ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ผ่านวุฒิสภาได้มีการแก้ไขสาระสำคัญจากร่างฉบับ สส. 6 ประเด็น อาทิ ตัด PRTR ออก และเพิ่มอำนาจทุนมาอยู่ในกรรมการหลายคณะ
ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ผ่านวุฒิสภาได้มีการแก้ไข ด้วยการตัด PRTR ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิรับรู้ข้อมูลการปล่อยมลพิษอย่างครบถ้วน, ตัดสิทธิของประชาชนในการขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีเกิดวิกฤตมลพิษ, ตัดสิทธิการฟ้องคดีแบบกลุ่มโดยองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม, ตัดบทบาทสำคัญของคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด, ตัดระบบระบบฝากไว้ได้คืน และตัดความรับผิดของสถาบันการเงิน แต่ได้มีการ “เพิ่ม” ตัวแทนสภาหอฯ สภาอุตฯ และสมาคมธนาคารไทย เข้าไปเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการหลายชุด
ที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อเร็วๆ นี้ได้ลงมติวาระ 3 เห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. หรือร่างกฎหมายอากาศสะอาด ด้วยคะแนนเห็นด้วย 145 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 เสียง งดออกเสียง 11 เสียง และเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ กมธ. โดยหลังจากนี้จะส่งร่างกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป
อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญในการแก้ไขร่างกฎหมายอากาศสะอาดในการพิจารณาของวุฒิฯ ครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าร่างกฎหมายกำลังผ่านฉลุย เนื่องจากมีการแก้ไขเนื้อหาร่างเดิมฉบับ กมธ.สภาผู้แทนฯ ทั้งถูกตัด เพิ่ม และเปลี่ยน ในหลายประเด็นสำคัญ
เครือข่ายอากาศสะอาดได้สรุปไว้ ดังนี้
#สิ่งที่ถูก “ตัด”
• ตัด PRTR ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิรับรู้ข้อมูลการปล่อยมลพิษอย่างครบถ้วน ว่าใครปล่อย ปล่อยอะไร ปล่อยเท่าไร และปล่อยเมื่อไร
• ตัดสิทธิของประชาชนในการขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีเกิดวิกฤตมลพิษ ทำให้ต้องรอคดีดำเนินไปตามปกติ แม้อาจสายเกินไปต่อชีวิตและสุขภาพ
• ตัดสิทธิการฟ้องคดีแบบกลุ่มโดยองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพอากาศ และสุขภาพ ทำให้การเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชนยากขึ้น
• ตัดบทบาทสำคัญของคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดในการกำกับโครงการที่อาจก่อมลพิษ เช่น กระบวนการอนุมัติและ EIA ทำให้การแก้ปัญหาในพื้นที่อ่อนแอลง
• ตัดระบบระบบฝากไว้ได้คืน Deposit Refund ออกจากมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้สูญเสียเครื่องมือสำคัญในการลดขยะและการเผาที่ก่อมลพิษ
• ตัดความรับผิดของสถาบันการเงิน ทำให้ผู้ให้สินเชื่อไม่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อการสนับสนุนกิจการที่ก่อมลพิษรุนแรง
#สิ่งที่ถูก “เพิ่ม”
• เพิ่มตัวแทนภาคทุน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าไปเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการหลายชุด หลายฝ่ายกังวลว่าอาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน และทำให้การกำหนดนโยบายถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้เสีย
• เพิ่มข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ก่อมลพิษ ซึ่งอาจทำให้หลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” อ่อนแอลง และเปิดช่องให้หลีกเลี่ยงความรับผิดได้ง่ายขึ้น
#สิ่งที่ถูก “เปลี่ยน”
• เปลี่ยนประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด จาก “นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด” เป็น “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ส่งผลต่อหลักการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
• เปลี่ยนบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการจัดการมลพิษข้ามแดนให้แคบลง แม้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จะไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นแบ่งประเทศ
• ลดอัตราโทษทางอาญาของผู้ก่อมลพิษในภาคอุตสาหกรรมลงมาก จนหลายฝ่ายกังวลว่าบทลงโทษอาจไม่เพียงพอในการยับยั้งการกระทำผิด
อัตราโทษที่ต่ำเกินไปอาจทำให้โรงงานอุตสาหกรรมยอมจ่ายค่าปรับหรือเสี่ยงทำผิดกฎหมาย เพราะคุ้มทุนมากกว่าการลงทุนปรับปรุงระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ
ทั้งนี้ หลังจากร่างกฎหมายผ่านวุฒิสภา แล้วจะต้องส่งต่อไปให้สภาผู้แทนฯ พิจารณาว่าจะเห็นชอบกับสิ่งที่วุฒิสภาแก้ไขหรือไม่ ซึ่งจะต้องรอการพิจารณาของ สส. ว่าพิจารณาออกมาอย่างไร จะยืนยันหลักการเดิมที่มุ่งคุ้มครองประชาชน หรือยอมรับการแก้ไขที่ลดทอนสิทธิของประชาชนและเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของกฎหมาย
อย่างไรก็ดี ร่างกฎหมายที่ผลักดันผ่าน กมธ.สภาผู้แทนฯ ได้ปรับปรุงร่างกฎหมายโดยมุ่งเน้นการวางรากฐานทางกฎหมายเชิงนวัตกรรมที่ใช้สิทธิมนุษยชนเป็นฐาน มีการบัญญัติรับรองสิทธิในอากาศสะอาดที่สัมพันธ์กับสิทธิในชีวิตและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
ขณะที่โครงสร้างกฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการ 4 ชุดหลักเพื่อบูรณาการการทำงานอย่างเป็นระบบ พร้อมนำเครื่องมือระดับสากลมาใช้ เช่น ดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพ (AQI) ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลกลาง และการจำแนกพื้นที่คุณภาพอากาศ
นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด” และใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อจูงใจให้ทุกภาคส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สำหรับบทกำหนดโทษสูงสุดระบุไว้สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ระบายมลพิษเกินมาตรฐานในพื้นที่วิกฤต ซึ่งอาจต้องระวางโทษปรับสูงสุดถึง 100 ล้านบาท
อัปเดตร่าง กม.อากาศสะอาด ตัดสาระสำคัญออก 6 ประเด็น เพิ่มอำนาจทุนในกรรมการหลายชุด
ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ผ่านวุฒิสภาได้มีการแก้ไข ด้วยการตัด PRTR ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิรับรู้ข้อมูลการปล่อยมลพิษอย่างครบถ้วน, ตัดสิทธิของประชาชนในการขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีเกิดวิกฤตมลพิษ, ตัดสิทธิการฟ้องคดีแบบกลุ่มโดยองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม, ตัดบทบาทสำคัญของคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด, ตัดระบบระบบฝากไว้ได้คืน และตัดความรับผิดของสถาบันการเงิน แต่ได้มีการ “เพิ่ม” ตัวแทนสภาหอฯ สภาอุตฯ และสมาคมธนาคารไทย เข้าไปเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการหลายชุด
ที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อเร็วๆ นี้ได้ลงมติวาระ 3 เห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. หรือร่างกฎหมายอากาศสะอาด ด้วยคะแนนเห็นด้วย 145 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 เสียง งดออกเสียง 11 เสียง และเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ กมธ. โดยหลังจากนี้จะส่งร่างกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป
อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญในการแก้ไขร่างกฎหมายอากาศสะอาดในการพิจารณาของวุฒิฯ ครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าร่างกฎหมายกำลังผ่านฉลุย เนื่องจากมีการแก้ไขเนื้อหาร่างเดิมฉบับ กมธ.สภาผู้แทนฯ ทั้งถูกตัด เพิ่ม และเปลี่ยน ในหลายประเด็นสำคัญ
เครือข่ายอากาศสะอาดได้สรุปไว้ ดังนี้
#สิ่งที่ถูก “ตัด”
• ตัด PRTR ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิรับรู้ข้อมูลการปล่อยมลพิษอย่างครบถ้วน ว่าใครปล่อย ปล่อยอะไร ปล่อยเท่าไร และปล่อยเมื่อไร
• ตัดสิทธิของประชาชนในการขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีเกิดวิกฤตมลพิษ ทำให้ต้องรอคดีดำเนินไปตามปกติ แม้อาจสายเกินไปต่อชีวิตและสุขภาพ
• ตัดสิทธิการฟ้องคดีแบบกลุ่มโดยองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพอากาศ และสุขภาพ ทำให้การเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชนยากขึ้น
• ตัดบทบาทสำคัญของคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดในการกำกับโครงการที่อาจก่อมลพิษ เช่น กระบวนการอนุมัติและ EIA ทำให้การแก้ปัญหาในพื้นที่อ่อนแอลง
• ตัดระบบระบบฝากไว้ได้คืน Deposit Refund ออกจากมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้สูญเสียเครื่องมือสำคัญในการลดขยะและการเผาที่ก่อมลพิษ
• ตัดความรับผิดของสถาบันการเงิน ทำให้ผู้ให้สินเชื่อไม่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อการสนับสนุนกิจการที่ก่อมลพิษรุนแรง
#สิ่งที่ถูก “เพิ่ม”
• เพิ่มตัวแทนภาคทุน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าไปเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการหลายชุด หลายฝ่ายกังวลว่าอาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน และทำให้การกำหนดนโยบายถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้เสีย
• เพิ่มข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ก่อมลพิษ ซึ่งอาจทำให้หลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” อ่อนแอลง และเปิดช่องให้หลีกเลี่ยงความรับผิดได้ง่ายขึ้น
#สิ่งที่ถูก “เปลี่ยน”
• เปลี่ยนประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด จาก “นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด” เป็น “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ส่งผลต่อหลักการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
• เปลี่ยนบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการจัดการมลพิษข้ามแดนให้แคบลง แม้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จะไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นแบ่งประเทศ
• ลดอัตราโทษทางอาญาของผู้ก่อมลพิษในภาคอุตสาหกรรมลงมาก จนหลายฝ่ายกังวลว่าบทลงโทษอาจไม่เพียงพอในการยับยั้งการกระทำผิด
อัตราโทษที่ต่ำเกินไปอาจทำให้โรงงานอุตสาหกรรมยอมจ่ายค่าปรับหรือเสี่ยงทำผิดกฎหมาย เพราะคุ้มทุนมากกว่าการลงทุนปรับปรุงระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ
ทั้งนี้ หลังจากร่างกฎหมายผ่านวุฒิสภา แล้วจะต้องส่งต่อไปให้สภาผู้แทนฯ พิจารณาว่าจะเห็นชอบกับสิ่งที่วุฒิสภาแก้ไขหรือไม่ ซึ่งจะต้องรอการพิจารณาของ สส. ว่าพิจารณาออกมาอย่างไร จะยืนยันหลักการเดิมที่มุ่งคุ้มครองประชาชน หรือยอมรับการแก้ไขที่ลดทอนสิทธิของประชาชนและเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของกฎหมาย
อย่างไรก็ดี ร่างกฎหมายที่ผลักดันผ่าน กมธ.สภาผู้แทนฯ ได้ปรับปรุงร่างกฎหมายโดยมุ่งเน้นการวางรากฐานทางกฎหมายเชิงนวัตกรรมที่ใช้สิทธิมนุษยชนเป็นฐาน มีการบัญญัติรับรองสิทธิในอากาศสะอาดที่สัมพันธ์กับสิทธิในชีวิตและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
ขณะที่โครงสร้างกฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการ 4 ชุดหลักเพื่อบูรณาการการทำงานอย่างเป็นระบบ พร้อมนำเครื่องมือระดับสากลมาใช้ เช่น ดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพ (AQI) ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลกลาง และการจำแนกพื้นที่คุณภาพอากาศ
นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด” และใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อจูงใจให้ทุกภาคส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สำหรับบทกำหนดโทษสูงสุดระบุไว้สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ระบายมลพิษเกินมาตรฐานในพื้นที่วิกฤต ซึ่งอาจต้องระวางโทษปรับสูงสุดถึง 100 ล้านบาท