ในขณะที่คนกรุงฯ และชาวเหนือต้องสู้กับ “ฝุ่นพิษ PM2.5” จนท้องฟ้ากลายเป็นสีเทา แต่ทำไมภาคใต้ยังคงครองแชมป์ “อากาศดีที่สุด” ในประเทศ? เจาะรหัสลับทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้ด้ามขวานไทยกลายเป็นพื้นที่ระบายอากาศชั้นยอดที่ธรรมชาติออกแบบมาอย่างลงตัว
ท่ามกลางฝุ่นคลุมเมือง… ทำไม “ภาคใต้” ถึงยังฟ้าใส?
ในวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงขึ้น จนแผนที่ประเทศไทยกลายเป็นสีส้มและสีแดงเกือบทุกระแหง ทั้งในกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคเหนือที่ต้องเผชิญกับสภาพ “ฝาชีครอบ” แต่อีกฟากหนึ่งของประเทศอย่าง “ภาคใต้” กลับปรากฏเป็นพื้นที่สีเขียวและสีฟ้าที่บ่งบอกถึงอากาศบริสุทธิ์อยู่เสมอ
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ GISTDA ได้เผยให้เห็นว่านี่คือผลลัพธ์จากกลไก “การออกแบบทางธรรมชาติ” ที่สมบูรณ์แบบ ผ่าน 4 ปัจจัยหลักดังนี้
คาบสมุทรแห่งการระบายอากาศ (Natural Ventilation)
ด้วยสัณฐานวิทยาที่เป็นคาบสมุทรแคบยาว ขนาบข้างด้วยอ่าวไทยและอันดามัน ทำให้ภาคใต้มีระบบระบายอากาศตามธรรมชาติตลอดเวลา ลมบกและลมทะเลช่วยพัดพาฝุ่นให้กระจายตัวออกสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว ต่างจากภาคเหนือที่เป็น “แอ่งกระทะ” ซึ่งกักเก็บมลพิษไว้ในพื้นที่
อิทธิพลลมมรสุมที่พัดผ่านตลอดปี
ภาคใต้รับอิทธิพลจากลมมรสุมทั้งสองฝั่งอย่างเต็มที่ ทั้งมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดีย และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากอ่าวไทย กระแสลมที่แรงและต่อเนื่องช่วยป้องกันการเกิด “อุณหภูมิผกผัน” (Temperature Inversion) หรือปรากฏการณ์ฝาชีครอบ ทำให้อากาศมีการถ่ายเทในแนวดิ่งได้ดีกว่าภูมิภาคอื่น
“ฝนแปด แดดสี่” กลไกชะล้างฝุ่นจากฟ้า
ฝนคือเครื่องฟอกอากาศที่ดีที่สุด ปริมาณฝนที่ตกชุกในภาคใต้ช่วยสร้างกระบวนการ Wet Scavenging หรือการชะล้างฝุ่นในอากาศให้ตกลงสู่พื้นดิน นอกจากนี้ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงยังช่วยให้ฝุ่นขนาดเล็กเกาะตัวกันจนมีน้ำหนักและตกลงมา ไม่ฟุ้งกระจายค้างอยู่ในอากาศนาน
แหล่งกำเนิดฝุ่นน้อยกว่า (Low Biomass Burning)
ปัจจัยสำคัญคือการใช้ประโยชน์ที่ดิน ภาคใต้เน้นปลูกพืชยืนต้นอย่างยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้อง “เผาตอซัง” เหมือนไร่ข้าวโพด อ้อย หรือข้าว ในภาคอื่น ๆ ทำให้จุดความร้อน (Hotspots) ในพื้นที่ต่ำมาก ลดโอกาสเกิดฝุ่นจากการเกษตรไปได้อย่างมหาศาล
สถิติยืนยัน: ภาคใต้ เซฟโซนหนึ่งเดียวของไทย
ค่าเฉลี่ยรายปีที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว
จากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ย้อนหลัง พบว่าภาคใต้มีระดับฝุ่นต่ำกว่าภาคอื่นอย่างเห็นได้ชัด
- ภาคใต้: ค่าเฉลี่ยรายปีมักอยู่ที่ประมาณ 9.9 – 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับมาตรฐานความปลอดภัยของ WHO มากที่สุด)
- กรุงเทพฯ และปริมณฑล: ค่าเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ประมาณ 25 – 31 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ภาคเหนือ: ในช่วงวิกฤต (ม.ค. – เม.ย.) ค่าฝุ่นรายวันอาจพุ่งสูงเกิน 100 – 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ภาคใต้ยังคงตัวอยู่ที่ระดับสีฟ้าหรือสีเขียว
ตารางเปรียบเทียบคุณภาพอากาศรายภูมิภาค (โดยประมาณ)
ภูมิภาคคุณภาพอากาศส่วนใหญ่ช่วงเดือนที่วิกฤตที่สุดสาเหตุหลักของฝุ่นภาคเหนือส้ม – แดงกุมภาพันธ์ – เมษายนการเผาในที่โล่งและสภาพภูมิประเทศภาคกลาง/กทม.ส้มมกราคม – กุมภาพันธ์การจราจร โรงงาน และอากาศนิ่งภาคใต้เขียว – ฟ้ากรกฎาคม – กันยายน*หมอกควันข้ามพรมแดน (อินโดฯ)ข้อสังเกต: ภาคใต้เป็นภูมิภาคเดียวที่มีช่วง “ฝุ่นมา” ไม่เหมือนชาวบ้าน (ไม่ได้มาช่วงฤดูหนาว) แต่จะมาในช่วงฤดูแล้งของประเทศเพื่อนบ้านแทน
จำนวนวันที่ “อากาศสะอาด”
จากสถิติปี 2567-2568 พบว่า
- จังหวัดในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี มีจำนวนวันที่อากาศอยู่ในระดับ “ดีมาก” (สีฟ้า) มากกว่า 300 วันต่อปี
- ในขณะที่จังหวัดในภาคเหนือและภาคกลาง มีจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน (สีส้ม/แดง) สะสมรวมกันนานกว่า 3-4 เดือนต่อปี
ทำไมสถิติถึง “พุ่ง” ในบางช่วง?
แม้จะอากาศดีเกือบทั้งปี แต่สถิติในภาคใต้จะขยับสูงขึ้นในช่วง มิถุนายน – กันยายน ของทุกปี ซึ่งเกิดจาก “หมอกควันข้ามพรมแดน” จากเกาะสุมาตราและบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย แต่ด้วยกระแสลมมรสุมและฝนที่ตกชุก ทำให้ค่าฝุ่นเหล่านี้ถูกชะล้างออกไปได้เร็วกว่าภาคอื่นๆ มาก
สิทธิในการหายใจที่ต้องรักษา
คุณภาพอากาศที่ดีของภาคใต้คือ “ความได้เปรียบทางชัยภูมิ” แต่บทเรียนนี้กำลังบอกเราว่า หากมนุษย์ยังคงทำลายสมดุลธรรมชาติ ตัดไม้ หรือปล่อยมลพิษเกินขีดจำกัด แม้แต่ภูมิศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็อาจปกป้องเราไม่ได้ในอนาคต
ที่มาข้อมูล: GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
