บ้าไปแล้ว! ฤดูหนาวขั้วโลกใต้ร้อน 20°C น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายพุ่ง

เครดิตภาพ: Euronews

‘แอนตาร์กติกา’ขั้วโลกใต้ที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนาทึบตลอดกาลอุณหภูมิพุ่ง 20 องศา ท่ามกลางฤดูหนาว ขณะที่ ‘เกาะกรีนแลนด์’ น้ำแข็งก็ละลายพุ่ง

มันบ้าไปแล้วแน่ๆ เมื่อดินแดนที่หนาวเย็นที่สุดและถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนาทึบตลอดกาลอย่าง ‘แอนตาร์กติกา’ อุณหภูมิพุ่ง 20 องศา ท่ามกลางฤดูหนาว ในขณะที่ “เกาะกรีนแลนด์” ขั้วโลกเหนือน้ำแข็งกลับละลายอย่างน่าตกใจ

“ขั้วโลกใต้” หรือ “แอนตาร์กติกา” กำลังเผชิญกับสภาวะ “ร้อนระอุ” ท่ามกลางฤดูหนาว เป็นสัญญาณผิดปกติที่นักวิทยาศาสตร์ถึงกับใช้คำว่า “มันบ้าไปแล้วแน่ๆ” (Absolutely crazy)

สภาพอากาศสุดขั้วทั้งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้

ข้อมูลล่าสุดในเดือน มิ.ย. 2569 จากสถานีตรวจวัดสภาพอากาศที่กระจายตัวอยู่ทั่วทวีปน้ำแข็งแห่งนี้ได้เตือนภัยระดับสูงสุดให้ทราบว่า ปรอทวัดอุณหภูมิที่พุ่งทะยานทุบสถิติประวัติศาสตร์ และภาพทัศนียภาพของหิมะหนาที่อันตรธานหายไปจนเหลือเพียงพื้นดินที่ว่างเปล่า คือประจักษ์พยานชั้นดีว่าระบบนิเวศของโลกใบนี้กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “ภูมิอากาศล่มสลาย” (Climate Collapse) อย่างเป็นรูปธรรม

ในขณะเดียวกัน หากมองไปยังทางทิศเหนือ พืดน้ำแข็งขนาดมหึมาของ “กรีนแลนด์” ก็กำลังเกิดแปรปรวนไม่ต่างกัน โดยที่น้ำแข็งละลายตัวในอัตราเร่งอย่างมาก ทำให้น้ำจืดปริมาณมหาศาลไหลลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกอย่างหนักหน่วง พร้อมที่จะฉุดให้ภูมิอากาศของทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือเข้าสู่ความโกลาหล

ความวิปริตทางภูมิอากาศจากทั้งสองซีกโลก กำลังเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรากันแน่?

วิกฤตแอนตาร์กติกา — ความวิปริตครั้งมโหฬารกลางฤดูหนาว

เดอะ การ์เดียน ของอังกฤษได้เปิดเผยรายงานที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่วงการวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมทั่วโลก เมื่อสถานีวิจัยเอสเปรันซา (Esperanza) ของอาร์เจนตินา ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรทรีนิตี (Trinity Peninsula) ทางตอนเหนือสุดของทวีปแอนตาร์กติกา สามารถบันทึกสถิติอุณหภูมิได้สูงถึง 15.4 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2569

ถ้าตัวเลข 15.4 องศาเซลเซียส สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนก็คงเย็นสบายกำลังดี แต่สำหรับทวีปแอนตาร์กติกาในช่วงเดือน มิ.ย. ซึ่งตามธรรมชาติคือช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์แทบจะไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ทั่วทั้งทวีปควรจะถูกแช่แข็งภายใต้ความมืดมิดและอุณหภูมิติดลบต่ำกว่าจุดเยือกแข็งหลายสิบองศา

ตัวเลขความร้อนครั้งใหม่นี้ ไม่เพียงแต่ทุบสถิติเดิมที่เคยบันทึกไว้ ณ สถานีตรวจวัดแห่งเดียวกันนี้เมื่อปี 2541 ลงอย่างราบคาบ แต่ยังเป็นการทำลายสถิติเก่าโดยพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 2 องศาเซลเซียส

นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ระบุว่า สถิติความร้อนครั้งใหม่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วหายไป แต่มันเกิดขึ้นท่ามกลาง “คลื่นความร้อนที่ลากยาว” ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิสูงสุดในแต่ละวันพุ่งสูงเกินกว่า 0 องศาเซลเซียส (เหนือจุดเยือกแข็ง) ติดต่อกันเป็นเวลาเป็นเวลานานถึง 3 สัปดาห์

“อุณหภูมิที่บันทึกได้นี้สูงกว่าอุณหภูมิปกติในช่วงเวลานี้ของปีถึงราวๆ 20 องศาเซลเซียส สิ่งนี้คือความผิดปกติครั้งมโหฬารที่เหนือนิยามความจริงไปมาก” ราอูล คอร์เดโร ศาสตราจารย์ด้านภูมิอากาศชาวเอกวาดอร์ จากมหาวิทยาลัยโกรนินเกน กล่าวกับเดอะการ์เดียน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อนฝังตัวลึกในใจกลางดินแดนน้ำแข็งในครั้งนี้ เกิดจากความผันผวนของระบบลมโลก นักวิทยาศาสตร์พบว่า มีกระแสลมร้อนจากทิศเหนือที่ทวีความรุนแรงอย่างผิดปกติ ได้พัดผ่านข้ามมหาสมุทรและพัดกระหน่ำครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทรแอนตาร์กติก ส่งผลให้สถานีตรวจวัดสภาพอากาศอื่นๆ ในภูมิภาคได้รับผลกระทบเป็นโดมิโน

ยกตัวอย่างเช่น สถานีตรวจวัดสภาพอากาศบูเนน ริเวรา (Boonen Rivera) ของชิลี ก็สามารถบันทึกอุณหภูมิได้สูงเกือบ 13 องศาเซลเซียส ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

ความอบอุ่นที่มาผิดเวลานี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางกายภาพทันที กลุ่มนักวิจัยซึ่งประจำการอยู่บนเกาะคิงจอร์จ ซึ่งห่างจากสถานีเอสเปรันซาออกไปราว 160 กิโลเมตร รายงานสถานการณ์ที่ชวนหดหู่ใจว่า พวกเขาพบพื้นที่ภูมิประเทศเป็นวงกว้างปรากฏให้เห็นเป็นเพียง “พื้นดินที่ว่างเปล่า” หลังจากปรอทวัดอุณหภูมิในพื้นที่พุ่งสูงขึ้นถึง 4.6 องศาเซลเซียส

“สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามันแปลกประหลาดมาก อุณหภูมิที่นี่พุ่งสูงขึ้นมากจนทุกสิ่งทุกอย่างข้างนอกนั่นละลายไปหมด” ลุยส์ มูญอซ นักธารน้ำแข็งวิทยา ชาวชิลี เล่าถึงประสบการณ์ตรงในพื้นที่ “ปกติแล้วในช่วงเวลานี้ของปีบนพื้นจะต้องมีผืนหิมะหนาทึบปกคลุมอย่างน้อย 20 เซนติเมตร และมีน้ำแข็งเกาะอยู่เต็มไปหมด แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นพื้นดินโล่งๆ”

สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือ มูญอซยังได้เห็นกับตาตัวเองว่า แม้แต่บนจุดสูงสุดของยอดธารน้ำแข็งคอลลินส์ (Collins glacier) ที่มีความสูงถึง 500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งควรจะเป็นจุดที่หนาวเย็นและปลอดภัยที่สุด สิ่งที่ตกลงมาจากฟ้ากลับไม่ใช่เกล็ดหิมะ แต่เป็น “สายฝน” ที่ตกลงมากัดเซาะจนน้ำแข็งเกิดกระบวนการละลายตัวลงอย่างรวดเร็ว

สิ่งเดิมพันที่พุ่งสูงและการล่มสลายของห่วงโซ่อาหารขั้วโลกใต้

การที่ทวีปแอนตาร์กติกาเกิด “กระบวนการละลายตัว” หรือ Ablation ในช่วงเวลาที่ควรจะเป็นฤดูสะสมหิมะ ถือเป็นสัญญาณอันตรายขั้นร้ายแรงต่อเสถียรภาพของพืดน้ำแข็งโลก ผลลัพธ์และสิ่งเดิมพันของวิกฤตครั้งนี้กำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและอุตสาหกรรมฟอสซิลของมนุษย์

ผลการศึกษาชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Frontiers in Environmental Science ได้ทำแบบจำลองฉากทัศน์ทั้งในกรณีที่ดีที่สุดและเลวร้ายที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่มีต่อคาบสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งจากการจำลองระบุว่า ภายใต้ฉากทัศน์ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงสุด พื้นที่ปกคลุมของน้ำแข็งทะเลรอบทวีปแอนตาร์กติกาอาจลดลงถึงร้อยละ 20

ผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร: การลดลงของน้ำแข็งทะเลจะสร้างความเสียหายมหาศาลต่อสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่างๆ ที่ใช้แผ่นน้ำแข็งเป็นบ้านและแหล่งอนุบาล โดยเฉพาะ “ตัวคริล” (Krill) หรือกุ้งฝอยตัวจิ๋วแห่งมหาสมุทรใต้ ซึ่งคริลเหล่านี้คือสารอาหารและฐานรากที่สำคัญที่สุดของระบบนิเวศขั้วโลกใต้ หากคริลลดลง วาฬ นกเพนกวิน และแมวน้ำ จะเผชิญกับภาวะอดอยากและประชากรล่มสลายตามไปด้วย

นอกจากนี้ การที่มหาสมุทรอุ่นขึ้นยังส่งผลให้เกิดความเครียดในระบบนิเวศทางทะเล และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ลุกลามไปทั่วโลก

นักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่า เหตุการณ์ภัยพิบัติรุนแรงในระยะหลัง ล้วนมีจุดเชื่อมโยงมาจากสภาวะมหาสมุทรแปรปรวนที่ขั้วโลก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่พรากชีวิตผู้คนในเมืองบาเลนเซีย ประเทศสเปน เมื่อปี 2567 หรือเหตุการณ์พายุมรสุมและอุทกภัยครั้งใหญ่ในภูมิภาคเอเชียในช่วงปีที่ผ่านมา

ปฏิบัติการถอดรหัส ‘จุดพลิกผัน’ ที่แอตแลนติกเหนือ

จากขั้วโลกใต้ สปอตไลท์ของความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมได้ส่องไปยังขั้วโลกเหนือ ณ ดินแดนเกาะปกครองตนเองขนาดใหญ่อย่าง “กรีนแลนด์” ที่ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังวิ่งแข่งกับเวลาในสมรภูมิความเร็วเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “จุดพลิกผันทางภูมิอากาศ” (Climate Tipping Point)

ทำไมจุดพลิกผันของกรีนแลนด์จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใส่ใจ?

คำว่า Climate Tipping Point ในทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม หมายถึง ขีดจำกัดสูงสุดหรือ “เส้นตาย” ที่หากระบบนิเวศก้าวข้ามจุดนี้ไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง รวดเร็ว และเป็นวงจรย้อนกลับทางบวกที่มนุษย์จะไม่สามารถควบคุมหรือย้อนกระบวนการให้กลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกต่อไป

ในเวลานี้ พืดน้ำแข็งในกรีนแลนด์กำลังหดตัวลงอย่างน่าใจหาย การละลายของน้ำแข็งที่นี่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกคนบนโลกใบนี้ด้วยตัวเลขความจริง 2 ประการ กล่าวคือ

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติ (National Snow and Ice Data Centre) ระบุว่า พืดน้ำแข็งของกรีนแลนด์กักเก็บน้ำในปริมาณมหาศาล หากน้ำแข็งบนเกาะแห่งนี้ละลายไปจนหมดสิ้น มันจะมีปริมาณน้ำมากพอที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 7.4 เมตร

นักวิจัยคำนวณว่า ในทุกๆ 1 เซนติเมตรของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจะมีประชากรโลกราว 6 ล้านคน ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมชายฝั่งและการสูญเสียที่ทำกินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกเหนือจากปัญหาระดับน้ำทะเลหนุนสูง สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์หวาดกลัวมากที่สุดจากการละลายของน้ำแข็งกรีนแลนด์คือ การปลดปล่อยน้ำจืดปริมาณมหาศาลลงสู่มหาสมุทร..นั่นเอง

ตามธรรมชาติมหาสมุทรแอตแลนติกมีระบบกระแสน้ำหลักที่เรียกว่า ระบบการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรขนาดใหญ่บริเวณใกล้ขั้วโลก (Subpolar Gyre) ซึ่งมักหมุนวนทวนเข็มนาฬิกา ทำหน้าที่เหมือนเครื่องปรับอากาศโลก คอยพัดพาความร้อนจากเขตร้อนขึ้นไปยังแอตแลนติกเหนือ ช่วยควบคุมอุณหภูมิและสร้างความอบอุ่นให้แก่ทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ทำให้ดินแดนแถบนั้นมีสภาพอากาศที่มนุษย์สามารถตั้งถิ่นฐานและทำเกษตรกรรมได้

ทว่า น้ำจืดปริมาณมหาศาลที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งฟยอร์ดในกรีนแลนด์ กำลังทำตัวเป็น “ฝาปิด” ขวางกั้นกระแสน้ำกึ่งขั้วโลก เนื่องจากน้ำจืดมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำเค็ม มันจึงลอยอยู่บนผิวน้ำและบล็อกไม่ให้น้ำทะเลที่อุ่นและมีความหนาแน่นสูงจมตัวลง

กระบวนการจมตัวนี้เองที่เป็นฟันเฟืองและพลังงานหลักในการขับเคลื่อนระบบสายพานลำเลียงในมหาสมุทรโลกที่คอยหมุนเวียนความร้อนและสารอาหารไปทั่วโลก

หากน้ำจืดจากกรีนแลนด์เข้าไปตัดตอนระบบนี้ แบบจำลองภูมิอากาศเตือนว่า กระแสน้ำกึ่งขั้วโลกนี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือหยุดชะงักลงภายในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ทวีปยุโรปเผชิญกับสภาวะหนาวจัดแบบเฉียบพลัน ในขณะที่เขตร้อนจะเกิดภัยแล้ง และพายุที่รุนแรงขึ้นอย่างสุดขั้ว

โครงสร้าง ‘GIANT’ และเทคโนโลยีการเตือนภัยล่วงหน้า

เพื่อตอบคำถามว่า ธารน้ำแข็งที่กำลังละลายของกรีนแลนด์กำลังผลักดันมหาสมุทรแอตแลนติกให้ดิ่งลงสู่จุดพลิกผันทางภูมิอากาศขั้นวิกฤตรวดเร็วมากน้อยเพียงใด ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจึงได้รวมตัวกันจัดตั้งโครงการวิจัยระยะเวลา 5 ปี ภายใต้ชื่อ GIANT (Greenland Ice sheet to Atlantic Tipping Points)

โครงการยักษ์ใหญ่นี้เป็นการร่วมมือกันของภาคีเครือข่ายถึง 17 องค์กร นำโดย สถาบันสำรวจแอนตาร์กติกแห่งสหราชอาณาจักร (British Antarctic Survey: BAS) จะเดินทางมุ่งหน้าสู่กรีนแลนด์เพื่อปฏิบัติภารกิจสำรวจภาคสนามเป็นเวลา 2 เดือนในฤดูร้อนนี้

พร้อมกับชุดเทคโนโลยีขั้นสูงแบบจัดเต็ม โดยการใช้โดรนบินสำรวจรอยแยกและโครงสร้างน้ำแข็งจากมุมสูง, ใช้หุ่นยนต์ทางทะเลอัตโนมัติดำดิ่งลงใต้ผืนน้ำเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิและความเค็มในจุดที่มนุษย์เข้าไม่ถึง เพื่อติดตามการเคลื่อนตัวและการแตกหักของธารน้ำแข็งแบบเรียลไทม์เพื่อนำมาซึ่งคำตอบว่าจุดพลิกผันที่ว่ามาจากสาเหตุใดกันแน่

จุดเชื่อมโยงระหว่างสถิติอุณหภูมิพุ่งสูง 20 องศาเซลเซียสที่แอนตาร์กติกา และการละลายตัวอย่างบ้าคลั่งของพืดน้ำแข็งในกรีนแลนด์ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า มนุษย์กำลังผลักดันให้โลกหลุดจากวงโคจรความสมดุลเดิม และตกอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงเกินกว่าจะรับมือกับผลกระทบที่ไม่สามารถย้อนคืนกลับมาได้

คำเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าของนักวิทยาศาสตร์และองค์นานาชาติด้านสภาพภูมิอากาศย้ำว่า ท้ายที่สุดแล้วอนาคตของทั้งทวีปแอนตาร์กติกา เกาะกรีนแลนด์ ตลอดจนชายฝั่งทะเลทุกแห่งที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ “ล้วนขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเลือกในวันนี้” การเลือกที่จะเพิกเฉยและใช้ชีวิตแบบเดิมๆ หรือการเลือกที่จะลุกขึ้นมาปฏิวัติระบบพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง และยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล คือเดิมพันเดียวที่จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรงและสร้างความเสียหายใหญ่หลวงที่สุดของวิกฤตภูมิอากาศในครั้งนี้ได้

อ้างอิง:

  • Jun 13, 2026. ‘A huge anomaly’: Antarctica records winter temperatures 20C warmer than normal . Euronews
  • Mar 15, 2026. Meet the scientist heading to Greenland’s fjord glaciers to understand their ‘climate tipping point’. The Guardian

Related posts

‘วันเต่าทะเลโลก’ สัญญาณมหาสมุทรล่มสลาย? ใครทำร้าย ‘เต่ามะเฟือง’?

เอลนีโญเริ่มแล้วรุนแรงสุด พ.ย.69 ถึง ม.ค.70 จ่อทุบสถิติปีที่ร้อนมากที่สุด

ศรีตรังกรุ๊ปฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล ดูดซับก๊าซเรือนกระจกสู่ความยั่งยืน