10 ปัจจัย ‘นครนายก’ เผากระจาย ฝุ่นคลั่ก PM2.5 ปกคลุมกรุงเทพฯ

by Pom Pom

ชาวนาในพื้นที่ จ.นครนายก ยังคงเผาฟางข้าว เนื่องจากคำสั่งห้ามเผาของภาครัฐ แม้จะมีค่าปรับ แต่ไม่มีมาตรการช่วยเหลืออื่นมาชดเชย แทนการเผา ไม่มีตลาดรับซื้อฟางข้าวเพียงพอ รวมทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าฝุ่น PM2.5 อันตรายแค่ไหน

รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรและมลพิษอากาศ เปิดเผยว่า การเผาที่นาใน จ.นครนายกที่ส่งผลให้ฝุ่น PM2.5 ลอยมาปกคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และสร้างผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง มีสาเหตุหลักจาก 10 ปัจจัย ดังนี้

ปัจจัยที่ 1 พันธุ์ข้าวที่ปลูกเป็นแบบข้าวขึ้นน้ำ (Floating Rice) ซึ่งมีลำต้นยาวและเหนียวมากกว่าข้าวที่ปลูกโดยทั่วไป ทำให้การไถกลบตอซังและการใช้เครื่องอัดก้อนฟางทำได้ยากเพราะเครื่องจักรไม่ได้ออกแบบมาสำหรับข้าวประเภทนี้ เครื่องอัดก้อนฟางสามารถอัดฟางข้าวได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น โดยฟางข้าวอีกครึ่งหนึ่งยังอยู่ในแปลง และด้วยลักษณะฟางข้าวที่ยาวและเหนียวทำให้ไม่นิยมนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ ทำให้ต้องจบด้วยการเผาเพื่อจัดการแปลง

ปัจจัยที่ 2 ไฟลามทุ่งยากที่จะดับ ด้วยลักษณะแปลงนาที่ไม่เหมือนแปลงนาทั่วไปที่มีคันนาแยกแปลง ทำให้การติดไฟจากแปลงหนึ่งสู่แปลงหนึ่งง่ายมาก ประกอบกับแปลงนากับบ้านเกษตรกรอยู่ห่างไกลกัน ทำให้เกษตรกรไม่รู้ว่าแปลงนาของตนเองเกิดไฟไหม้ นอกจากเกษตรกรบางรายที่ลักลอบเผา ยังมีผู้ไม่หวังดี เช่น คนหาหนู หางู และหาปลา มาช่วยเผา เป็นต้น

ปัจจัยที่ 3 เครื่องจักรโดยเฉพาะเครื่องอัดก้อนฟางและรถไถกลบตอซังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ ความต้องการจัดการแปลงของเกษตรกรมักเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปล่อยน้ำจากระบบชลประทาน และฤดูทำนาตามธรรมชาติ ทำให้ผู้ให้บริการเครื่องอัดก้อนฟางนิยมเลือกแปลงนาที่อยู่ติดถนนและสามารถเข้าถึงได้ง่ายเพราะต้นทุนให้บริการต่ำสุด ส่วนแปลงนาที่เข้าถึงยาก มีแปลงขนาดเล็ก และไกลจากถนนต้องจบด้วยการเผาเพื่อจัดการแปลง เพื่อให้สามารถไถจัดการแปลงได้ง่าย

ปัจจัยที่ 4 ไม่มีตลาดรับซื้อฟางข้าวที่เพียงพอกับปริมาณฟางข้าวที่มีเยอะมากๆ เมื่อขายฟางข้าวไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหนนอกแปลงนา ก็ต้องจบด้วยการเผา จากงานวิจัยพบว่า มีเกษตรกรเพียง 5% ของกลุ่มตัวอย่างที่สามารถขายฟางข้าว และมีรายได้จากการขายฟางข้าว

ปัจจัยที่ 5 นโยบายภาครัฐที่เน้นการสั่งห้ามเผา พร้อมค่าปรับที่สูงทำให้เกษตรกรหลายรายขาดรายได้จากการขายก้อนฟางข้าวที่อัด เกษตรกรกลัวค่าปรับที่สูงเลยไม่เผากัน ทุกคนต้องการอัดก้อนฟาง ทำให้ปริมาณก้อนฟางมีมากกว่าปริมาณความต้องการรับซื้ออย่างมากมาย ด้วยความกลัวค่าปรับและโทษจากภาครัฐ เกษตรกรหลายคนจึงให้ฟางข้าวฟรีๆ กับผู้ให้บริการอัดก้อนฟาง เกษตรกรบางรายต้องจ่ายเงินให้ผู้ให้บริกาเพื่อให้มาอัดก้อนฟางในแปลงของตน พร้อมเลี้ยงน้ำและรับรองอย่างดี

ปัจจัยที่ 6 การช่วยเหลือที่เข้าถึงเกษตรกรมีน้อยมาก นอกจากคำสั่งห้ามเผาแล้ว ภาครัฐยังช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากการเผาไปสู่การไม่เผาน้อยมาก เช่น การอบรม การจัดหาจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง จากการสำรวจเกษตรกรที่ ต.ท่าเรือ มีเกษตรกรถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างที่รายงานว่า ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากภาครัฐเพื่อให้ตนเองสามารถลดการเผาเพื่อจัดการแปลง

ปัจจัยที่ 7 ไม่สามารถเข้าถึงน้ำชลประทานหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง แม้พื้นที่เพาะปลูกข้าวใน ต.ท่าเรือ จะอยู่ในเขตชลประทาน แต่พื้นที่นี้ไม่สามารถเข้าถึงน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพราะเป็นพื้นที่ท้ายน้ำ ทำให้น้ำที่ส่งจากระบบชลประทานมาไม่ถึง เนื่องจากพื้นที่เกษตรที่อยู่ต้นน้ำ ดึงน้ำไปใช้จนหมด

ปัจจัยที่ 8 ขาดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม มีเกษตรกรถึง 43.88% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสิ่งแวดล้อม มีเกษตรกรถึง 57.14% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพของตนเองและครอบครัว และมีเกษตรกรถึง 55.10% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพของคนในหมู่บ้าน

ปัจจัยที่ 9 ขาดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน เกษตรกรเพียง 34.69% ของกลุ่มตัวอย่างที่รู้ว่าการเผาเพื่อจัดการแปลงทำให้ดินเสื่อมโทรม ขณะที่เกษตรกร 15.31% ยังเชื่อว่าการเผาทำให้ดินมีคุณภาพที่ดีขึ้น และเกษตรกร 50% ยังไม่ทราบผลกระทบของการเผาเพื่อจัดการแปลงว่าทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ

ปัจจัยที่ 10 ความเชื่อเรื่องการเผาเป็นเรื่องปกติของคนในพื้นที่ ใครๆ ก็เผากัน งานศึกษาวิจัยค้นพบว่าปัจจัยนี้สำคัญมากๆ ที่ส่งผลต่อการเผาเพื่อจัดการแปลง

ทั้งนี้ อาจารย์วิษณุโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 ว่า ได้ทำวิจัยเรื่องนี้เมื่อช่วงปี 2567-2568 ในพื้นที่การทำนา ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก โดยตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหานี้คงไม่ใช่เกษตรกรเพียงฝ่ายเดียวที่ต้องรับผิดชอบกับปัญหาการเผา แต่บทบาทของภาครัฐยังมีน้อยมากในพื้นที่ แค่คำสั่งห้ามเผาง่ายๆ จากภาครัฐ แต่กลับสร้างภาระมากมายให้เกษตรกร

แนะภาครัฐดันนโยบายเฉพาะพื้นที่ข้าวขึ้นน้ำ

งานวิจัยชิ้นนี้ได้มีข้อเสนอแนะนโยบายที่น่าจะใช้ได้กับเกษตรกรที่ ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก และพื้นที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน ดังนี้

1) ทำ “นโยบายเฉพาะพื้นที่ข้าวขึ้นน้ำ” แทนการใช้มาตรการเดียวทั้งประเทศ โดยรัฐควรกำหนดพื้นที่ปลูกข้าวขึ้นน้ำเป็น “โซนจัดการฟางและตอซังแบบเฉพาะพื้นที่” เพราะข้อจำกัดด้านฟางและสภาพแปลงไม่เหมือนนาทั่วไป โดยรัฐควรสนับสนุนการพัฒนา/จัดหาเครื่องจักรที่เหมาะกับฟางยาวเหนียว (เช่น ชุดสับย่อย อุปกรณ์เสริมให้ไถกลบทำงานได้จริง หรือเครื่องมือจัดการฟางแบบไม่ต้องอัดก้อนเป็นหลัก)

พร้อมทำแปลงสาธิตที่คำนวณต้นทุนให้เห็นจริง เพื่อลดแรงเสียดทานในการเปลี่ยนผ่านจาก “เผา” ไปสู่ “สับ-ไถกลบ-ย่อยสลาย”

2) สร้างตลาดและโลจิสติกส์ฟางและจัดหาที่กองฟาง

เมื่อไม่มีตลาดรองรับ ฟางจำนวนมากจะกลายเป็นภาระในแปลงและจบด้วยการเผา จึงควรมีนโยบาย 2 ส่วนควบคู่กัน 1) จัดหาจุดรวบรวม/ลานพักฟางระดับชุมชน พร้อมระบบขนย้ายร่วม ลดปัญหาขายไม่ได้เพราะไม่มีที่เก็บ/ไม่มีคนมารับ และ 2) สร้างอุปสงค์ปลายทางให้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน เช่น ปุ๋ยหมักเชิงพาณิชย์ วัสดุเพาะเห็ด เชื้อเพลิงชีวมวล/อัดแท่ง หรือวัสดุชีวภาพ โดยรัฐทำหน้าที่จับคู่ผู้ซื้อและผู้ขาย วางมาตรฐานคุณภาพ และสนับสนุนสัญญารับซื้อในพื้นที่นำร่อง เพื่อกันความเสี่ยงฟางล้นตลาดและการกดราคาที่ทำให้เกษตรกรเสียอำนาจต่อรอง

3) เพิ่มการเข้าถึงการให้บริการเครื่องจักรในช่วงที่ความต้องการสูง โดยจัดตั้งศูนย์เครื่องจักรระดับตำบล/สหกรณ์และระบบคิวบริการแบบโปร่งใส โดยดึงผู้ให้บริการจากภายนอกพื้นที่เข้ามาช่วยเพิ่มผ่านมาตรการแรงจูงใจ และรัฐอาจพิจารณาอุดหนุนแบบจ่ายเพิ่มให้แปลงนาที่เข้าถึงยาก และพัฒนาโครงการปรับปรุงทางเข้าแปลง/รวมแปลงขนาดเล็กแบบสมัครใจ

4) ปรับกรอบนโยบายจากสั่งห้ามเผาสู่จูงใจให้ไม่เผา และคุมความเสี่ยงไฟ การห้ามเผาและค่าปรับที่สูงโดยไม่มีทางเลือกเพียงพอ ทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ฟางล้นตลาด เกษตรกรยอมให้ฟางฟรีหรือจ่ายเงินให้บริการ และเกิดการเผาแบบหลบซ่อน ซึ่งยิ่งเสี่ยงไฟลาม จึงควรใช้แนวทาง Carrot + Stick โดยให้แรงจูงใจแก่ผู้ไม่เผา (เช่น สนับสนุนค่าเครื่องจักร/ค่าไถกลบ/แพ็กเกจจัดการฟาง)

ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายที่เน้น “ผู้จงใจเผาและผู้ก่อไฟจากภายนอก” อย่างจริงจัง ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพิจารณามาตรการลดความเสี่ยงเพื่อไม่ให้ปัญหาไฟลามทุ่งรุนแรงขึ้น เช่น ลงทุนในแนวกันไฟระดับชุมชน ระบบแจ้งเตือนไฟ และทีมดับไฟชุมชน เพราะลักษณะแปลงต่อเนื่องทำให้ไฟลามเร็ว และเจ้าของแปลงอยู่ไกลบ้านทำให้ไม่รู้เหตุทันเวลา

5) ทำให้ผลกระทบ PM2.5 เห็นกับตาและกระทบการตัดสินใจได้จริง ด้วยการติดตั้ง/ขยายจุดวัด PM2.5 ระดับตำบลและหมู่บ้าน และแสดงผลแบบเข้าใจง่าย (ป้าย/ไลน์กลุ่ม/เฟซบุ๊กชุมชน) เพื่อเชื่อมโยง “วันที่มีการเผา” กับ “ค่าฝุ่นที่พุ่ง” อย่างเป็นรูปธรรม และผูกข้อมูลฝุ่นกับข้อมูลสุขภาพในพื้นที่ ผ่าน รพ.สต./อสม. เช่น จำนวนเด็ก/ผู้สูงอายุมีอาการระบบทางเดินหายใจช่วงฤดูเผา และใช้มาตรการคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงในฤดูเผา

เช่น แจ้งเตือนสุขภาพเชิงรุก หน้ากาก/พื้นที่ปลอดฝุ่นในโรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็ก และการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเรื้อรัง โดยใช้ อสม. เป็นแกนหลัก เป้าหมายคือทำให้ต้นทุนสุขภาพของการเผาไม่ใช่เรื่องเล่า แต่เป็นข้อมูลรายวันของชุมชน

6) แก้ความเชื่อว่าเผาดีต่อดินด้วยหลักฐานในแปลงและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผ่านการให้บริการตรวจดินฟรี และทำสมุดสุขภาพดินรายแปลง อย่างน้อยก่อน/หลังฤดูกาล เพื่อให้เกษตรกรเห็นแนวโน้มดินเสื่อมและดินฟื้นด้วยตัวเลขของแปลงตัวเอง ทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบระหว่าง “เผา vs ไม่เผา” โดยคิดต้นทุนให้ดูจริง (ค่าเตรียมดิน ค่าใช้ปุ๋ย ผลผลิต) เพราะแรงจูงใจสำคัญของเกษตรกรคือ “คุ้มและทันเวลา” และอาจใช้แรงจูงใจเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน เช่น สนับสนุนค่าไถกลบ/สับย่อย/ทำปุ๋ยหมัก หรือ จ่ายเพื่อไม่เผาแบบมีเงื่อนไขตรวจสอบได้

7) เปลี่ยนบรรทัดฐานของชุมชนผ่านการทำข้อตกลงชุมชนลดเผา พร้อมกลไกติดตามกันเอง (เช่น แผนที่แปลงเสี่ยง จุดลุกลามง่าย ช่องทางแจ้งเหตุ) ลดปัญหา “ใคร ๆ ก็เผา” ด้วยกติกาที่ชุมชนยอมรับร่วมกัน และให้รางวัล/งบพัฒนาพิเศษสำหรับหมู่บ้านลดจุดความร้อน/พื้นที่เผาไหม้ ได้จริง เพื่อทำให้ไม่เผากลายเป็นเรื่องน่าภูมิใจและได้ประโยชน์ร่วม (ไม่ใช่ภาระของรายคน)

8) แก้ปัญหาพื้นที่ท้ายน้ำที่น้ำไปไม่ถึงให้มีน้ำขั้นต่ำเพื่อจัดการตอซัง การใช้จุลินทรีย์หรือการไถกลบให้ย่อยสลายต้องอาศัยความชื้น หากพื้นที่ท้ายน้ำขาดน้ำในฤดูแล้ง นโยบายควรกำหนดกติกาแบ่งน้ำและรอบส่งน้ำขั้นต่ำหลังเก็บเกี่ยว แบบที่บังคับใช้ได้จริงในระดับระบบชลประทาน/คณะกรรมการผู้ใช้น้ำ พร้อมเสริมแหล่งน้ำขนาดเล็กหรือสถานีสูบน้ำชุมชนในจุดคอขวด เพื่อให้การย่อยตอซังเป็นทางเลือกที่ทำได้ ไม่ใช่แนวทางที่ดีแต่ทำไม่ได้

สำหรับงานวิจัยครั้งนี้เป็นการลงพื้นที่สำรวจของทีมวิจัยด้วยการสัมภาษณ์เกษตรกรผ่านแบบสอบถาม 2 ปีติดต่อกัน ซึ่ง รศ.วิษณุ เป็นหนึ่งในกรรมาธิการอากาศสะอาด และมีส่วนอย่างสำคัญในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงต้องการนำเสนองานวิจัยต่อสาธารณะ พร้อมข้อเสนอแนะเป็นข้อมูลให้ผู้กำหนดนโยบายแก้ปัญหาการเผาในนาข้าวที่ จ.นครนายก ได้อย่างตรงจุด

Copyright @2021 – All Right Reserved.