5 วิกฤตสิ่งแวดล้อมหมักหมม ผู้ว่าฯ กทม.กี่คนก็ยังสอบตก

by Chetbakers

กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่เปราะบางทางสิ่งแวดล้อมสูงที่สุดในเอเชีย ทั้งการเติบโตอย่างไร้ทิศทาง คนขาดวินัย การบังคับใช้กฎหมายหย่อนยาน

ภายใต้ตึกระฟ้าของเมืองหลวง กรุงเทพมหานครที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนแทบจะ 24 ชั่วโมง ยังจมอยู่กับปัญหาสิ่งแวดล้อมพื้นฐาน ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ มักให้คำมั่นสัญญาที่จะเนรมิตให้เมืองศิวิไลซ์แห่งนี้กลายเป็นเมืองน่าอยู่ติดอันดับโลก ถึงกับมีสโลแกน ‘กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่’ ติดหราอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เปลี่ยนหน้าผู้บริหารไปคนแล้วคนเล่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมกับความไม่น่าอยู่ของกรุงเทพฯ กลับมีมากขึ้น เป็นมรดกบาปที่ตอกย้ำจนชินตาอยู่ในปัจจุบัน…แต่เราก็ดีใจที่กรุงเทพฯ ถูกยกให้เป็น “เมืองหลวงน่าอยู่ที่สุดแห่งอาเซียน”?

จากงานวิจัยหลายสำนักทั้งในและต่างประเทศต่างชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่มีความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อมสูงที่สุดในเอเชีย กล่าวคือ การเติบโตอย่างไร้ทิศทาง (Urban Sprawl) ประชากรเมืองขาดวินัย การบังคับใช้กฎหมายหย่อนยาน ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงหมักหมม igreen สะท้อน 5 วิกฤตสิ่งแวดล้อม กทม. เพื่อฉายภาพความจริงที่คนกรุงต้องเผชิญ

1. วิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5: มัจจุราชเงียบที่ยังขาดการจัดการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อลมหนาวพัดมา ฤดูกาลแห่งความสุขที่ควรจะมี กลายเป็นฤดูกาลแห่งการ “เอาชีวิตรอด” จากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ปัญหาที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องชั่วคราว มาแล้วก็ผ่านไป (แม้จะมีความพยายามในการแก้ไขให้เห็นอยู่บ้างก็ตาม) แต่ในปัจจุบันข้อมูลทางวิชาการยืนยันแล้วว่า PM2.5 ในกรุงเทพฯ กลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้าง

สถิติและข้อมูลเชิงประจักษ์จากกรมควบคุมมลพิษ และองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กรุงเทพฯ มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานใหม่ของไทย (ที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อ 24 ชั่วโมง) และเกินเกณฑ์แนะนำของ WHO (5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อปี) เป็นประจำทุกปีในช่วงเดือน ธ.ค.ถึง มี.ค.

งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ชี้ชัดว่า แหล่งกำเนิดหลักของ PM2.5 ในกรุงเทพฯ มากกว่า 50-60% มาจากการขนส่งทางบก โดยเฉพาะรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ รองลงมาคือการเผาในที่โล่งรอบปริมณฑล รวมถึงฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรม

แม้ผู้ว่าฯ กทม.หลายคนจะพยายามใช้มาตรการระยะสั้น เช่น การฉีดน้ำล้างถนน (ซึ่งงานวิจัยชี้ว่า แทบไม่มีผลต่อฝุ่นในระดับความสูงที่คนหายใจ) หรือการตรวจจับควันดำ แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ ข้อจำกัดทางอำนาจ และโครงสร้างระบบขนส่งที่กระจัดกระจาย กทม. ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการกับโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง หรือการบังคับใช้มาตรฐานน้ำมันและเครื่องยนต์

อำนาจเหล่านั้นอยู่ที่กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้จะมีรถไฟฟ้าหลายสาย แต่ค่าโดยสารเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำยังคงสูงลิ่ว (คิดเป็นกว่า 20-30% ของรายได้ขั้นต่ำต่อวัน) ทำให้ประชาชนยังคงเลือกใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ยอดจดทะเบียนรถสะสมในกรุงเทพฯ พุ่งสูงกว่า 11 ล้านคัน ซึ่งเกินกว่าความจุของถนนในกรุงเทพฯ ไปหลายเท่าตัว

การแก้ปัญหาฝุ่นในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องของการสั่งห้ามหรือฉีดน้ำ แต่คือการปฏิรูประบบขนส่งมวลชนและการวางผังเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจเด็ดขาดของ กทม. เพียงหน่วยงานเดียว

2. กรุงเทพฯ เมืองจมน้ำ: วิกฤตน้ำท่วมขัง และภัยคุกคามจากระดับน้ำทะเลหนุน คำว่า “น้ำรอการระบาย” กลายเป็นวลีคลาสสิกที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการระบบน้ำของกรุงเทพฯ ปัญหาน้ำท่วมใน กทม. มีความซับซ้อนและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ที่เป็นปัจจัยร่วมทำให้กรุงเทพฯ ให้จมน้ำในทุกๆ ปี

รายงานจากธนาคารโลก (World Bank) และ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) จัดอันดับให้กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองชายฝั่งที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในโลกที่จะจมอยู่ใต้น้ำภายในปี 2050 หากไม่มีการจัดการเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ปัจจัยที่ทำให้กรุงเทพฯ เผชิญวิกฤตน้ำมี 3 ด้านหลัก

1) การทรุดตัวของแผ่นดิน: แม้จะมีการควบคุมการใช้น้ำบาดาล แต่ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี ระบุว่า พื้นที่บางส่วนของ กทม. ยังคงทรุดตัวลงประมาณ 1-2 เซนติเมตรต่อปี เนื่องจากน้ำหนักของตึกระฟ้าและการอัดตัวของชั้นดินเหนียว

2) น้ำทะเลหนุน: ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยคาดว่าจะสูงขึ้นตามสภาวะโลกร้อน ซึ่งจะทำให้การระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทยทำได้ยากขึ้นในช่วงน้ำหนุน
3) การเปลี่ยนแปลงของสิ่งปลูกสร้าง: พื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติ (Floodplains) ทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกถูกเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านจัดสรรและนิคมอุตสาหกรรม

ทำไมระบบอุโมงค์ยักษ์ถึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย? ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ กทม. มักจะชูโครงการ “อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ” เป็นฮีโร่ในการแก้ปัญหา ทว่านักวิชาการด้านวิศวกรรมแหล่งน้ำจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่างวิจารณ์ว่า อุโมงค์ยักษ์เป็นเพียง “ปลายเหตุ” ของระบบระบายน้ำ ปัญหาคอขวดที่แท้จริงคือ ระบบท่อระบายน้ำย่อย (Sewer system) ตามตรอกซอกซอยส่วนใหญ่ใน กทม. มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 60-80 เซนติเมตร ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง

ทว่าในปัจจุบันผลจากภาวะโลกร้อนทำให้เกิดฝนตกหนักที่เรียกว่า “ระเบิดฝน” (Rain Bomb) ซึ่งมีปริมาณฝนทะลุ 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ทำให้น้ำไม่สามารถไหลเข้าสู่อุโมงค์ยักษ์ได้ทัน บวกกับขยะและไขมันที่อุดตันในท่อระบายน้ำ ยิ่งทำให้ระบบอัมพาต

3. วิกฤตขยะล้นเมือง: กรุงเทพฯ คือผู้ผลิตขยะรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ในแต่ละวัน เมืองหลวงแห่งนี้สร้างขยะมูลฝอยมหาศาลจนระบบการจัดการแทบจะรองรับไม่ไหว ตัวเลขจากสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. กรุงเทพฯ มีปริมาณขยะมูลฝอยสูงถึงประมาณ 10,000 – 10,500 ตันต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของขยะที่เกิดขึ้นทั้งประเทศ ค่าเฉลี่ยการผลิตขยะของคนกรุงอยู่ที่ประมาณ 1.5 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประชากรทั่วโลก

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ระบบการจัดการขยะของ กทม. ยังคงพึ่งพาการฝังกลบ (Landfill) เป็นหลัก (มากกว่า 80%) โดยขยะส่วนใหญ่ถูกขนย้ายออกไปฝังกลบในจังหวัดปริมณฑล เช่น ฉะเชิงเทรา นครปฐม และนครราชสีมา ซึ่งพื้นที่ฝังกลบเหล่านี้กำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด (Overcapacity) และสร้างความขัดแย้งทางสิ่งแวดล้อมกับชุมชนโดยรอบ

จุดบอดที่ผู้ว่าฯ กทม. แก้ไม่ตก คือวัฒนธรรมและโครงสร้างการจัดเก็บ นโยบาย “แยกขยะ” เป็นสิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม. ทุกคนพยายามรณรงค์ แต่ทำไมถึงไม่เคยประสบความสำเร็จ ในระดับโครงสร้าง รถขนขยะเทรวมกลายเป็นความเชื่อฝังใจของประชาชนว่า “แยกไปก็โดน กทม. เทรวม” แม้ปัจจุบัน กทม.จะเริ่มปรับปรุงรถขยะให้มีช่องแยก แต่ในความเป็นจริง ศักยภาพและจำนวนรถแยกขยะยังมีไม่เพียงพอ

นอกจากนั้น การจัดการขยะต้นทางที่ไม่มีกฎหมายบังคับการแยกขยะจากครัวเรือนอย่างจริงจัง เหมือนในประเทศพัฒนาแล้ว (เช่น ญี่ปุ่น หรือเยอรมนี) การจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะในราคาที่ต่ำมาก (ประมาณ 20-80 บาทต่อเดือน) ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่สร้างแรงจูงใจให้คนลดการทิ้งขยะ

4. พื้นที่สีเขียวน้อยเกินไป: ทุกครั้งที่มีการประเมินดัชนีเมืองน่าอยู่ กรุงเทพฯ มักจะตกม้าตายในเรื่อง “พื้นที่สีเขียว” แม้ว่าข้อมูลจาก กทม.จะพยายามแสดงให้เห็นว่าเรามีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น แต่นักวิชาการด้านผังเมืองกลับมองตรงกันข้าม องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของพื้นที่สีเขียวไว้ที่ 9 ตารางเมตรต่อคน และเมืองหลวงที่ดีควรมีถึง 15 ตารางเมตรต่อคน

ข้อมูลจาก กทม. ระบุว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวประมาณ 7-8 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งดูเหมือนจะใกล้เคียงมาตรฐาน แต่รายงานวิจัยจากศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (Ushd) ชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขดังกล่าวเกิดจากการนับรวม “พื้นที่สีเขียวที่ประชาชนเข้าไม่ถึง” หรือไม่มีฟังก์ชันในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต เช่น เกาะกลางถนน ต้นไม้ในพื้นที่ทหาร หรือหน่วยงานราชการที่ปิดกั้น พื้นที่รกร้างส่วนบุคคลที่ยังไม่พัฒนา หากนับเฉพาะพื้นที่สวนสาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าไปใช้งานได้จริง (Accessible Public Green Space) ตัวเลขจะดิ่งลงเหลือเพียง ไม่ถึง 2-3 ตารางเมตรต่อคน เท่านั้น

อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ยากจะทลาย ทำไมผู้ว่าฯ กทม. เพิ่มพื้นที่สีเขียวไม่ได้ตามเป้า? นั่นเพราะราคาที่ดินแพงมหาศาล ที่ดินในกรุงเทพฯ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก การที่ กทม. จะกว้านซื้อที่ดินใจกลางเมืองเพื่อทำสวนสาธารณะขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก หรือแทบจะเป็นศูนย์ นอกจากนั้น กฎหมายผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครไม่ได้บังคับให้เอกชนต้องสละพื้นที่ทำประโยชน์สาธารณะในสัดส่วนที่สูงพอ นโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวจึงทำได้เพียงแค่การขอความร่วมมือ หรือทำสวนหย่อมขนาดเล็ก (Pocket Park) ตามมุมตึก ซึ่งไม่เพียงพอในการสร้างระบบนิเวศเมือง (Urban Ecosystem) หรือช่วยดูดซับมลพิษ

5. วิกฤตน้ำเสียและคลองระบายน้ำ: กรุงเทพฯ เคยได้รับฉายาว่าเป็น “เวนิสแห่งตะวันออก” เนื่องจากมีโครงข่ายคูคลองมากกว่า 1,600 สาย ทว่าในปัจจุบัน คลองเหล่านั้นกลับแปรสภาพเป็นระบบบำบัดน้ำเสียแบบเปิดที่ส่งกลิ่นเหม็นและไร้ชีวิต ข้อมูลเชิงสถิติจากสำนักการระบายน้ำ กทม. ยอมรับว่า น้ำเสียที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ มีปริมาณสูงถึงกว่า 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทว่าโรงควบคุมคุณภาพน้ำ (โรงบำบัดน้ำเสียรวม) ของ กทม. ที่เปิดดำเนินการอยู่ มีขีดความสามารถในการบำบัดน้ำเสียรวมกันได้เพียงประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือคิดเป็นไม่ถึง 50% ของน้ำเสียที่เกิดขึ้นจริง ส่วนที่เหลืออีกมากกว่าครึ่งหนึ่ง ถูกปล่อยไหลลงสู่คูคลองและแม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรงโดยไม่มีการบำบัด

งานวิจัยคุณภาพน้ำในคลองสายหลัก เช่น คลองแสนแสบ คลองเปรมประชากร และคลองลาดพร้าว โดยกรมควบคุมมลพิษพบว่า ค่าสารอินทรีย์ (BOD) และปริมาณแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (Fecal Coliform Bacteria) อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ไม่เหมาะต่อการนำมาใช้ประโยชน์ใดๆ และเป็นแหล่งสะสมของโลหะหนัก

เหตุใดคูคลองในกรุงเทพฯ ถึงเต็มไปด้วยน้ำคลำ? การฟื้นฟูคลองใน กทม. มักจะจบลงที่การจัดอีเวนต์ผักชีโรยหน้า ขูดลอกเลน หรือเทน้ำหมักชีวภาพ แต่เหตุผลที่น้ำในคลองยังไม่เคยสะอาดจริง เกิดจากระบบบำบัดน้ำเสียรวมไม่ครอบคลุม การวางท่อรวบรวมน้ำเสีย (Interfere Sewer) ไปยังโรงบำบัดกลางทำได้ยากมากในเมืองที่สร้างเสร็จแล้วและมีความหนาแน่นสูง การขุดถนนเพื่อวางท่อ สร้างผลกระทบต่อการจราจรอย่างรุนแรง อีกทั้งมีบ้านเรือนและสถานประกอบการจำนวนมากที่ปล่อยน้ำเสียทิ้งลงคลองโดยตรง

ในขณะที่ กทม. ขาดบุคลากรและกลไกในการตรวจสอบและปรับเปลี่ยนระบบสุขาภิบาลของครัวเรือนอย่างทั่วถึง ประกอบกับทัศนคติของคนในเมืองที่ยังมองคลองเป็น “ท่อน้ำทิ้ง” มากกว่า “พื้นที่สาธารณะ” (สองข้างถนนมีร้านค้าเทน้ำเสียและเศษอาหารทิ้งลงท่อระบายน้ำจนเป็นเรื่องปกติ)

ทางออกของปัญหาที่จะก้าวข้าม ‘มายากลการเมือง’ สู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างจากฝุ่นพิษ PM2.5 น้ำท่วมขัง ขยะล้นเมือง พื้นที่สีเขียวที่ขาดแคลน ไปจนถึงคลองน้ำเสีย ต้องตีโจทย์ให้แตกว่า ปัญหาทั้ง 5 ด้านนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบแยกส่วนกัน แต่เป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเดียวกัน นั่นคือ “โรคผังเมืองล้มเหลวและการบริหารจัดการที่ไร้บูรณาการ”

งานวิจัยทางวิชาการหลายชิ้นบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ลำพังเพียงตัว “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” และงบประมาณของ กทม. เอง (ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านบาทต่อปี) ไม่สามารถแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้างให้สำเร็จได้ ตราบใดที่โครงสร้างอำนาจยังไม่ถูกกระจายอย่างแท้จริง กทม. ยังคงต้องแชร์อำนาจและทำงานทับซ้อนกับหน่วยงานส่วนกลางและรัฐวิสาหกิจอีกนับสิบหน่วยงาน

นอกจากนั้น ประเด็นสำคัญ ไม่มีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ให้อำนาจ กทม. ลงโทษผู้ก่อมลพิษในระดับเมืองอย่างรุนแรง ขาดแผนยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมเมืองระยะยาว 20-30 ปี ที่ผูกพันทุกรัฐบาลและผู้ว่าฯ ทุกสมัย หากชาวกรุงเทพฯ หวังว่าจะมี “อัศวินม้าขาว” ในนามพ่อเมืองคนใดคนหนึ่งมาเสกให้ปัญหาเหล่านี้หายไปได้ด้วยไม้กายสิทธิ์ เราก็จะต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการเลือกตั้งในทุกๆ 4 ปี

วิกฤตสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ ในอนาคตจะคลี่คลายได้ก็ต่อเมื่อ มีการยกเครื่องเชิงโครงสร้างกฎหมาย การปฏิรูประบบผังเมือง และความร่วมมือร่วมใจอย่างจริงจังจากทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน แค่คิดก็ปวดกะบาล ถ้าไม่คิดเลย กรุงเทพฯ ก็คงถูกปล่อยให้กลายเป็นเมืองที่ “ไม่อาจอยู่อาศัยได้อีกต่อไป”

อ้างอิง:
• รายงานสถานการณ์มลพิษสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย, กรมควบคุมมลพิษ
• สถิติมูลฝอยและการจัดการสิ่งแวดล้อม, สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร
• งานวิจัย “Source Apportionment of PM2.5 in Bangkok Metropolitan Region”, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)
• รายงานการประเมินความเสี่ยงจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในเมืองชายฝั่ง, ธนาคารโลก (World Bank)
• ฐานข้อมูลพื้นที่สีเขียวและการเข้าถึงบริการสาธารณะ, ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (Ushd)

Copyright @2021 – All Right Reserved.