วิจัยเผย ‘ก้นบุหรี่’ ขยะพิษย่อยสลายยากกว่า 10 ปี

เปิดผลการศึกษาครั้งแรกของโลกที่ติดตามการย่อยสลายของ “ก้นบุหรี่” นานนับทศวรรษ พบกระบวนการแตกตัวสุดซับซ้อน ปล่อยสารพิษซ้ำซ้อน 2 ระยะ แม้ย่อยสลายไปกว่า 84% แต่ความอันตรายยังคงอยู่

นี่ไม่ใช่แค่ขยะ แต่คือ “ระเบิดเวลา” ทางนิเวศวิทยา เปิดผลการศึกษาทศวรรษแรกของโลก พบก้นบุหรี่แฝงตัวในธรรมชาติได้นานกว่าที่คิด พร้อมกลไกปล่อยสารพิษสุดอันตรายแม้พลาสติกจะเริ่มสลายตัว

“ก้นบุหรี่” มลพิษจิ๋วที่โลกมองข้าม กับมหากาพย์การย่อยสลายที่ยาวนานกว่า 10 ปี

ก้นบุหรี่ (Cigarette Butts: CBs) คือขยะที่ถูกพบมากที่สุดทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตามชายหาด สวนสาธารณะ หรือริมถนน ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในแต่ละปีมีก้นบุหรี่หลายล้านล้านชิ้นถูกทิ้งสู่ธรรมชาติ แม้ปัจจุบันกระแสบุหรี่ไฟฟ้าจะมาแรง แต่ “ก้นกรอง” แบบดั้งเดิมยังคงเป็นแหล่งขยะพลาสติกอันดับหนึ่งที่ยากจะกำจัด

ล่าสุด งานวิจัยสหวิทยาการที่ติดตามผลยาวนานถึง 10 ปี ได้เผยแพร่ข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับชะตากรรมของขยะชนิดนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าการย่อยสลายของมันซับซ้อนและแฝงไปด้วยอันตรายมากกว่าที่ตาเห็น

โครงสร้างเหล็กกล้าในร่างพลาสติก: เซลลูโลสอะซิเตต

ทำไมก้นบุหรี่ถึงย่อยสลายยาก? คำตอบอยู่ที่ เซลลูโลสอะซิเตต (Cellulose Acetate – CA) ซึ่งเป็นเส้นใยพลาสติกสังเคราะห์ที่ประกอบด้วยไมโครไฟเบอร์กว่า 15,000 เส้นต่อหนึ่งก้นกรอง แม้จะผลิตมาจากเซลลูโลสพืช แต่ผ่านกระบวนการทางเคมีที่ทำให้มันทนทานต่อการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์อย่างมาก

งานวิจัยระบุว่า ในสภาพแวดล้อมทั่วไปพลาสติกชนิดนี้อาจใช้เวลาถึง 14 ปีในการสลายตัว เพราะมีหมู่ “อะซิเตต” ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์เข้ามาย่อยกินได้ง่ายๆ ต้องอาศัยกระบวนการทางเคมีที่เชื่องช้าหรือรังสี UV ที่เข้มข้นเท่านั้นในการทำลายเกราะนี้

เปิดไทม์ไลน์ 10 ปี: ยิ่งย่อย…ยิ่งปล่อยพิษ

ทีมวิจัยได้เฝ้าสังเกตการสูญเสียมวลและการเปลี่ยนแปลงทางเคมี โดยพบว่ากระบวนการย่อยสลายแบ่งออกเป็น 2 ช่วงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน:

  • ระยะเริ่มต้น (Early Phase): มวลจะหายไปอย่างรวดเร็วในช่วงแรกจากการที่สารเคมีตกค้างและสารอินทรีย์บางส่วนถูกชะล้างออกไป
  • ระยะคงตัว (Lag Phase): กระบวนการจะช้าลงอย่างมากเนื่องจากส่วนที่เป็นพลาสติก CA มีความคงทนสูง

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยพบจุดเปลี่ยนสำคัญในสภาพแวดล้อมที่มี “ไนโตรเจนสูง” (เช่น ในดินที่อุดมสมบูรณ์) ก้นบุหรี่อาจสูญเสียมวลได้ถึง 84% ภายใน 10 ปี เนื่องจากไนโตรเจนจากภายนอกเข้าไปช่วยกระตุ้นให้ชุมชนจุลินทรีย์ (Microbiome) แข็งแรงพอที่จะเข้าไปทำลายโครงสร้างพลาสติกได้

ความลับที่น่ากลัว: จุดพีคของสารพิษ 2 ระดับ

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นครั้งแรกที่ตรวจพบว่า ความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้ลดลงตามกาลเวลาเสมอไป แต่จะพุ่งสูงขึ้นเป็น 2 ช่วง (Double Peak):

  • ช่วงที่ 1 (Immediate Peak): เกิดขึ้นทันทีที่บุหรี่ถูกทิ้ง สารพิษสะสมอย่าง นิโคติน, โลหะหนัก, และสารไฮโดรคาร์บอน (PAHs) จะถูกชะล้างลงสู่ดินและน้ำทันที
  • ช่วงที่ 2 (Mid-degradation Peak): เกิดขึ้นในช่วงกลางของการย่อยสลาย (ประมาณปีที่ 5-7) เมื่อโครงสร้างพลาสติกเริ่มแตกตัว สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และไมโครพลาสติกจะถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง ซึ่งช่วงนี้เองที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและจุลินทรีย์ในดินอย่างรุนแรง

ผลกระทบที่ส่งผลถึง “มนุษย์”

สารชะล้างจากก้นบุหรี่ไม่ได้หยุดแค่ในดิน แต่มันสามารถปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ขัดขวางการเจริญเติบโตของพืช และทำลายสุขภาพของสิ่งมีชีวิตในน้ำ ที่น่ากังวลที่สุดคือ งานวิจัยล่าสุดในปี 2025-2026 พบว่าไมโครไฟเบอร์พลาสติกจากก้นบุหรี่ สามารถส่งผลกระทบต่อเซลล์เม็ดเลือดขาวในมนุษย์และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในระบบภูมิคุ้มกันได้

ขยะอันตรายที่ต้องมีการจัดการใหม่

ผลการศึกษากว่าหนึ่งทศวรรษนี้ตอกย้ำว่า ก้นบุหรี่ไม่ใช่แค่ขยะที่ “รกตา” แต่เป็น “ของเสียอันตราย” (Hazardous Waste) ตามกฎระเบียบของยุโรป การทิ้งก้นบุหรี่เพียงชิ้นเดียวอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกนับสิบปี งานวิจัยนี้จึงเป็นเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานทั่วโลก เร่งหามาตรการควบคุมการใช้พลาสติกในตัวกรองบุหรี่ และสร้างระบบจัดเก็บขยะชนิดนี้อย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่จะสายเกินไป

อ้างอิง :

Related posts

‘เอลนีโญ’ จ่อถล่มไทย มิ.ย. 69 รับมือแล้งจัด-ร้อนทุบสถิติโลก-ฝุ่นพิษพุ่ง

กทม. เปิด 9 จุดรับ ‘รีไซเคิลปืนฉีดน้ำ’ เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน

‘แมลงสาบฮีโร่กู้โลก’ วิจัยพบจุลินทรีย์ลำไส้ย่อยพลาสติกได้เร็ว