ภัยพิบัติปี 2026 เสียหายทั่วโลก 8 ล้านล้านบาทคนเปราะบางอ่วมสุด

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วง 9 เดือนแรกของปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 8 ล้านล้านบาท

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไฟป่า คลื่นความร้อน ภัยแล้ง พายุ และแผ่นดินไหว ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่สิ่งที่ปรากฏหลังภัยพิบัติผ่านพ้นไป คือรายได้ที่หายไป หนี้สินที่เพิ่มขึ้น บ้านเรือนและแหล่งทำกินที่ต้องซ่อมแซม รวมถึงชีวิตของผู้คนที่ต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะกลับมาเป็นปกติ

รายงานไตรมาส 3 ปี 2026 ของ Gallagher Re ประเมินว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี โลกเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติอย่างน้อย 242,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8 ล้านล้านบาท แต่มีเพียง 92,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 38% ที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันภัย ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 62% เป็นช่องว่างความคุ้มครองที่ต้องมีภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้ามารับภาระ

ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งที่บ้านถูกน้ำท่วมจนข้าวของเสียหาย คนในบ้านต้องหยุดงาน ร้านค้าต้องปิดกิจการ ส่วนเกษตรกรที่อยู่ไม่ไกลกันก็สูญเสียผลผลิตจากน้ำที่ท่วมพื้นที่เพาะปลูก

เมื่อน้ำลดลง ภาพความเสียหายอาจค่อยๆ หายไป แต่ชีวิตของคนเหล่านี้ไม่ได้กลับสู่ภาวะปกติในทันที เพราะยังมีบ้านที่ต้องซ่อมแซม รายได้ที่ขาดหาย หนี้สินที่ต้องชำระ และค่าใช้จ่ายที่รออยู่ข้างหน้า

นี่คืออีกด้านของวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่กำลังทำให้ภัยพิบัติกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของคนทั้งโลก และที่น่ากังวลคือ คนที่มีเงินออมน้อย ไม่มีประกันภัย หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงความช่วยเหลือ มักเป็นกลุ่มที่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานที่สุด

มูลค่าความเสียหายที่ซ่อนอยู่หลังภัยพิบัติ
รายงาน Q3 2026 Gallagher Re Natural Catastrophe and Climate Report ของ Gallagher Re ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2026 ประเมินว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติทั่วโลกอยู่ที่อย่างน้อย 242,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันภัยอยู่ที่ประมาณ 92,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หมายความว่า ความเสียหายที่ประกันภัยคุ้มครองมีสัดส่วนประมาณ 38% ส่วนอีกประมาณ 62% ไม่ได้รับความคุ้มครองจากประกันภัยโดยตรง และกลายเป็นภาระที่ต้องรับมือด้วยตนเองของครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

รายงานยังระบุว่า มีเหตุการณ์ภัยพิบัติ 54 เหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจตั้งแต่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปในช่วงเวลาดังกล่าว

ตัวเลขนี้สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า Protection Gap หรือช่องว่างความคุ้มครองจากประกันภัย กล่าวคือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงมีมูลค่าสูงกว่าความเสียหายที่ระบบประกันภัยสามารถชดเชยได้มาก

เมื่อบ้านไม่มีประกันภัย เจ้าของบ้านต้องรับภาระซ่อมแซมเอง เมื่อเกษตรกรไม่มีหลักประกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ก็ต้องแบกรับต้นทุนและหนี้สินต่อไป ส่วนรัฐบาลต้องนำงบประมาณมาช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย

อย่างไรก็ตาม รายงานของ Aon ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2026 ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในช่วง 9 เดือนแรกของปีไว้ที่ประมาณ 204,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีความเสียหายที่ประกันภัยคุ้มครอง 91,000 ล้านดอลลาร์ หรือมีช่องว่างความคุ้มครองประมาณ 55%

ตัวเลขของทั้งสองบริษัทแตกต่างกัน เนื่องจากใช้ฐานข้อมูลและวิธีการประเมินความเสียหายต่างกัน แต่ทั้งคู่สะท้อนภาพเดียวกันว่า ภัยพิบัติสร้างภาระทางเศรษฐกิจมหาศาล และความเสียหายจำนวนมากยังไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัย

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้รายงาน Gallagher Re จะระบุว่ามูลค่าความเสียหายรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว และไม่มีภัยพิบัติรายเหตุการณ์ใดสร้างความเสียหายที่ประกันภัยคุ้มครองเกิน 10,000 ล้านดอลลาร์ แต่จำนวนเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายระดับพันล้านดอลลาร์ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าภัยพิบัติขนาดใหญ่และขนาดกลางยังเกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายภูมิภาค

ภัยพิบัติเกิดขึ้นต่อเนื่องความเสียหายกระจายหลายภูมิภาค
ภาพของภัยพิบัติในปี 2026 แสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง ตั้งแต่ยุโรปที่เผชิญความร้อนและภัยแล้ง ไปจนถึงอเมริกาเหนือที่เผชิญพายุรุนแรง และเอเชียที่มีทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว และภัยจากพื้นที่ภูเขาสูง

ข้อมูลของ Gallagher Re ระบุว่า แผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาและโคลอมเบียเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงที่สุดสองอันดับแรกของโลกในช่วง 9 เดือนแรกของปี ขณะที่พายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงเป็นภัยประเภทที่สร้างความเสียหายต่อระบบประกันภัยอย่างมาก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และบางประเทศในยุโรป

ส่วนรายงาน Aon ระบุว่า ยุโรปเผชิญภัยแล้งและความร้อนต่อเนื่องในช่วงฤดูร้อน โดยความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยแล้งและความร้อนในยุโรปมีมูลค่ามากกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ความเสียหายจากภัยแล้งที่ประกันภัยคุ้มครองมีมูลค่ามากกว่า 8,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในแคนาดา ความเสียหายจากภัยพิบัติที่ประกันภัยคุ้มครองมีมูลค่าสูงกว่า 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 9 เดือนแรกของปี ส่วนยุโรปยังเผชิญความร้อนจัดต่อเนื่องตั้งแต่เดือน พ.ค.ถึง ก.ย. โดยพื้นที่ประมาณ 37% ของทวีปมีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ และมีการประเมินว่าความร้อนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตเกือบ 40,000 คน

น้ำหลาก ‘เนปาล–ทิเบต’ครั้งใหญ่ คร่าชีวิตกว่า 1,400 คน สูญหายอีกหลายพัน
หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียรุนแรงที่สุดในปีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2026 บริเวณพรมแดนเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน เมื่อเกิดน้ำหลากฉับพลันในลุ่มแม่น้ำ Lhende Khola และ Trishuli Khola ส่งผลให้พื้นที่หลายอำเภอของเนปาลได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะเขต Rasuwa และ Nuwakot

ข้อมูลที่รัฐบาลเนปาลรายงานเมื่อวันที่ 5 ต.ค. ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 1,455 คน สูญหาย 5,285 คน และได้รับการช่วยเหลือแล้ว 13,795 คน ส่วนฝั่งจีนบริเวณทิเบตมีผู้เสียชีวิต 43 คน และสูญหาย 519 คน

การประเมินความเสียหายและความต้องการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ (Rapid Damage and Needs Assessment: RDNA) ของรัฐบาลเนปาลระบุว่า เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายรวมประมาณ 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นความเสียหายทางกายภาพประมาณ 1,810 ล้านดอลลาร์ และความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 883 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ความต้องการงบประมาณเพื่อฟื้นฟูและสร้างความสามารถในการรับมือภัยพิบัติในอนาคตอยู่ที่ประมาณ 4,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า น้ำหลากในเนปาลเกิดขึ้นหลังมวลน้ำจำนวนมากไหลเข้าสู่แม่น้ำ Bhote Koshi จากพื้นที่ทิเบต โดยมีความเป็นไปได้ว่าเกี่ยวข้องกับหิมะและน้ำแข็งถล่มจากพื้นที่ต้นน้ำ รวมถึงการกีดขวางทางน้ำชั่วคราว ก่อนที่มวลน้ำจะไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงของภัยพิบัติแบบต่อเนื่อง (Cascading Hazards) ซึ่งภัยหนึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดภัยอีกหลายรูปแบบ ตั้งแต่หินและน้ำแข็งถล่ม การกีดขวางแม่น้ำ ไปจนถึงน้ำหลากที่ทำลายชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ปลายน้ำ

‘ภูฏาน’ ทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก
ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2026 ภูฏานเผชิญน้ำหลากจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง (Glacial Lake Outburst Flood: GLOF) ที่ทะเลสาบ Shintaphu ในเขต Gasa ทางตอนเหนือของประเทศ

มวลน้ำไหลลงสู่แม่น้ำ Mo Chhu และสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ Gasa Tshachu ซึ่งเป็นแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ สิ่งปลูกสร้างบริเวณดังกล่าวถูกน้ำพัดเสียหาย ขณะที่ถนนและสะพานบางส่วนได้รับผลกระทบ มีรายงานว่าสะพาน Bailey แบบเคลื่อนย้ายได้ 2 แห่งอาจถูกน้ำพัดไป และเส้นทางไปยังหมู่บ้าน Laya ถูกตัดขาดชั่วคราว

เหตุการณ์นี้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บ เนื่องจากมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงก่อนน้ำหลากมาถึง อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้ เนื่องจากกระแสน้ำยังรุนแรงและเป็นเวลากลางคืนขณะเกิดเหตุ

น้ำหลากจากทะเลสาบธารน้ำแข็งเป็นภัยที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน เมื่อมวลน้ำที่สะสมอยู่ในทะเลสาบบริเวณธารน้ำแข็งถูกปลดปล่อยออกมา ไม่ว่าจะเกิดจากแนวกั้นธรรมชาติพังทลายหรือปัจจัยอื่น น้ำปริมาณมหาศาลสามารถไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างได้อย่างรวดเร็ว และสร้างความเสียหายต่อชุมชนที่อยู่ตามแนวแม่น้ำ

เหตุการณ์ในภูฏานยังทำให้ทางการอินเดียต้องออกคำเตือนน้ำท่วมในพื้นที่รัฐอัสสัมและเบงกอลตะวันตก เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ระดับน้ำในแม่น้ำสายที่ไหลต่อจากภูฏานจะเพิ่มสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าภัยพิบัติในพื้นที่ภูเขาสูงอาจส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้

‘รัสเซีย’ หิมะถล่มเทือกเขาคอเคซัสคร่าชีวิตนักปีนเขา 17 คน
เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2026 เกิดหิมะถล่มบนภูเขา Mizhirgi ในเขต Kabardino-Balkaria ทางตอนเหนือของรัสเซีย พัดเข้าปกคลุมกลุ่มนักปีนเขา 33 คน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน และบาดเจ็บอีก 6 คน ส่วนอีก 10 คนสามารถลงจากภูเขาได้เอง เหตุการณ์นี้ทำให้ต้องระดมเจ้าหน้าที่กู้ภัยจำนวนมากเข้าค้นหา ท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากและความเสี่ยงจากหิมะถล่มซ้ำ

สำหรับประเทศไทยเอง ช่วงวันที่ 16 ก.ย.–6 ต.ค. 2026 เกิดน้ำท่วมใน 50 จังหวัด มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 4.18 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิต 31 คน

ภัยพิบัติเหล่านี้มีสาเหตุและปัจจัยร่วมแตกต่างกัน ไม่ใช่ทุกเหตุการณ์จะเกิดจากภาวะโลกร้อนโดยตรง แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกำลังเพิ่มความเสี่ยงและความรุนแรงของภัยบางประเภท โดยเฉพาะคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก และภัยแล้งในหลายภูมิภาค

สถานการณ์ภัยพิบัติส่งผลให้กลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบหนักที่สุด นั่นคือ
– ผู้หญิง ที่มีรายได้น้อย ทำงานนอกระบบ หรือมีภาระดูแลสมาชิกในครอบครัว
– เด็ก เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและพัฒนาการ การขาดแคลนอาหารอาจกระทบต่อสุขภาพและโภชนาการ ขณะที่โรงเรียนที่ปิดหรือเสียหายจากภัยพิบัติยังทำให้เด็กสูญเสียโอกาสทางการศึกษา

ข้อมูลจากองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ระบุว่า เด็กทั่วโลกประมาณ 1,100 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่ง กำลังเผชิญภัยคุกคามจากสภาพภูมิอากาศซ้อนทับกันอย่างน้อย 3 ประเภท

– ผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงต่อความร้อนจัดมากกว่าคนวัยอื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว อยู่ตามลำพัง หรืออาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่สามารถป้องกันความร้อนได้ดี เมื่อเกิดคลื่นความร้อนต่อเนื่อง ความเสี่ยงต่อสุขภาพจึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก

– คนพิการ อาจเผชิญอุปสรรคตั้งแต่การรับแจ้งเตือนภัย การเดินทางอพยพ ไปจนถึงการเข้าถึงศูนย์พักพิง หากระบบเตือนภัยไม่มีข้อมูลที่เข้าถึงได้ หรือสถานที่อพยพไม่ได้ออกแบบให้รองรับคนพิการ การช่วยเหลือก็อาจล่าช้ากว่าคนกลุ่มอื่น

ภัยพิบัติสร้างหนี้เพิ่มถ่างความเหลื่อมล้ำกว้างขึ้น
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ความเสียหายจากภัยพิบัติอาจสร้างวงจรความยากจนที่ยากจะหลุดพ้น ครอบครัวที่มีเงินออมอาจใช้เงินซ่อมบ้านหรือซื้อทรัพย์สินใหม่ได้ แต่ครอบครัวรายได้น้อยอาจต้องกู้เงินเพื่อซ่อมแซมบ้าน ขณะที่รายได้จากการทำงานยังไม่กลับมา เกษตรกรที่สูญเสียผลผลิตก็อาจต้องกู้เงินลงทุนใหม่ ทั้งที่ยังมีหนี้จากฤดูกาลผลิตก่อนหน้า

องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (UNDRR) ระบุว่า ครัวเรือนรายได้น้อยใช้เวลาฟื้นตัวจากภัยพิบัตินานกว่าครัวเรือนที่มีฐานะดีกว่าถึง 56% เพราะมีทรัพยากรและหลักประกันทางการเงินน้อยกว่า

เมื่อมองในระดับประเทศ ภัยพิบัติยังเพิ่มภาระงบประมาณของรัฐบาล ทั้งการเยียวยาผู้ประสบภัย การซ่อมแซมถนน สะพาน ระบบไฟฟ้า โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ งบประมาณที่ควรใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตจึงต้องถูกนำมาใช้เพื่อฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กรณีเนปาลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แม้ความเสียหายทางกายภาพและเศรษฐกิจจากน้ำหลากจะอยู่ที่ประมาณ 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่รัฐบาลยังต้องใช้เงินอีกประมาณ 4,700 ล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูและสร้างความสามารถในการรับมือภัยพิบัติในอนาคต

นั่นหมายความว่า ต้นทุนที่แท้จริงของภัยพิบัติไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินผ่านพ้นไป แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายระยะยาวเพื่อทำให้ชุมชนกลับมายืนได้อีกครั้ง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Climate Change ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสังคมที่รัฐบาลทั่วโลกต้องให้ความสำคัญ ไม่ควรจำกัดอยู่ที่การแจกถุงยังชีพ การสร้างศูนย์พักพิง หรือการจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงและลดความเสียหายก่อนภัยพิบัติจะมาถึง

ระบบเตือนภัยล่วงหน้าต้องเข้าถึงทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เมืองต้องมีพื้นที่สีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับฝนตกหนัก ชุมชนเกษตรกรรมต้องมีระบบบริหารจัดการน้ำและเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยง ขณะที่ภาครัฐควรพัฒนาระบบประกันภัยและกลไกทางการเงินที่ช่วยให้ประชาชนรายได้น้อยเข้าถึงความคุ้มครองได้มากขึ้น

สำหรับพื้นที่ภูเขาสูงและชุมชนปลายน้ำ กรณีเนปาลและภูฏานยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของระบบเฝ้าระวังทะเลสาบธารน้ำแข็ง การตรวจสอบความเสี่ยงจากหินและน้ำแข็งถล่ม รวมถึงระบบเตือนภัยที่ประสานงานข้ามพรมแดน เพราะมวลน้ำที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งอาจไหลไปสร้างความเสียหายให้กับอีกประเทศหนึ่งได้ภายในเวลาไม่นาน

ขณะเดียวกัน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากอุณหภูมิโลกยังเพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงจากภัยพิบัติบางประเภทก็จะยิ่งเพิ่มตามไปด้วย

ท้ายที่สุด ในโลกที่อากาศแปรปรวนมากขึ้น ภัยพิบัติอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่คนที่มีทรัพยากรน้อยที่สุดกลับเป็นคนที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุด

อ้างอิง:
• Q3 2026 Natural Catastrophe and Climate Report , Gallagher Re
• Global Catastrophe Recap: Third Quarter of 2026 , Aon
• Government support for the situation in Nepal , House of Commons Library
• Global Rapid Post-Disaster Damage Estimation (GRADE) Report: Rasuwa Flash Flood, Nepal , World Bank
• Nepal: Flash Floods and Health Response , World Health Organization (WHO)
• Bhutan Glacial Lake Outburst Triggers Flood, No Injuries Reported , Reuters
• Overall Green Earthquake in Russia on 16 Oct 2026 , Global Disaster Alert and Coordination System (GDACS)
• Thailand: Floods – Emergency Appeal , International Federation of Red Cross and Red Crescent Societies (IFRC)
• Social Development and Disaster Risk Reduction , United Nations Office for Disaster Risk Reduction (UNDRR)
• Climate Change 2022: Impacts, Adaptation and Vulnerability – Technical Summary , Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC)
• The Children’s Climate Risk Report 2026 , United Nations Children’s Fund (UNICEF)

Related posts

ไทยรับทุนจีนดันเป้า ‘อุตสาหกรรมสีเขียว’ แต่ขยะพิษเกลื่อนภาคตะวันออก

ไฟป่าอินโดฯ วิกฤตฝุ่นอาเซียน ถึงเวลาที่ไทยต้องมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด

เอลนีโญจ่อแรงถึงต้นปี 70 ไทยเสี่ยงแล้ง-PM2.5 ปีหน้าลุ้นน้ำท่วมใหญ่