ท่ามกลางฝุ่น PM2.5 ที่ปกคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑลในทุกปี สังคมมักพุ่งเป้าไปที่การเผาของชาวนารอบๆ กรุงเทพฯ แต่เบื้องหลังนั้นมีความซับซ้อน
เบื้องหลังเปลวเพลิงในนาข้าวนั้นซ่อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ทั้งเกษตรกรสูงวัย แรงงานที่หายไป และกรอบเวลาที่บีบคั้น งานวิจัยล่าสุด โดย รศ.วิษณุ อรรถวานิช และคณะ ชี้ชัดว่าคำสั่ง “ห้ามเผา” อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ปัญหามลพิษทางอากาศจะวนมาในทุกปี หากภาครัฐยังตีโจทย์เชิงโครงสร้างไม่แตก
Key Messages:
-
วิกฤตสุขภาพและเศรษฐกิจ: มลพิษ PM2.5 ในไทยส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรสะสมกว่า 39,000 รายต่อปี และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6% ของ GDP
-
นาข้าวคือจุดยุทธศาสตร์: พื้นที่นาข้าวมีจุดความร้อน (Hotspots) สูงถึง 44% ของจุดความร้อนในภาคเกษตรทั้งหมด โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพอากาศของคนเมือง
-
เหตุผลที่ต้องเผา: เกษตรกรระบุว่าการเผาคือ “วิธีที่เร็วที่สุด” ในการเตรียมดิน (37.96%) และ “การไถกลบทำได้ยาก” (30.29%) ภายใต้เงื่อนไขเวลาที่จำกัด
-
บรรทัดฐานทางสังคม: เกษตรกรที่เผาส่วนใหญ่ (86.43%) มองว่าการเผาเป็น “เรื่องปกติ” ที่ทำต่อกันมาในชุมชน แม้จะรู้ว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพและคุณภาพดิน
-
ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง: เกษตรกรไทยกำลังเผชิญภาวะ “สูงวัย” (อายุเฉลี่ย 58 ปี) การศึกษาน้อย และขาดแคลนแรงงาน ทำให้ต้องพึ่งพาเครื่องจักรและวิธีที่ประหยัดเวลามากที่สุดเพื่อความอยู่รอด
เมื่อลมหนาวเริ่มพัดเข้าสู่ประเทศไทย สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ใช่เพียงอุณหภูมิที่ลดลง แต่คือ “ฤดูกาลฝุ่นพิษ” ที่บดบังทัศนียภาพและทำลายสุขภาพของคนไทย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีประชากรหนาแน่นกว่า 16 ล้านคน ข้อมูลจากดัชนีผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (EPI) ปี 2567 ระบุว่า อันดับคุณภาพอากาศของไทยตกลงอย่างน่าตกใจ จากอันดับ 93 ในปี 2565 สู่ร้อยละ 139 ในปัจจุบัน
คำถามสำคัญคือ ‘ทำไมเราถึงออกจากวงจรนี้ไม่ได้?’
งานวิจัยเรื่อง “Heat after the Harvest: Farmer Choices and Perceptions of Crop Residue Burning in Thailand” โดย รศ.วิษณุ อรรถวานิช จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะ ได้สำรวจเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 1,030 ราย ในพื้นที่ 3 จังหวัดรอบกรุงเทพฯ (นครนายก, พระนครศรีอยุธยา, ฉะเชิงเทรา) เพื่อค้นหาคำตอบที่มากกว่าแค่การตำหนิว่าเกษตรกร “มักง่าย”
- ความตายที่มองไม่เห็น และมูลค่าที่ต้องจ่าย
หลายคนอาจมองว่าฝุ่น PM2.5 เป็นความรำคาญใจ แต่ตัวเลขจากธนาคารโลกเผยให้เห็นความจริงที่น่ากลัวกว่านั้น ในปี 2562 ปีเดียว มีคนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศรวมกว่า 39,660 ราย ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยในบรรยากาศของไทยสูงถึง 26 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) ถึง 5 เท่า
ความสูญเสียนี้ไม่ได้มีแค่ชีวิต แต่ยังรวมถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงถึง 6% ของ GDP นี่คือเหตุผลว่าทำไมมลพิษทางอากาศจึงไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “วิกฤตระดับชาติ” ที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- ทำไมต้องทุกสายตามองยัง ‘พื้นที่นาข้าว’?
แม้แหล่งกำเนิดฝุ่นจะมาจากทั้งอุตสาหกรรมและการขนส่ง แต่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน “การเผาในที่โล่ง” กลายเป็นตัวแปรหลัก และ “ข้าว” เป็นพืชที่ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 43% ของพื้นที่เกษตรของไทย ข้อมูลดาวเทียมชี้ให้เห็นว่า ในปี 2567 มีจุดความร้อนในนาข้าวสูงถึง 17,791 จุด และมีพื้นที่นาถูกเผากว่า 6 ล้านไร่ หรือเกือบ 1 ใน 3 ของพื้นที่เผาไหม้ทั้งหมดในประเทศ
- ‘เร็ว-ยาก-เลี่ยงไม่ได้’ เสียงสะท้อนจากกลางท้องนา
เมื่อถามเกษตรกรว่าทำไมถึงเลือกเผาซังข้าว? คำตอบอันดับหนึ่งคือ “มันเร็วที่สุด” (37.96%) ในระบบการทำนาสมัยใหม่ที่มีการปลูกข้าวนาปรังและนาปีต่อเนื่อง เกษตรกรถูกบีบด้วยเงื่อนไขเวลาในการเตรียมดินเพื่อเริ่มการผลิตรอบใหม่ การไถกลบซังข้าวที่หนาแน่นนั้นทำได้ยาก (30.29%) และต้องใช้เครื่องจักรที่มีค่าใช้จ่ายสูง
สิ่งที่น่าสนใจคือ เกษตรกรส่วนใหญ่รับรู้ถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่พวกเขากลับมองว่าการเผาเป็น “บรรทัดฐานทางสังคม” (Social Norm) เกษตรกรถึงร้อยละ 86.43 ในกลุ่มที่เผา ระบุว่าการเผาเป็นเรื่องปกติที่ทำกันในหมู่บ้าน ความรู้สึกว่า “ใครๆ ก็ทำกัน” นี้เองที่เป็นกำแพงสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำนาปลอดการเผา
- กับดักโครงสร้าง: เกษตรกรสูงวัยและแรงงานที่หายไป
กำลังแรงงานเกษตรกรไทยในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมาก ภาคเกษตรกำลังกลายเป็น “สังคมสูงวัย” อย่างเต็มรูปแบบ อายุเฉลี่ยของเกษตรกรจากการสำรวจสูงถึง 58.2 ปี และมีประสบการณ์ทำนามานานกว่า 30 ปี ขณะที่แรงงานรุ่นใหม่ (อายุต่ำกว่า 45 ปี) ลดลงอย่างฮวบฮาบจากร้อยละ 39.7 เหลือเพียงร้อยละ 15.7 ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา
เมื่อร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเก่า แรงงานในครอบครัวหายไป และต้องพึ่งพาแรงงานจ้างหรือเครื่องจักรเป็นหลัก เกษตรกรจึงต้องเลือกวิธีจัดการเศษวัสดุที่ประหยัดแรงและเวลามากที่สุด นอกจากนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ (กลุ่มตัวอย่าง) จบการศึกษาสูงสุดแค่ระดับประถม 6 ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือข้อมูลการจัดการสมัยใหม่ที่ซับซ้อน
- การแก้ปัญหาที่หลงทิศ: เมื่อคำสั่ง ‘ห้ามเผา’ ไม่ตอบโจทย์
งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาภาครัฐมักใช้วิธีการ “ห้ามเผา” แบบเหมารวมเมื่อเกิดวิกฤตฝุ่น แต่วิธีนี้เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหามลพิษภาคอุตสาหกรรมและยานพาหนะให้กลายเป็นความผิดของเกษตรกรรายย่อยเพียงกลุ่มเดียว
การห้ามเผาโดยไม่มีทางออกรองรับ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่รากเหง้า เพราะตราบใดที่เกษตรกรยังเข้าไม่ถึงเครื่องจักรไถกลบในราคาที่เหมาะสม หรือไม่มีตลาดรับซื้อฟางข้าวที่มีประสิทธิภาพ การเผาก็จะยังคงเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่
ทางออกที่ยั่งยืน: เปลี่ยน ‘ควัน’ เป็น ‘โอกาส’
การจะลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยเฉพาะซังข้าวได้อย่างแท้จริง รัฐต้องปรับปรุงกลไกเชิงนโยบายใน 3 ด้านสำคัญ:
- การเข้าถึงเครื่องจักร: สนับสนุนงบประมาณหรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักรจัดการฟางข้าว
- การสร้างความตระหนักเชิงลึก: ไม่ใช่แค่บอกว่าการเผาไม่ดี แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการไถกลบต่อคุณภาพดินในระยะยาว
- การปรับเปลี่ยนบรรทัดฐาน: ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรต้นแบบที่ไม่เผา เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในระดับชุมชน
วิกฤต PM2.5 ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างการเกษตรกรรมของประเทศที่อ่อนแอ หากเรายังคงเลือกที่จะโทษชาวนาผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติโดยไม่มองถึงข้อจำกัดที่เขาต้องเผชิญ เราก็คงต้องยอมรับความจริงว่า “ฤดูกาลแห่งฝุ่น” จะยังคงเวียนวนมาปกคลุมสังคมไทยไปอีกยาวนาน
ที่มา:
- Heat after the Harvest: Farmer Choices and Perceptions of Crop Residue Burning in Thailand., Witsanu Attavanich, Adrian A. Lopes, Sailesh Tiwari, Ajalavat Viriyavipart . sciencedirect / World Development Volume 206, October 2026, 107466