ไทยรับทุนจีนดันเป้า ‘อุตสาหกรรมสีเขียว’ แต่ขยะพิษเกลื่อนภาคตะวันออก

รัฐบาลรับทุนจากจีนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ขยะพิษกลับเกลื่อนภาคตะวันออก

เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลอนุมัติรับเงินสนับสนุนจากจีนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยชูเป้าหมายอุตสาหกรรมสีเขียวและ Net Zero คำถามคือไทยอยากจะเป็นศูนย์กลางการรีไซเคิลขยะของภูมิภาคใช่หรือไม่ แต่ทำไมไม่มีระบบป้องกันขยะพิษอุตสาหกรรม และการลักลอบนำเข้าทะลักขยะพิษ ทำไมประชาชนภาคตะวันออกต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐแก้ปัญหามลพิษอย่างต่อเนื่อง

มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2569 เห็นชอบร่างความตกลงความร่วมมือกับจีน ภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation Special Fund: MLCSF) เพื่อรับเงินสนับสนุน 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดำเนินโครงการ 2 โครงการ ได้แก่

โครงการแรก วงเงิน 132,900 ดอลลาร์สหรัฐ ดำเนินการโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ใช้เวลา 18 เดือน เพื่อพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพัฒนากรอบกำกับดูแลและแนวทางเชิงนโยบาย

โครงการที่สอง วงเงิน 243,000 ดอลลาร์สหรัฐ ดำเนินการโดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ใช้เวลา 18 เดือน มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมในกลุ่ม CLMVT ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย ให้ปรับกระบวนการผลิตไปสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

รัฐบาลระบุว่า เงินสนับสนุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มองค์ความรู้และขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือภาระผูกพันต่องบประมาณแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม แม้เป้าหมายของโครงการจะเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับสถานการณ์ขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออก กลับพบคำถามสำคัญที่รัฐบาลยังต้องตอบว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลจะเกิดขึ้นบนระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็งแล้วหรือไม่ หรือไทยกำลังเร่งส่งเสริมอุตสาหกรรมปลายทาง ทั้งที่ยังจัดการปัญหาการลักลอบนำเข้าและทิ้งขยะพิษไม่ได้

ห้ามนำเข้า E-waste แต่พบการลักลอบนำเข้าต่อเนื่อง
ประเทศไทยมีมาตรการห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว โดยกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 เป็นการปรับปรุงรายการสินค้าต้องห้ามให้สอดคล้องกับพิกัดศุลกากรและพันธกรณีตามอนุสัญญาบาเซล

แต่กฎหมายดังกล่าวแทบไม่มีความหมาย เพราะยังพบความพยายามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยสำแดงสินค้าเป็นอย่างอื่น เช่น เศษโลหะหรือเศษวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

กรณีสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.ย. 2569 รัฐบาลเปิดเผยผลการขยายผลการตรวจสอบขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ โดยมีบัญชีตู้สินค้าต้องสงสัยเบื้องต้น 825 ตู้ และจากการเปิดตรวจ 9 ตู้ พบว่า 6 ตู้ ซึ่งนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและสำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม มีขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปนอยู่ ขณะที่อีก 3 ตู้จากโปแลนด์ อังกฤษ และนิวซีแลนด์ ไม่พบการปนเปื้อนและสำแดงถูกต้อง

ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการลักลอบนำเข้าผ่านช่องทางผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้เอกสารสำแดงสินค้าไม่ตรงกับสินค้าจริง ซึ่งทำให้การตรวจสอบต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

ที่สำคัญ เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังต้องตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำหลักเกณฑ์ควบคุมการนำเข้าเศษโลหะ โดยมีหน่วยงานหลักทั้งกรมควบคุมมลพิษ กรมศุลกากร และกรมโรงงานอุตสาหกรรมเข้าร่วม เนื่องจากต้องการป้องกันไม่ให้มีขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือของต้องห้ามปะปนมากับเศษโลหะนำเข้า

ที่ประชุมยังเห็นควรให้จัดทำหลักเกณฑ์ภายใต้ประกาศกรมควบคุมมลพิษ และนำร่างไปหารือกับผู้ประกอบการ ภาคประชาสังคม และผู้เกี่ยวข้องก่อนประกาศใช้

ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ไทยจะมีประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว แต่ระบบคัดกรองและควบคุมสินค้าเสี่ยงที่อาจใช้เป็นช่องทางลักลอบนำเข้ายังอยู่ระหว่างพัฒนา

ภาคตะวันออกยังเผชิญปัญหาการลักลอบทิ้งขยะพิษ
ปัญหาไม่ได้จบลงที่ท่าเรือหรือด่านศุลกากร เพราะเมื่อขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากการจัดเก็บ การขนส่ง การคัดแยก และการกำจัดที่ไม่ได้มาตรฐาน

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า พบจุดลักลอบทิ้งของเสีย 61 แห่งใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี 20 แห่ง ปราจีนบุรี 18 แห่ง สระแก้ว 11 แห่ง ฉะเชิงเทรา 9 แห่ง และระยอง 3 แห่ง พร้อมสั่งตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยงและสืบย้อนเส้นทางของเสียกลับไปยังต้นทาง

ขณะที่การลงพื้นที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 และมูลนิธิบูรณะนิเวศ เมื่อวันที่ 8–9 ก.ย. 2569 พบจุดทิ้งขยะและกากอุตสาหกรรมในจังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรีรวม 13 จุด

พื้นที่ตรวจสอบ ประกอบด้วย ตำบลห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร 5 จุด ตำบลสระขวัญ อำเภอเมืองสระแก้ว 2 จุด และอีก 6 จุดในจังหวัดปราจีนบุรี ได้แก่ พื้นที่อำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอศรีมหาโพธิ

สิ่งที่พบมีทั้งเศษสายไฟ ชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมัน และกากอุตสาหกรรมที่เป็นวัตถุอันตราย ถูกทิ้งในบ่อดินเก่า บ่อขยะชุมชน บ่อที่ขุดขึ้นใหม่ รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรม ที่ดินเอกชน พื้นที่ป่าไม้ และที่ดิน ส.ป.ก. ประชาชนในพื้นที่กังวลว่าอาจเกิดการปนเปื้อนและกระจายเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2569 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนจากประชาชนกรณีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมบริเวณบ้านเกาะลอย หมู่ที่ 6 ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี เป็นอีกหลักฐานว่าปัญหาการทิ้งกากอุตสาหกรรมยังเกิดขึ้นและมีประชาชนร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง

โรงงานถูกสั่งปิด 2 ครั้ง แต่ยังพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ 80 ตัน
กรณีที่สะท้อนช่องโหว่การกำกับดูแลได้ชัดเจน คือเหตุการณ์วันที่ 10 ต.ค. 2569 เมื่อจังหวัดปราจีนบุรีสั่งปิดโรงงานรีไซเคิลแห่งหนึ่งในอำเภอกบินทร์บุรี หลังตรวจพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 80 ตันถูกนำเข้ามาในโรงงาน

รายงานของไทยพีบีเอสระบุว่า โรงงานแห่งนี้เคยถูกสั่งปิดมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกให้ปรับปรุงเครื่องจักร และครั้งที่สองในช่วงต้นเดือนตุลาคม หลังตรวจพบว่าประกอบกิจการผิดประเภท แต่การตรวจสอบครั้งล่าสุดกลับพบว่ามีการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาและยังมีคนงานปฏิบัติงาน ทั้งที่มีคำสั่งให้หยุดดำเนินกิจการแล้ว

ข้อมูลใบส่งสินค้าระบุว่าผู้นำเข้าสำแดงสินค้าเป็น “โลหะผสม” แต่เมื่อตรวจสอบสินค้าจริงกลับพบว่าเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งความดำเนินคดี 3 ข้อหา ได้แก่ ตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต และครอบครองวัตถุอันตราย

กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามมากกว่าการจับกุมผู้กระทำผิดรายใดรายหนึ่ง เพราะหากโรงงานเคยถูกสั่งปิดถึง 2 ครั้ง เหตุใดจึงยังสามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาได้อีก และระบบติดตามตรวจสอบหลังมีคำสั่งปิดโรงงานทำงานอย่างไร

เครือข่ายประชาชนในพื้นที่ยังตั้งข้อสังเกตว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีใบอนุญาตโรงงานประเภท 105 และ 106 รวมถึงโรงหลอมที่เกี่ยวข้องมากกว่า 200 ใบอนุญาต พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม เพราะกังวลว่าหน่วยงานในพื้นที่อาจมีศักยภาพไม่เพียงพอในการกำกับดูแลโรงงานจำนวนมาก

รัฐเปิดรับทุนสนับสนุนต่างชาติ แต่ขาดระบบป้องกัน
เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมด มติ ครม. รับเงินสนับสนุนจากจีนไม่ได้หมายความว่าไทยกำลังอนุญาตให้นำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรืออนุมัติให้ตั้งโรงงานรีไซเคิลแห่งใหม่โดยอัตโนมัติ เพราะสาระของมติครั้งนี้เป็นการเห็นชอบร่างความตกลงเพื่อรับเงินสนับสนุนสำหรับการพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ ไม่ใช่มติอนุญาตนำเข้าของเสียหรืออนุมัติโครงการลงทุนโรงงานรายใดรายหนึ่ง

แต่จุดอ่อนที่ควรตั้งคำถามคือ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลและอุตสาหกรรมสีเขียว ขณะที่ยังไม่มีรายละเอียดมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากขยะพิษที่ชัดเจนควบคู่ไปกับการอนุมัติโครงการ

โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยยังพบปัญหาการสำแดงสินค้าเท็จ การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และโรงงานที่ฝ่าฝืนคำสั่งทางปกครอง

รัฐบาลจึงควรตอบคำถามอย่างน้อย 5 ประเด็น
– หนึ่ง กำหนดหลักประกันว่าโครงการรีไซเคิลจะไม่กลายเป็นช่องทางรับขยะจากต่างประเทศ ต้องแยกให้ชัดว่าโครงการจะศึกษาการจัดการขยะที่เกิดขึ้นในประเทศ หรือเกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียข้ามพรมแดนด้วยอย่างไร และต้องไม่ขัดต่อกฎหมายห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์

– สอง เปิดเผยกรอบกำกับดูแลและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ทั้งเกณฑ์คัดแยกวัตถุดิบ การตรวจสอบสิ่งปนเปื้อน ระบบติดตามแหล่งที่มาของวัสดุ และวิธีจัดการกากตกค้างจากกระบวนการรีไซเคิล

– สาม เชื่อมระบบตรวจสอบตั้งแต่ท่าเรือถึงโรงงาน ไม่ใช่ตรวจเฉพาะตู้สินค้าต้องสงสัย แต่ต้องติดตามเส้นทางผู้นำเข้า ผู้รับสินค้า โรงงานปลายทาง ผู้ขนส่ง และผู้รับกำจัดกากอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้ของเสียหลุดจากระบบตรวจสอบระหว่างทาง

– สี่ เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะโรงงานที่เคยถูกสั่งปิดหรือพบการประกอบกิจการผิดประเภท ต้องมีระบบติดตามหลังคำสั่งอย่างจริงจัง รวมถึงตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างโรงงานกับจุดลักลอบทิ้งของเสีย

– ห้า เปิดเผยผลการดำเนินโครงการและให้ประชาชนตรวจสอบได้ ทั้งการใช้เงินสนับสนุน 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ ผลการศึกษา รายชื่อหน่วยงานและผู้เข้าร่วม ตลอดจนมาตรการป้องกันผลกระทบต่อชุมชน

รีไซเคิลสีเขียวต้องไม่สร้างภาระพิษให้ประชาชน
การพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องจำเป็น เพราะเมื่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น ของเสียจากเทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ประเทศไทยจึงควรมีเทคโนโลยีและระบบจัดการที่ปลอดภัย ไม่ปล่อยให้ของเสียเหล่านี้กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคต

แต่การรีไซเคิลไม่ใช่กระบวนการที่ปราศจากความเสี่ยง หากไม่มีระบบคัดแยกและควบคุมที่ได้มาตรฐาน การนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์อาจมาพร้อมกับกากตกค้าง สารปนเปื้อน และต้นทุนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ตกอยู่กับชุมชน

กรณีที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกแสดงให้เห็นแล้วว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยขาดนโยบายหรือกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบโรงงาน และติดตามของเสียตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ดังนั้น การเปิดรับทุนจากต่างชาติตามมติ ครม. ครั้งนี้แม้จะเป็นเรื่องที่ดีในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี องค์ความรู้ เพื่อรับมือขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะแบตเตอรีรถยนต์ แต่ต้องปิดช่องโหว่การลักลอบนำเข้าและทิ้งขยะพิษให้ได้จริง เพราะอุตสาหกรรมสีเขียวที่แท้จริง ต้องไม่ใช่การนำเทคโนโลยีรีไซเคิลเข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรม แต่ปล่อยให้ประชาชนต้องรับภาระจากขยะพิษที่รัฐยังควบคุมไม่ได้

อ้างอิง:
• “รัฐบาลจับมือจีนรับเงินสนับสนุนกว่า 3.75 แสนดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนแม่โขง–ล้านช้าง เดินหน้า 2 โครงการยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว” , รัฐบาลไทย
• “รัฐบาลขยายผลขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ จาก ‘เปิดตู้’ สู่ ‘ไล่เครือข่าย’ ตรวจบัญชีเบื้องต้น 825 ตู้” , รัฐบาลไทย
• “ทส. เดินหน้าหารือร่วมกับภาครัฐและเอกชน กำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมการนำเข้าเศษโลหะ แก้ปัญหาลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์” , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
• “รมว.สุชาติ ประกาศเอาจริง! ใช้ยาแรงปราบกากอุตสาหกรรม สั่งฟันลักลอบทิ้ง–นำเข้า E-waste ผิดกฎหมาย” , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
• “กสม. ศยามล ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรี ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการลักลอบทิ้งขยะและกากอุตสาหกรรม” , สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
• “ปราจีนบุรีสั่งปิดโรงงานรีไซเคิล ลักลอบขนขยะอิเล็กทรอนิกส์ 80 ตัน” , ไทยพีบีเอส
• “สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนจากประชาชน กรณีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม” , สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี
• “พาณิชย์คุมเข้มนำเข้าเศษโลหะ–เศษยาง สกัดขยะพิษทะลักไทย” , ไทยพีบีเอส
• “ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2568” , กรมการค้าต่างประเทศ

Related posts

ภัยพิบัติปี 2026 เสียหายทั่วโลก 8 ล้านล้านบาทคนเปราะบางอ่วมสุด

ไฟป่าอินโดฯ วิกฤตฝุ่นอาเซียน ถึงเวลาที่ไทยต้องมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด

เอลนีโญจ่อแรงถึงต้นปี 70 ไทยเสี่ยงแล้ง-PM2.5 ปีหน้าลุ้นน้ำท่วมใหญ่