นอกจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก ยังมีคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่พร้อมจะซัดทำลายล้างทุกสิ่งอย่างรุนแรงยิ่งกว่า นั่นคือ การล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ
ท่ามกลางวิกฤตโลกเดือดที่ผู้คนตื่นตัวกับสภาพภูมิอากาศโลก (ร้อน) ที่ไม่เหมือนเดิม ยังมีคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ และพร้อมจะซัดทำลายล้างทุกสิ่งอย่างรุนแรงยิ่งกว่า นั่นคือ “การล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity Collapse) สัญญาณเตือนภัยที่สะท้อนว่า ธรรมชาติกำลังเสื่อมโทรมขั้นสุดที่จะส่งกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร น้ำ สุขภาพ พลังงาน และระบบเศรษฐกิจของมนุษยชาติโดยตรง
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI จัดเวที “Biodiversity Collapse: ธรรมชาติเสื่อมกับความเสี่ยงและการปรับตัว” งานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด ซึ่งมุ่งสะท้อนทิศทางการปรับตัวของประเทศต่างๆ ต่อวิกฤติธรรมชาติ พร้อมผลักดันแนวทางการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพสู่ทั้งระดับนโยบายและภาคปฏิบัติ
เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงงานและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้สรุปภาพความเสี่ยงระดับโลกที่น่าสนใจไว้ 7 ประเด็น อาทิ วิกฤตดินเสื่อมโทรม เป็นเรื่องด่วนที่ต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น ภูมิปัญญาท้องถิ่น = ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คือ สะพานเชื่อมความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ Nature is Stakeholder ต้องมองว่าธรรมชาติคือหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจและชีวิตของเรา
การลงทุนเพื่อปกป้องธรรมชาตินั้น “ถูกและคุ้มค่า” กว่าการฟื้นฟูภายหลังเมื่อเสียหายไปแล้วและไม่สามารถฟื้นกลับให้เหมือนเดิมได้ทั้งหมด พร้อมเน้นย้ำสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกยังไม่เลยจุดแก้ไข แต่โอกาสจะน้อยลงไปเรื่อยๆ จึงต้องรีบดำเนินการโดยเร็ว เพราะ “ธรรมชาติเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราเช่นกัน

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาสภาลมหายใจกรุงเทพฯ กล่าวปาฐกถาหัวข้อ Biodiversity Collapse จัดโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
ด้าน วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวปาฐกถาเปรียบเทียบให้เห็นภาพความรุนแรงของปัญหาว่า แม้ปัจจุบันความเสี่ยงด้าน Biodiversity Collapse อาจจะยังไม่ใช่คลื่นลูกแรกๆ ที่คนทั่วไปนึกถึง เมื่อเทียบกับโรคระบาด เศรษฐกิจ หรือวิกฤตโลกร้อน แต่หากคลื่น Biodiversity Collapse ซัดมาถึง จะสร้างความเสียหายที่รุนแรงและหนักหนายิ่งกว่า
รวมทั้งมีผลกระทบวงกว้างอย่างมหาศาล และที่สำคัญโลกจะไม่สามารถหาสิ่งใดมาทดแทนให้เหมือนเดิมได้ เพราะธรรมชาติและระบบนิเวศ เปรียบเสมือนรั้วบ้าน รั้วโรงงาน ที่ทำหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยของผู้คนและทรัพย์สินภายใน หากรั้วหายไป บ้านหรือโรงงานก็จะไม่มีความปลอดภัย
พรฤทัย โชติวิจิตร เจ้าหน้าที่ติดตามและประเมินผลโครงการ IUCN ได้อธิบายถึงทิศทางการปรับตัวของธุรกิจว่า การสูญเสียระบบนิเวศมาจาก 5 ปัจจัยสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและมหาสมุทร การใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การก่อมลพิษ และการแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน จึงจำเป็นต้องส่งเสริมการขับเคลื่อน Nature Positive เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียและพลิกฟื้นธรรมชาติ ภายในปี 2030 รวมทั้งการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ได้ ภายในปี 2050
นิภัสสร คำภา ผู้อำนวยการกองสังคมและวัฒนธรรม กรมอาเซียน กล่าวถึงนโยบายสิ่งแวดล้อมสีเขียวของอาเซียนว่า การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่ต้องสร้างความร่วมมือกันในระดับภูมิภาค ผู้นำของแต่ละประเทศในภูมิภาคจึงให้ความสำคัญกับประเด็นการอนุรักษ์และจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 แนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ คณะทำงานอาเซียนด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (AWGNCB), ศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ACB) และอุทยานมรดกอาเซียน (AHPs)
ขณะที่สหภาพยุโรปได้ริเริ่มกลไก EU Nature Credits เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อจูงใจให้เกิดการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง สาโรช ศรีใส ผู้จัดการโครงการ คณะผู้แทนสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย ให้รายละเอียดเครื่องมือนี้ว่า การขับเคลื่อน Nature Credit ประกอบด้วย 6 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ต้องสอดคล้องกับนโยบายของ EU (EU Aligned), ขับเคลื่อนตามแนวทาง Nature Positive (Nature Positive Action), วัดผลความสำเร็จได้ (Verified Outcomes), อยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (Science-based), มาตรฐานด้านความโปร่งใส (High Integrity) และการเป็นเครื่องมือใหม่ทางการเงิน ด้วยรูปแบบการลงทุนที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติ
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ธนิรัตน์ ธนวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยมีการนำเสนอโอกาสใหม่ในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง หรือ OECMs ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนดำเนินการได้เอง หรือร่วมมือดำเนินการ โดยเน้นย้ำความสำคัญว่า “การพัฒนาพื้นที่ OECM เป็นทางเลือกใหม่ในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ ภายใต้การมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ในการร่วมกันดูแลพื้นที่ โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 รูปแบบ ทั้งการอนุรักษ์หลัก การอนุรักษ์รอง และการอนุรักษ์เสริม ซึ่งการขับเคลื่อน OECM จะช่วยเพิ่มอัตราเร่งในการบรรลุเป้าหมายการพื้นที่อนุรักษ์ 30×30 ที่มุ่งรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่”
งานเสวนาของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในครั้งนี้พยายามสะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศกำลังเร่ง “เปลี่ยนผ่าน” แนวทางการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่ให้คุณค่ากับธรรมชาติมากขึ้น โดยเริ่มมีแนวโน้มการใช้ “Nature-Positive” และการฟื้นฟูธรรมชาติที่ภาคธุรกิจและภาคการเงินทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ “ทุนทางธรรมชาติ” มากขึ้น
อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจต่อไปว่า “การล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity Collapse) นั้นไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่เชื่อมโยงกับอนาคตของการพัฒนาและคุณภาพชีวิตของผู้คน การสูญเสียธรรมชาติในวันนี้กำลังลดทอนความสามารถในการปรับตัวของเมือง ชุมชน และภาคเศรษฐกิจในอนาคต
การเปลี่ยนผ่านเพื่อลดความเสี่ยงและการปรับตัว ประเทศไทยต้องเร่งฟื้นฟูและปกป้องระบบนิเวศสำคัญของประเทศ ขยายการอนุรักษ์ผ่าน OECMs (Other Effective Area-Based Conservation Measures – การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเหนือจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรืออุทยานแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นพื้นที่ที่ชุมชน ท้องถิ่น หรือเอกชน แต่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อระบบนิเวศอย่างยั่งยืน) และการมีส่วนร่วมของชุมชน ปรับระบบการพัฒนาให้สอดคล้องกับธรรมชาติ และพัฒนาระบบข้อมูล แรงจูงใจ และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความยืดหยุ่น จึงจะสามารถ “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ได้ในยุคที่ธรรมชาติกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของความมั่นคงและการพัฒนาที่ยั่งยืน
