ไฟป่าอินโดฯ วิกฤตฝุ่นอาเซียน ถึงเวลาที่ไทยต้องมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ฝุ่นควันไฟป่าที่อินโดนีเซียมาจากปัจจัยเอลนีโญ ป่าพรุที่ซับซ้อน และสัมปทานป่า และลุกลามข้ามพรมแดนไปยังสิงคโปร์ มาเลเซีย รวมถึงภาคใต้ของไทย

ฝุ่นควันไฟป่าที่พวยพุ่งจากบริเวณป่าพรุของอินโดนีเซียและลุกลามต่อเนื่องหลายเดือน กำลังสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าภัยพิบัติในประเทศใดประเทศหนึ่ง เมื่อควันจากการเผาป่าและการใช้ที่ดินลอยข้ามพรมแดนไปยังสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศอื่นในภูมิภาค รวมถึงภาคใต้ของไทย ส่งผลให้ประชาชนที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อมลพิษกลับต้องสูดอากาศที่ปนเปื้อนและเผชิญความเสี่ยงต่อสุขภาพ

วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังพิจารณาร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งยังอยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภา ประเด็นมลพิษข้ามพรมแดนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นบททดสอบว่าไทยจะมีกฎหมายและกลไกจัดการปัญหาฝุ่นที่เดินทางข้ามเขตแดนได้จริงเพียงใด

ไฟป่า-ภัยแล้งซ้ำเติมปัญหาการใช้ที่ดิน
ข้อมูลจากสำนักข่าว Reuters และ The Guardian ในเดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า อินโดนีเซียกำลังเผชิญฤดูไฟป่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบกว่าทศวรรษ โดยไฟกระจุกตัวในเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกาะบอร์เนียว ไฟเริ่มรุนแรงตั้งแต่ช่วงกลางปีและมีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน หากฝนยังมาล่าช้า

ปัจจัยสำคัญคือ ภาวะเอลนีโญที่ทำให้เกิดความแห้งแล้งและเพิ่มความไวไฟของพื้นที่ป่า แต่สภาพอากาศไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด เพราะการเปลี่ยนป่าเป็นพื้นที่เกษตร การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน การทำไม้ และกิจกรรมเหมืองแร่ ตลอดจนการระบายน้ำออกจากพื้นที่พรุ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้พื้นที่บางแห่งเสี่ยงต่อไฟมากขึ้น

พื้นที่พรุมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ เพราะไฟสามารถคุกรุ่นใต้ผิวดินและกลับมาปะทุได้อีก แม้ดูเหมือนว่าไฟบนพื้นผิวจะดับแล้ว ควันจากไฟพรุยังสามารถสะสมและกระจายตัวเป็นวงกว้าง สร้างมลพิษที่ยืดเยื้อกว่าการเผาไหม้ทั่วไป

รายงานของ Trend Asia ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2569 มีจุดความร้อนในอินโดนีเซีย 32,021 จุด เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับ 5,961 จุดในช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่การประเมินพื้นที่เสียหายจากไฟป่าในปีนี้ บางแหล่งประเมินสูงกว่า 637,000 เฮกตาร์ และบางแหล่งประเมินใกล้ 900,000 เฮกตาร์

ความรุนแรงของไฟป่าสะท้อนผ่านผลกระทบต่อชีวิตผู้คนด้วย Reuters รายงานว่า มีผู้ป่วยจากอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจมากกว่า 283,000 กรณีใน 7 จังหวัดของอินโดนีเซีย ขณะที่บางพื้นที่ในประเทศเพื่อนบ้านต้องระงับการเรียนการสอนจากหมอกควัน

สัมปทานป่าเกี่ยวข้องกับพื้นที่ไฟป่าชัดเจน
เมื่อพิจารณาต้นตอของไฟป่า ไม่ได้มีแค่ปัจจัยสภาพอากาศ แต่รวมไปถึงโครงสร้างการใช้ที่ดินและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพื้นที่สัมปทานปาล์มน้ำมัน เยื่อกระดาษ ไม้ปลูก และเหมืองแร่

ข้อมูลจาก Nusantara Atlas ซึ่งถูกรายงานโดย The Jakarta Post และรวบรวมไว้โดย Business & Human Rights Resource Centre ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 พื้นที่กาลิมันตันตะวันตกมีร่องรอยพื้นที่ถูกไฟไหม้ในสัมปทานของผู้ประกอบการหลายราย โดยมีชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ซึ่งตรวจพบร่องรอยไฟ ได้แก่
– First Resources — บริษัทเกษตรกรรมที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ โดยบริษัทลูก PT Limpah Sejahtera มีรายงานร่องรอยพื้นที่ถูกไฟไหม้ในสัมปทานประมาณ 519 เฮกตาร์
– Sampoerna Agri Resources — บริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับ PT Hutan Ketapang Industri ซึ่งมีรายงานร่องรอยพื้นที่ถูกไฟไหม้ประมาณ 629 เฮกตาร์
– Sumitomo Forestry — บริษัทญี่ปุ่นที่มีบริษัทลูก PT Mayangkara Tanaman Industri โดยมีรายงานร่องรอยพื้นที่ถูกไฟไหม้ประมาณ 556 เฮกตาร์
– Sinar Mas / Asia Pulp & Paper (APP) — มีความเชื่อมโยงผ่าน PT Buana Megatama Jaya ซึ่งเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบให้ APP โดยมีรายงานพื้นที่ถูกไฟไหม้ประมาณ 546 เฮกตาร์
– PT Laman Mining — ผู้ประกอบการเหมืองแร่ที่มีรายงานร่องรอยพื้นที่ถูกไฟไหม้ประมาณ 640 เฮกตาร์

ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลร่องรอยพื้นที่ถูกไฟไหม้ที่อยู่ภายในหรือเกี่ยวข้องกับเขตสัมปทาน บริษัท First Resources ระบุว่าไฟบริเวณแนวเขตสัมปทาน PT Limpah Sejahtera แพร่เข้ามาจากพื้นที่โดยรอบที่ไม่ได้รับการจัดการ และยืนยันว่ามีนโยบายห้ามเผา ขณะที่ PT Laman Mining ชี้แจงว่าไฟที่ถูกรายงานอยู่ภายนอกเขตใบอนุญาตทำเหมืองของบริษัท

อีกด้านหนึ่ง รายงานของ Greenpeace Indonesia และ Greenpeace Malaysia ที่เผยแพร่เมื่อ 5 ตุลาคม 2569 ระบุถึงบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ซึ่งตรวจพบแหล่งกำเนิดไฟ รวมถึง Kuala Lumpur Kepong (KLK) กลุ่มธุรกิจสวนปาล์มน้ำมันจากมาเลเซีย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ PT Menteng Jaya Sawit Perdana ในอินโดนีเซีย ตลอดจนสัมปทานที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจจากสิงคโปร์

ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ห่วงโซ่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดินในอินโดนีเซียไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทในประเทศ แต่เชื่อมโยงกับเงินทุนและตลาดจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย

อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดับไฟ แต่คือการตรวจสอบว่าพื้นที่ใดเกิดไฟซ้ำ ใครมีหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่ และผู้ประกอบการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันไฟป่าหรือไม่ หากพบการกระทำผิด ต้องมีการสอบสวนและดำเนินคดีอย่างโปร่งใส

สิงคโปร์–มาเลเซียรับผลกระทบแม้ไม่ได้เป็นผู้ก่อไฟ
หมอกควันจากอินโดนีเซียได้กลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกครั้ง สิงคโปร์รายงานว่าค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 1 ชั่วโมงในพื้นที่ตะวันตกของประเทศพุ่งถึง 284 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปีในขณะนั้น

ขณะที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาสิงคโปร์ประเมินเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมว่า ดัชนีมลพิษทางอากาศ (PSI) ในวันที่ 19 ตุลาคม อาจอยู่ในช่วง 100–190 ซึ่งครอบคลุมระดับที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

มาเลเซียก็เผชิญหมอกควันจนต้องระงับการเรียนการสอนในบางพื้นที่ โดยรัฐบาลมาเลเซียเรียกร้องให้อินโดนีเซียแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ขณะที่รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศว่ากำลังตรวจสอบบริษัทที่อาจมีส่วนรับผิดชอบต่อไฟป่า และพิจารณาความเป็นไปได้ของการดำเนินการร่วมกับประเทศอื่น

กรณีนี้แสดงให้เห็นความซับซ้อนของการจัดการมลพิษข้ามพรมแดน เพราะประเทศที่ได้รับผลกระทบอาจมีบริษัทที่ลงทุนในประเทศต้นทางด้วย การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยทั้งความร่วมมือระหว่างรัฐบาล การเปิดเผยข้อมูลสัมปทาน และความรับผิดของบริษัทตามหลักฐาน ไม่ใช่การผลักภาระให้ประเทศที่มีไฟป่าเพียงฝ่ายเดียว หรือกล่าวหาบริษัทโดยปราศจากข้อพิสูจน์

ภาคใต้ของไทยก็ได้รับผลกระทบหลายพื้นที่
ประเทศไทยไม่ได้อยู่ห่างจากวิกฤตนี้ ในช่วงเดือนกันยายน 2569 มีรายงานหมอกควันข้ามแดนที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช และภูเก็ต โดยรายงานข่าวเมื่อวันที่ 17 กันยายนระบุว่า สถานีตรวจวัดบางแห่งในยะลาและนราธิวาสตรวจพบค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน

ต่อมาในวันที่ 8 ตุลาคม สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดสงขลารายงานว่า ค่าฝุ่น PM2.5 ในอำเภอหาดใหญ่ช่วงเช้าอยู่ที่ประมาณ 57–68 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าหมอกควันข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซียสามารถส่งผลต่อคุณภาพอากาศในประเทศไทยอย่างมีรูปธรรม

ทำไมความร่วมมืออาเซียนยังไม่ได้ข้อยุติปัญหาฝุ่นควัน
อาเซียนมีความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งมีเป้าหมายป้องกัน ติดตาม และลดหมอกควันที่เกิดจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามแหล่งกำเนิดไฟ และให้ความช่วยเหลือกันเมื่อเกิดสถานการณ์รุนแรง

แต่การมีความตกลงระดับภูมิภาคไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไปโดยอัตโนมัติ ความร่วมมือยังขึ้นอยู่กับความพร้อมและการตัดสินใจของรัฐบาลแต่ละประเทศ รวมถึงความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ก่อมลพิษ

เหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนข้อจำกัดนี้ เมื่อประเทศเพื่อนบ้านเสนอความช่วยเหลือ แต่อินโดนีเซียยังใช้เวลาพิจารณาก่อนตอบรับในช่วงแรก ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม รัฐบาลอินโดนีเซียจึงแสดงท่าทีพร้อมรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยมาเลเซียเสนอส่งเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ เครื่องบิน 1 ลำ และเจ้าหน้าที่ 52 คน ขณะที่สิงคโปร์ก็แสดงความพร้อมให้ความช่วยเหลือ

ความล่าช้าในการประสานงานอาจทำให้การรับมือไฟป่าและหมอกควันไม่ทันต่อสถานการณ์ ขณะเดียวกัน หากไม่สามารถจัดการแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่การเผา และไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดได้ ปัญหาก็มีโอกาสกลับมาเกิดซ้ำในฤดูแล้งถัดไป

พ.ร.บ.อากาศสะอาดของไทยต้องตอบโจทย์มลพิษข้ามพรมแดน
ท่ามกลางวิกฤตระดับภูมิภาค ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ข้อมูลจากระบบสารสนเทศด้านนิติบัญญัติของวุฒิสภาระบุว่า หลังสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 วุฒิสภาได้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบการแก้ไขดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 จึงเข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อหาข้อยุติ ปัจจุบันร่างกฎหมายยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมกัน

เนื้อหาของร่างกฎหมายมีความสำคัญต่อการจัดการมลพิษหลายแหล่ง ทั้งภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง เกษตรกรรม การเผาในที่โล่ง และมลพิษข้ามพรมแดน ดังนั้น ในชั้นกรรมาธิการร่วมจึงควรให้ความสำคัญกับการทำให้กลไกเหล่านี้ใช้ได้จริง โดยเฉพาะประเด็นต่อไปนี้
– ระบบติดตามและเปิดเผยข้อมูลข้ามพรมแดน เชื่อมข้อมูลจุดความร้อน ทิศทางลม และคุณภาพอากาศ เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าแหล่งมลพิษกำลังเคลื่อนตัวไปทางใด และหน่วยงานไทยสามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้
– กลไกประสานงานระหว่างหน่วยงานไทย ให้มีผู้รับผิดชอบชัดเจนในการประเมินสถานการณ์ แจ้งเตือนสุขภาพ และประสานกับประเทศเพื่อนบ้านเมื่อพบหมอกควันข้ามแดน
– การตรวจสอบห่วงโซ่ธุรกิจและผู้ก่อมลพิษ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่สัมปทานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับไฟป่า โดยใช้หลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่เหมารวมว่าบริษัททุกแห่งเป็นผู้กระทำผิด
– การคุ้มครองประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ให้มีข้อมูลสุขภาพและคุณภาพอากาศที่เข้าถึงง่าย มาตรการลดการสัมผัสฝุ่น และช่องทางร้องเรียนเมื่อได้รับผลกระทบจากมลพิษ
– ความร่วมมือระหว่างประเทศที่ต่อเนื่อง ไม่จำกัดอยู่แค่การแลกเปลี่ยนข้อมูลเมื่อเกิดวิกฤต แต่รวมถึงการป้องกันไฟ การฟื้นฟูพื้นที่พรุ และการผลักดันให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบตามกฎหมายของประเทศที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดของไทยที่กำลังผลักดันไม่ใช่เครื่องมือในการสั่งการหรือบังคับใช้กฎหมายโดยตรงในพื้นที่นอกพรมแดน แต่จะเป็นกลไกในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และสามารถช่วยสร้างระบบเฝ้าระวัง แจ้งเตือน คุ้มครองประชาชนในประเทศ รวมทั้งกำหนดกลไกประสานงานให้เป็นระบบมากขึ้น

การจัดการอากาศสะอาดจึงไม่ใช่เรื่องภายในของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องสร้างกลไกความร่วมมือ เพื่อเสริมให้นโยบายสิ่งแวดล้อมที่ดี ครอบคลุมประเด็นสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนที่จะต้องได้รับการคุ้มครอง แม้ต้นตอของมลพิษจะอยู่ไกลออกไปนอกพรมแดนไทยก็ตาม

อ้างอิง:
• “Why is the haze so bad in Southeast Asia this year?” , Reuters
• “‘Clean air is not a favour’: Indonesia’s neighbours fed up with acrid haze as Singapore threatens to prosecute” , The Guardian
• “New Report Reveals Surge in Indonesia’s 2026 Fires Driven by Resource Extraction” , Trend Asia
• “Indonesia: Local, Singapore & Japan-linked companies allegedly among top 10 concession holders with largest burn scars & recurring fires in Kalimantan” , Business & Human Rights Resource Centre
• “Malaysian and Singaporean in top 20 entities linked to fires in Indonesia” , Greenpeace Malaysia
• “Haze Situation Update” , Meteorological Service Singapore
• “หาดใหญ่จมฝุ่นข้ามแดน! ค่า PM2.5 แตะ 68 มคก.” , สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดสงขลา
• “หมอกควันพัดข้ามแดน พบ ‘นราฯ-ยะลา’ ฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน” , ThaiPBS
ข้อมูลสถานะร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. , ระบบสารสนเทศสนับสนุนกระบวนงานด้านนิติบัญญัติวุฒิสภา
• “สภาผู้แทนราษฎร ไม่เห็นชอบการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดของวุฒิสภา ตั้ง กมธ.ร่วม 20 คนหาข้อยุติ” , TPchannel
• ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน , InforMEA
• Fire Information for Resource Management System (FIRMS) , NASA

Related posts

เอลนีโญจ่อแรงถึงต้นปี 70 ไทยเสี่ยงแล้ง-PM2.5 ปีหน้าลุ้นน้ำท่วมใหญ่

คนปราจีนบุรีเคราะห์ซ้ำกรรมซัด น้ำท่วมเริ่มลด-ขยะพิษโผล่กระหน่ำ

นัดค้านผังเมืองใหม่ พื้นที่รับน้ำ กทม.ลดแสนไร่กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร?