตสาหกรรม สารเคมีตกค้าง และวัสดุปนเปื้อนจากโรงงานหลายประเภท
สระบุรี: เมื่อปัญหาน้ำเสียกระทบชุมชน
จ.สระบุรี ซึ่งภาคประชาชนและมูลนิธิบูรณนิเวศร่วมกันติดตามการปนเปื้อนในแหล่งน้ำพบว่ามีค่าบางตัวชี้วัดที่ผิดปกติ จึงมีการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อหาที่มาของมลพิษ
สมุทรสาคร สมุทรปราการ และพื้นที่อุตสาหกรรมริมแม่น้ำ
ในพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น สมุทรสาครและสมุทรปราการ ประเด็นสำคัญคือการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานที่ตั้งอยู่ใกล้คลองและแม่น้ำ แม้ว่ากฎหมายกำหนดให้โรงงานต้องบำบัดน้ำเสียก่อนระบายออกสู่สิ่งแวดล้อม แต่ในหลายกรณีที่มีการร้องเรียน ชุมชนพบความผิดปกติของน้ำ เช่น สี กลิ่น หรือการตายของสัตว์น้ำ จนนำไปสู่การตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐ
ล่าสุดมูลนิธิบูรณะนิเวศรายงานการพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ทั้งผงสีดำ–สีเทา เศษเปลือกสายไฟที่ผ่านการแยกทองแดงออกแล้ว และซากถุงบิ๊กแบ็ก กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่บ้านโคกไม้แดง ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยระบุว่า กากอุตสาหกรรมที่ถูกนำมาทิ้งในพื้นที่บ้านโคกไม้แดง อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครือข่ายเท่านั้น เพราะจุดที่พบการลักลอบทิ้งในปริมาณมากกลับอยู่ในพื้นที่ ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว
ร่องรอยของกากอุตสาหกรรมที่มีลักษณะคล้ายกันในหลายพื้นที่เหลานี้ นำไปสู่ข้อสงสัยว่า การลักลอบทิ้งใน จ.ปราจีนบุรีและสระแก้ว อาจมีความเชื่อมโยงกัน และอาจมีต้นตอมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน
พบเบาะแสลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ปราจีนบุรี
18 ก.ค.ที่ผ่านมา สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เผยแพร่คลิปลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ โดยพบกองผงสีดำลักษณะคล้ายขี้เถ้าจากการเผาไหม้หรือจากกระบวนการหล่อหลอม ซากถุงบิ๊กแบ็ก และสายไฟบดย่อย ถูกนำมาทิ้งกระจายอยู่ประมาณ 4 จุด นอกจากนั้นยังพบบ่อน้ำ 1 แห่งที่มีคราบและสีของน้ำผิดปกติ ส่งกลิ่นเหม็นคล้ายน้ำมัน
ต่อมาวันที่ 20 ก.ค. สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีลงพื้นที่พบการลักลอบนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วหลากหลายประเภทปะปนกันมาลักลอบทิ้ง 4 จุดในพื้นที่เกษตรกรรม ในพื้นที่บ้านโคกไม้แดง ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และเก็บตัวอย่างสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ใช้แล้วทั้งหมดส่งให้ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก จ.ชลบุรี
23 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศ ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังตะเคียน ได้จับกุมและตรวจยึดรถบรรทุกที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวไว้แล้วและได้ข้อมูลแหล่งลักลอบคือโรงงานประเภท 106 (รีไซเคิลกากของเสียอุตสาหกรรม) แห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
โรงงานแห่งนี้ประกอบกิจการครอบคลุมกิจกรรมหลายประเภทตั้งแต่ ทำเชื้อเพลิงทดแทนจากน้ำมันที่ใช้แล้ว ตัวทำละลายที่ใช้แล้ว และน้ำมันปนเปื้อนน้ำ สกัดโลหะมีค่าจากน้ำยาชุบโลหะ อบกากตะกอนที่มีโลหะมีค่าจากอุตสาหกรรมชุบโลหะและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บดย่อยชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทำสารปรับปรุงดินจากวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย ทำวัสดุภัณฑ์ในการก่อสร้าง เช่น อิฐบล็อก อิฐประสานจากวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย เช่น ทรายหล่อแบบ ผงเหล็กยิงทราย/ขัดผิดเหล็ก ฝุ่นทรายดำ ผลิตเชื้อเพลิงแข็งอัดก้อนจากเศษผ้า เศษยาง เศษพลาสติก เศษกระดาษ เศษไม้ และบดย่อยตะกรันเหล็กที่ไม่เป็นของเสียอันตราย
ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่ติดตามปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ให้มุมมองว่า โดยทั่วไปการขนส่งกากอุตสาหกรรมจะมีทั้งรถที่อยู่ภายใต้ระบบกำกับของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถตรวจสอบเส้นทางและข้อมูลการขนส่งผ่านระบบที่เกี่ยวข้องได้ และรถที่ไม่ได้อยู่ในระบบดังกล่าว ซึ่งการตรวจสอบจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานอื่น เช่น กรมการขนส่งทางบก เพื่อขยายผลหาผู้เกี่ยวข้อง
ภาคตะวันออก: ความเสี่ยงที่มาพร้อมการขยายตัวของอุตสาหกรรม
ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมหลายคนชี้ว่า หากระบบติดตามการขนส่งกากและการตรวจสอบผู้รับกำจัดไม่เข้มแข็งเพียงพอ กากอุตสาหกรรมอาจถูกลักลอบนำออกนอกระบบเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนการกำจัดที่ถูกต้อง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทิ้งอย่างผิดกฎหมายหลายเท่า
เมื่อรวบรวมกรณีที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด พบรูปแบบที่เกิดซ้ำ ได้แก่ การนำกากอุตสาหกรรมไปกองในโกดังหรือโรงงานที่เลิกกิจการ, การใช้ที่ดินเอกชนเป็นจุดพักกากก่อนเคลื่อนย้าย, การฝังกลบโดยไม่ได้รับอนุญาต, การลักลอบปล่อยน้ำเสียในช่วงเวลากลางคืนหรือช่วงฝนตก, การเคลื่อนย้ายกากข้ามจังหวัดเพื่อลดโอกาสการตรวจพบ
รูปแบบเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากผู้กระทำรายเดียว แต่เป็นความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่การจัดการ ตั้งแต่ผู้ก่อกำเนิด ผู้ขนส่ง ผู้รับกำจัด และการกำกับดูแลของรัฐ โดยช่องโหว่ทั้งหมดกลายเป็นภาระหรือต้นทุนที่ตกอยู่กับประชาชนและภาครัฐ ชุมชนต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ การสูญเสียแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ขณะที่ภาครัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเก็บกู้ ขนย้าย และฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน
ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากจึงเสนอว่า การแก้ไขปัญหาไม่ควรจำกัดอยู่ที่การจับกุมผู้ลักลอบทิ้งกากเท่านั้น แต่ควรยกระดับระบบติดตามกากอุตสาหกรรมให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่ เพิ่มการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และสร้างกลไกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงผลการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2568–2569 จะเห็นว่าปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสียไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ แต่สะท้อนความท้าทายของระบบกำกับดูแลทั้งประเทศ การป้องกันจึงต้องอาศัยทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ การกำกับดูแลผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวัง
ตอนที่ 3 : ช่องโหว่ของระบบกำกับดูแล และทางออกสู่การจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสียเกิดความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมาย การติดตามตรวจสอบ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับที่กำหนดหน้าที่ของผู้ประกอบการไว้อย่างชัดเจน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2568–2569 แสดงให้เห็นว่าการป้องกันยังไม่ทันต่อรูปแบบการกระทำที่ซับซ้อนมากขึ้น
การบังคับใช้กฎหมายยังเป็นโจทย์ใหญ่
การกำกับดูแลกากอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และในบางกรณีมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าร่วมดำเนินคดี
การมีหลายหน่วยงานช่วยให้การกำกับดูแลครอบคลุมหลายมิติ แต่ในทางปฏิบัติก็อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การกำหนดบทบาทหน้าที่ และการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องพิสูจน์แหล่งกำเนิดของเสียหรือเชื่อมโยงผู้ครอบครองกากกับผู้ก่อกำเนิดของเสีย
อีกประเด็นหนึ่งคือ กากอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งถูกส่งผ่านผู้รับกำจัดหลายทอด ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับทำได้ยาก หากเอกสารไม่ครบถ้วนหรือมีการนำของเสียออกนอกระบบ การติดตามจนถึงผู้รับผิดชอบอาจใช้เวลานาน
ผลกระทบที่มากกว่ามลพิษ
การปนเปื้อนของสารเคมีอาจกระทบต่อคุณภาพน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ ชุมชนเกษตรอาจสูญเสียรายได้จากผลผลิตที่ได้รับผลกระทบ หรือสูญเสียความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ในขณะที่ด้านสังคม ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของน้ำและอาหารอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน แม้ในหลายกรณีจะยังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวหรือไม่ การสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความตื่นตระหนกและสร้างความเชื่อมั่น
บทบาทของภาคประชาชนโดดเด่น
เหตุการณ์หลายกรณีในช่วงปี 2568–2569 แสดงให้เห็นว่าภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังมลพิษ ชาวบ้านเป็นผู้สังเกตเห็นความผิดปกติของแหล่งน้ำ กลิ่น หรือการลักลอบขนย้ายของเสีย ก่อนที่ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังองค์กรภาคประชาชนและหน่วยงานรัฐ
มูลนิธิบูรณะนิเวศและเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูล ประสานการตรวจสอบ และสื่อสารผลการติดตามต่อสาธารณะ ขณะที่สื่อมวลชนช่วยขยายการรับรู้ของสังคม ทำให้หลายกรณีได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจังมากขึ้น
รูปแบบความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนว่า การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่อาจพึ่งพาหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และองค์กรอิสระ
แนวโน้มการพัฒนาระบบกำกับดูแล
ในช่วงปี 2568 หน่วยงานภาครัฐได้ประกาศแนวทางยกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรม เช่น การพัฒนาระบบติดตามการขนส่งด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ และการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
มาตรการเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นว่าควรดำเนินควบคู่กับการเพิ่มความโปร่งใส เช่น การเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม การเผยแพร่ข้อมูลผู้รับกำจัดกากที่ได้รับอนุญาต และการรายงานผลการดำเนินคดีต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
จากบทเรียนของปี 2568–2569 มีข้อเสนอที่ได้รับการพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
• พัฒนาระบบติดตามกากอุตสาหกรรมแบบดิจิทัลครบวงจร เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางของกากตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางได้แบบเรียลไทม์
• เพิ่มการสุ่มตรวจผู้รับกำจัดกาก โดยเน้นการตรวจภาคสนามและการตรวจสอบปริมาณกากจริงเทียบกับข้อมูลที่รายงาน
• ยกระดับบทลงโทษต่อการลักลอบทิ้งกากและปล่อยน้ำเสีย เพื่อให้ต้นทุนของการกระทำผิดสูงกว่าต้นทุนของการกำจัดอย่างถูกต้อง
• เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์มลพิษและผลการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐได้
• สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน ผ่านเครือข่ายเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ การแจ้งเบาะแส และการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังผลักดันพระราชบัญญัติ PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) ไม่สำเร็จ ในขณะที่หลายประเทศพัฒนาแล้วนำระบบนี้มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับดูแลมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม
PRTR คือระบบที่กำหนดให้โรงงานหรือสถานประกอบการที่เข้าเกณฑ์ รายงานต่อรัฐเป็นประจำ ว่าในแต่ละปีมีการปล่อยสารมลพิษชนิดใดออกสู่อากาศ น้ำ และดิน มีการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมหรือของเสียอันตรายไปกำจัดที่ใด ปริมาณเท่าใด ใช้วิธีการกำจัดหรือบำบัดอย่างไร โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ ทำให้ประชาชน นักวิชาการ และหน่วยงานรัฐสามารถตรวจสอบได้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการผลักดันกฎหมาย PRTR โดยภาคประชาชน นักวิชาการ และองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มูลนิธิบูรณนิเวศ เครือข่ายประชาชน และนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัย แต่จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังใช้กฎหมายรายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติโรงงาน พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และกฎหมายวัตถุอันตราย ซึ่งไม่มีระบบเปิดเผยข้อมูลสารมลพิษแบบ PRTR ที่ครอบคลุมทั้งประเทศ
ผลคือประชาชนเข้าถึงข้อมูลการปล่อยมลพิษได้ค่อนข้างจำกัด, การตรวจสอบมักเกิดขึ้นหลังมีเหตุร้องเรียนหรือเกิดเหตุการณ์แล้ว, การเชื่อมโยงระหว่างผู้ก่อกำเนิดของเสีย ผู้ขนส่ง และผู้รับกำจัดทำได้ยากกว่าระบบที่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นระบบ
หลายประเทศใช้ PRTR มาเป็นเวลาหลายสิบปี เช่น สหรัฐอเมริกา ใช้ระบบ TRI ตั้งแต่ปี 1986 หลังเหตุสารเคมีรั่วไหลที่เมืองโภปาลและแรงผลักดันจากกฎหมายสิทธิในการรับรู้ข้อมูลของประชาชน European Union ใช้ระบบ E-PRTR ครอบคลุมประเทศสมาชิก โดยข้อมูลเผยแพร่ผ่านฐานข้อมูลสาธารณะ
ญี่ปุ่น มีกฎหมาย PRTR ตั้งแต่ปี 1999 กำหนดให้ผู้ประกอบการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารเคมี เกาหลีใต้ มีระบบ PRTR และฐานข้อมูลสาธารณะสำหรับการตรวจสอบ
ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ใช้ PRTR เพื่อ “ลงโทษ” โรงงานเป็นหลัก แต่ใช้เพื่อสร้าง ความโปร่งใส (Transparency) และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการลดการปล่อยมลพิษ เพราะข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งหากไทยมีกฎหมาย PRTR จะช่วยแก้ปัญหาได้มากขึ้น เช่น
• ประชาชนสามารถรู้ว่าโรงงานในพื้นที่ปล่อยสารอะไร ปริมาณเท่าใด
• หน่วยงานรัฐวิเคราะห์แนวโน้มมลพิษและกำหนดมาตรการเชิงป้องกันได้ดีขึ้น
• ลดโอกาสการลักลอบทิ้งกาก เพราะการเคลื่อนย้ายของเสียมีข้อมูลติดตามและตรวจสอบได้
• นักวิจัยสามารถเชื่อมโยงข้อมูลมลพิษกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้
• ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานสูงได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นจากสังคมและนักลงทุน
บทสรุป
สถานการณ์การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสียในช่วงปี 2568–2569 เป็นเครื่องเตือนใจว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การมีระบบกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน
บทเรียนจากหลายจังหวัดทั่วประเทศแสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดมลพิษขึ้นแล้ว การฟื้นฟูพื้นที่มักใช้เวลานานและใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่ผลกระทบต่อชุมชนอาจดำรงอยู่ยาวนานกว่ากระบวนการทางกฎหมาย ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นแนวทางที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
การก้าวไปสู่ระบบจัดการกากอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ จึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐหรือภาคอุตสาหกรรม แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศดำเนินไปควบคู่กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิของประชาชนในการมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย
อ้างอิง:
• มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH). สรุปสถานการณ์การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสีย ปี 2568 และข่าวเผยแพร่ปี 2569
• กรมควบคุมมลพิษ รายงานคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการติดตามคุณภาพน้ำ
• กรมโรงงานอุตสาหกรรม รายงานการจัดการกากอุตสาหกรรมและมาตรการกำกับดูแล
• กระทรวงอุตสาหกรรม รายงานผลการดำเนินงานด้านการจัดการกากอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ 2568
• ข่าวและรายงานจากสื่อมวลชนที่ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานรัฐในช่วงปี 2568–2569
เครดิตภาพ: เพจมูลนิธิบูรณะนิเวศ