กรุงเทพฯ เจอฝนตกแช่ต่อเนื่อง 24-26 ก.ย. 2569 ร่วม 72 ชั่วโมง จนระบบระบายน้ำอัมพาต น้ำเอ่อท่วมถนนและชุมชน คำถามคือรัฐบาลทำอะไรบ้าง
กรุงเทพฯ เจอฝนตกหนักต่อเนื่อง 3 วันติด ระหว่าง 24-26 ก.ย. 2569 ตัวเลขกลมๆ ร่วม 72 ชั่วโมง หนักบ้างเบาบ้าง แต่ตกไม่หยุด อาจเรียกว่า “ฝนแช่” ซึ่งจะเกิดลักษณะฝนตกหนักต่อเนื่อง (Persistent Heavy Rainfall) และบางช่วงตกไม่หนักแต่ตกติดต่อกัน (Prolonged Rainfall) จนระบบระบายน้ำอัมพาต น้ำเอ่อท่วมพื้นถนนและชุมชน การจราจรติดขัดทั่วเมือง
แต่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ (ที่เคยรับผิดชอบน้ำท่วมหาดใหญ่) โพสต์สเตตัสบนเฟซบุ๊ก: ฝนแช่ทั้งวันเลย (เหมือนนอนอยู่บ้านชิลๆ ไม่รู้จะทำอะไร เลยโพสต์เฟซแก้เซ็ง)
เอาเข้าจริงคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ย่อมรู้ดีว่า แค่ฟ้าร้อง รถก็เริ่มติดแล้ว แทนที่รู้ว่าฝนตกไม่ลืมหูลืมตาทั้งคืน จะเรียกประชุม (โดยเฉพาะที่มีหน้าที่รับผิดชอบการแกัปัญหาภัยพิบัติ) แต่เรากลับไม่เห็นรัฐบาลขยับ ไม่รู้หน้าที่ว่าใครต้องทำอะไร ทั้งที่มีพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสารณภัย 2550 ระบุไว้ชัดว่า มีขั้นตอนจะต้องทำอะไร อย่างไร แต่ไม่ได้ทำ?
กรุงเทพฯ มีฝนต่อเนื่องตั้งแต่ประมาณ 16.00 น. วันที่ 24 – 26 ก.ย. ปริมาณฝนสะสมหลายพื้นที่เข้าใกล้ 300 มม. โดยเขตมีนบุรีวัดได้ 274.5 มม. และคลองสามวา 273 มม. ณ เวลา 06.00 น. วันที่ 26 ก.ย. ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นน้ำฝนประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร
ฝนไม่ได้ตกแล้วหยุด แต่ตกเติมลงมาเรื่อยๆ 3 วันติด จนคลองสายหลักรับน้ำเต็ม ทั้งคลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ คลองลาดพร้าว และคลองเปรมประชากร ระบบน้ำจึงตึงตัวจนล้นตลิ่ง (ไม่ต้องมีน้ำล้นจากคลอง ปกติถนนในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในระดับต่ำก็ท่วมง่ายอยู่แล้ว)
กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า สาเหตุหลักเนื่องจากมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ปกคลุมภาคกลางตอนล่างและกรุงเทพฯ และเคลื่อนตามแนว ร่องมรสุม ที่พาดผ่านภาคกลาง ขณะเดียวกัน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรง พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้มีความชื้นจำนวนมากและเกิดฝนต่อเนื่อง
คำถามใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลคาใจและสาดใส่กรมอุตุฯ ก็คือ ทำไมกรมอุตุฯ ไม่แจ้งเตือนว่าจะเกิดฝนแช่และเสี่ยงจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ (หรือกลัวเสียเหลี่ยมเพจที’ ลมฟ้าอากาศ) เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่า พื้นที่กรุงเทพฯ นั้น แค่เจอฝนไม่ถึง 100 มม. น้ำก็เริ่มท่วมแล้ว (ถึงจะไม่หนักมาก) เพราะระบบระบายน้ำมีข้อจำกัด เนื่องจากขนาดท่อระบายน้ำใน กทม.กว้างแค่ 50-60 เซนติเมตร และอุดตันทุกพื้นที่
ปรากฎการณ์ “ฝนแช่” คืออะไรทำไมถึงเกิด
1) ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุเมื่อ 26 ก.ย. ว่า ตัวการเฉพาะหน้าคือ “หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง + ร่องมรสุม + มรสุมตะวันตกเฉียงใต้” แต่คำถามของชาวกรุงเทพฯ ก็คือเมื่อรู้ว่าฝนจะตกแช่ แล้วทำไมไม่แจ้งเตือนล่วงหน้า คำตอบอาจจะเพราะกรมอุตุฯ ไม่รู้ใช่หรือไม่ หรือรู้แต่ประมาท ซึ่งคำอธิบายของกรมอุตุฯ คือไม่ได้ตกแช่ แค่ตกต่อเนื่องหนักบ้างเบาบ้าง และถ้าให้ยอมรับว่า “ผิดพลาด” กรมอุตุฯ บอกว่าก็มันเป็นการคาดการณ์ คือไม่เคยผิด
2) “ไอน้ำมหาศาล” อากาศอุ่นสามารถรองรับไอน้ำได้มากกว่าอากาศเย็น เมื่อมีน้ำทะเลอุ่นขึ้นและมีการระเหยสูง ก็สามารถเพิ่มความชื้นให้บรรยากาศได้ และเมื่อเกิดการยกตัวของอากาศจนไอน้ำควบแน่นก็มีศักยภาพที่จะเกิดฝนหนัก
3) “น้ำทะเลหนุน”
น้ำท่วม กทม.รอบนี้มีน้ำทะเลหนุนสูงผิดปกติจาก ลม และหย่อมความกดอากาศต่ำอัดน้ำเข้าชายฝั่ง แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวการหลักของสาเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ เพราะน้ำทะเลหนุนเป็นปัจจัยที่กรมอุทกศาสตร์รายงานข้อมูลเป็นประจำอยู่แล้ว และทราบล่วงหน้า
น้ำท่วมกรุงเทพฯ 69 เทียบเคียงเหตุการณ์ใด
• น้ำท่วมหาดใหญ่และภาคใต้ตอนล่าง เมื่อปี 2568 ช่วง 17–26 พ.ย. ที่เกิดฝนหนักถึงหนักมากซ้ำพื้นที่เดิมหลายวัน เทียบเคียงน้ำท่วมใน กทม.รอบนี้ได้ อย่างเช่น
– สงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง 630 มม. ใน 3 วัน
– บางพื้นที่ของสงขลามีฝนสะสม 10 วันมากกว่า 1,500 มม.
– พื้นที่เทพา จ.สงขลา 1,705 มม.
– จะนะ 1,534 มม.
– อ.ป่าบอน จ.พัทลุง 1,506.5 มม.
• มหาอุทกภัยปี 2554 เป็นปรากฎการณ์ฝนแช่อีกกรณีสำคัญ ซึ่งเกิดจากฝนมรสุมต่อเนื่องและสูงผิดปกติ ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ประกอบกับพายุหมุนเขตร้อนหลายลูก โดยปริมาณฝนกรุงเทพฯ ทั้งปี 2554 อยู่ที่ 2,073 มม. สูงกว่าค่าปกติ 530 มม. โดยมีหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น
– ฝนก่อนฤดูมรสุมสูงผิดปกติ
– ความชื้นในดินสูงมาก
– ระดับน้ำทะเลบริเวณอ่าวไทยสูง
– ระบบแม่น้ำและการระบายน้ำ
– การบริหารจัดการน้ำ
แล้ว “โลกร้อน” เกี่ยวข้องกับฝนแช่หรือไม่
โลกร้อนไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของฝนแช่ทุกครั้ง สิ่งที่มีหลักฐานทางฟิสิกส์ค่อนข้างชัดคือ เมื่ออากาศอุ่นขึ้น ความสามารถในการกักเก็บไอน้ำจะเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ต่ออุณหภูมิที่เพิ่ม 1°C ตามความสัมพันธ์
ดังนั้น เมื่อระบบอากาศที่เหมาะสมเกิดขึ้น เช่น ร่องมรสุม หย่อมความกดอากาศต่ำ หรือแนวปะทะอากาศ ระบบนั้นอาจมีเชื้อเพลิงเป็นความชื้นมากขึ้น งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับภูมิภาคมรสุมเอเชียพบว่า เหตุการณ์ persistent heavy rainfall หรือฝนตกหนักต่อเนื่อง มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของการหมุนเวียนบรรยากาศระดับภูมิภาค
สรุปสาเหตุน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ 10 ประเด็น
1. ฝนตกมากและนานเกินกว่าระบบจะรับได้
รอบนี้ฝนสะสมเกือบ 300 มม. ในช่วง 48-72 ชั่วโมง ทำให้ปริมาณน้ำเข้าสู่ระบบพร้อมกันจำนวนมหาศาล ทั้งน้ำในคลองและบนพื้นผิวถนน
2. น้ำรอบนอกเติมเข้ากรุงเทพฯ ด้วย
น้ำจากนนทบุรีและปทุมธานีไหลเข้ามาสมทบ ทำให้กรุงเทพฯ รับน้ำจากคลองที่เชื่อมต่อจากรอบนอกมาเติมด้วยส่วนหนึ่ง แต่ยังโชคช่วยที่รอบนี้น้ำเหนือยังมาไม่ถึง ถ้าน้ำเหนือเติมในช่วงเวลาเดียวกันระดับความรุนแรงภัยพิบัติกรุงเทพฯ จะทวีคูณเป็นสองเท่า
3. คลองหลักเต็มกลายเป็น “คอขวด”
ต่อให้สถานีสูบน้ำทำงานเต็มกำลัง แต่ถ้าคลองสายหลักที่รับน้ำจากท่อและคลองย่อยมีระดับน้ำสูงจนรับน้ำเพิ่มไม่ได้จะกลายเป็นวิกฤต ทำให้การระบายจากพื้นที่ต้นทางช้าลงทันที ถึงจะเร่งสูบแค่ไหนก็ช่วยอะไรไม่ได้
4. ใช้เวลาในการระบายนานกว่าปกติ
สาเหตุที่น้ำยังขังอยู่นานในหลายพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น แฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ (ตรงข้ามคลองแสนแสบ/นิด้า) พื้นที่บริเวณนี้เป็นลักษณะแอ่งที่มีระดับต่ำกว่าผิวถนน 1-2 เมตร อยู่แล้ว เมื่อเจอฝนแช่น้ำจึงท่วมสูงและรวดเร็ว เนื่องจากระบายออกไม่ได้ คาดว่าจะต้องใช้เวลาระบายอีก 4-5 วัน ซึ่งหลายพื้นที่ใน กทม.มีปัญหาลักษณะเดียวกัน
5. ระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและมีพื้นผิวเมืองที่เป็นคอนกรีตจำนวนมาก น้ำฝนจึงซึมลงดินได้น้อยและไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำอย่างรวดเร็ว
เมื่อฝนตกติดกันต่อเนื่อง บวกกับปริมาณขยะที่มีมากเข้าอุดตันท่อ ความสามารถในการระบายน้ำจึงพิการ อุโมงค์ยักษ์ 4 แห่งที่มีไม่ได้ช่วยอะไร อีกทั้งระดับน้ำเข้าพระยาที่สูงขึ้นด้วย ทำให้การระบายน้ำยิ่งยากเป็นทวีคูณ
6. ชาวกรุงเทพฯ ไม่เรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ
ประชาชนมักคิดว่าเมื่อเกิดเหตุจะมี “ใครสักคน” มาช่วยเหลือได้ ทั้งๆ ที่ใครที่ว่า โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐไม่ได้มีกลไกหรือมีการเตรียมการรับมือที่ดีพอ และเมื่อเกิดน้ำท่วมทุกครั้งก็แก้กันไปเป็นครั้งๆ (จะซื้อเรือไว้ก็ไม่มีที่ให้เก็บ)
7. รัฐไม่เรียนรู้และคิดจะปรับตัว
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรามักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และแก้ให้ผ่านไปที (เหมือนกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่/แม่สาย) แต่ไม่ได้ยกระดับการรับมือภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรง ซึ่งองค์กรระดับโลกและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำได้เตือนมาโดยต่อเนื่องว่า กรุงเทพฯ คือเมืองเปราะบางที่เสี่ยงจมน้ำในอนาคต จมจากน้ำฝนที่มากขึ้น และระดับน้ำทะเลที่จะสูงมากขึ้น
8. ผังเมืองและทิศทางการพัฒนาเมืองล้มเหลว
ต้องยอมรับความจริงว่า การพัฒนาเมืองของกรุงเทพฯ มีปัญหา โดยเฉพาะการก่อสร้างโครงสร้างทั้งหลายไม่ได้มาตรฐานการป้องกันภัยต่างๆ ด้วย กระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA มีความฉ้อฉล และไม่ได้มาตรฐานสากล
9. หน่วยงานจัดการน้ำมากเกินความจำเป็นและซ้ำซ้อน
เราเจอทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซากในทุกปี แต่รู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องน้ำมากถึง 38 หน่วยงาน แต่ไม่สามารถบูรณาการการแก้ปัญหาร่วมกันได้เลย (คำว่าบูรณาการมีไว้รายงานผู้บังคับบัญชาและพูดให้สื่อมวลชนฟัง)
10. ไม่ปฏิรูประบบงบประมาณด้านการจัดการน้ำ
ไทยใช้มีแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นกลไกหนึ่งในการรวมงบจากหลายหน่วยงานเข้ามาอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน แต่งบฯ ก็กระจัดกระจายไม่ได้รวมอยู่ในก้อนเดียวกัน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ เสนอว่า ระบบงบประมาณด้านน้ำควรนำงบจากหลายช่องทางมาจัดระบบร่วมกัน และจัดทำเป็น “ผังงบประมาณระดับประเทศและระดับลุ่มน้ำ” เพื่อให้เห็นว่าแต่ละลุ่มน้ำได้รับงบเท่าไร และเงินถูกใช้กับปัญหาอะไรบ้าง
ถ้ารัฐบาล (ท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง) รู้หน้าที่มีสิ่งนี้เกิดขึ้นไหม?
#ก่อนฝนตก
-กรมอุตุนิยมวิทยามีการแจ้งเตือนหรือไม่
-ถ้ารับการแจ้งเตือน กทม.จะประเมินความเสี่ยงอย่าง
-มีการแจ้งสำนักงานเขตเมื่อใด
-เตรียมเครื่องสูบน้ำ/เครื่องจักร/กำลังคนไว้หรือไม่
-ได้ตรวจพื้นที่เสี่ยงและจุดน้ำท่วมล่วงหน้าหรือไม่
-เตรียมศูนย์พักพิงและเส้นทางอพยพไว้หรือไม่
#ฝนเริ่มตก
-มีการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์หรือไม่
-ใครเป็นผู้บัญชาการ
-สำนักงานเขตต้องเตรียมการอะไร
-มีการระดมเครื่องมือและกำลังคนหรือไม่
-มีการแจ้งเตือนประชาชนอย่างไร ใครจะแจ้ง
#น้ำเริ่มท่วม
-จุดใดถูกจัดเป็นพื้นที่อันตรายและประกาศให้ประชาชนทราบโดยเร็ว
-มีการปิดพื้นที่หรือจัดการจราจรพื้นที่เสี่ยงอย่างไร หรือไม่
-พร้อมเตรียมอพยพประชาชนกรณีจำเป็นออกจากพื้นที่หรือไม่ ใครรับผิดชอบ
-กทม.มีการขอสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นหรือไม่
#น้ำท่วมรุนแรง
-มีการประเมินระดับการจัดการภัยหรือไม่
-กทม.ยังควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่
-มีการยกระดับการบัญชาการหรือไม่ (รัฐบาลกลาง)
-มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือไม่
#หลังน้ำลด
-ใครจะสำรวจบ้านเรือนและทรัพย์สินที่เสียหาย
-ใครออกหนังสือรับรองผู้ประสบภัย
-มีการเปิดช่องทางยื่นขอความช่วยเหลือหรือไม่
-จะใช้เงินทดรองราชการอย่างไร เมื่อใด
-จะฟื้นฟูถนน ระบบระบายน้ำ และสาธารณูปโภคอย่างไร
-จะรายงานสรุปความเสียหายและบทเรียนหลังเหตุการณ์ให้ประชาชนทราบหรือไม่
ฯลฯ
ภาพ: เป็นภาพ AI เพื่อใช้ประกอบบทความเท่านั้น
