GISTDA เตรียมเปิดตัว Carbon Forecast ธ.ค. นี้ ใช้คาดการณ์การกักเก็บคาร์บอนเครดิตได้ล่วงหน้า 1-3 ปี ช่วยประเมินความคุ้มค่าซื้อขายคาร์บอนเครดิต
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 ระบุว่า ขณะนี้ได้พัฒนาระบบคาดการณ์ปริมาณคาร์บอนเครดิต หรือ Carbon Forecast ในปี 2570 และ 2572 โดยฟีเจอร์ใหม่นี้จะเสร็จสมบูรณ์ในเดือน ธ.ค. 2569 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ Carbon Forecast สามารถตอบโจทย์แก่ผู้ใช้งานด้านต่างๆ ดังนี้
1. ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการเข้าสู่ตลาดการซื้อ – ขายคาร์บอนเครดิต เนื่องจากในฟีเจอร์ Carbon Forecast สามารถเป็นข้อมูลคาดการณ์ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในอีก 1 ถึง 3 ปีข้างหน้า เพื่อประเมินพื้นที่เป้าหมายที่น่าสนใจว่า ในอนาคตจะมีการอัตราการเพิ่มของการกักเก็บปริมาณคาร์บอนไปในทิศทางใด อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ภาครัฐในเชิงนโยบายการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในแต่ละพื้นที่
2. ประเมินความคุ้มค่าต่อการลงทุนในตลาดซื้อ – ขายคาร์บอนเครดิตให้กับผู้ที่สนใจ เช่น เจ้าของธุรกิจขนาดย่อมหรือชุมชนท้องถิ่นในการลงทุน เพื่อการประเมินคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐาน Standard T-VER โดยฟีเจอร์ Carbon Forecast จะสามารถคำนวณต้นทุน ผลกำไร รวมถึงความคุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งพิจารณาจากต้นทุน ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนได้ และราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ GISTDA ได้นำข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมมาประมวลผลร่วมกับเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เพื่อพัฒนาออกมาเป็นแพลตฟอร์มภูมิสารสนเทศ ได้แก่ Carbon Atlas เพื่อนำมาใช้ติดตามสถานการณ์และศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่การเกษตร ซึ่งเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่ปี 2567 และในปี 2568 ที่ผ่านมา
แพลตฟอร์ม Carbon Atlas โดย GISTDA ได้รับการรับรองด้านระเบียบวิธีการประเมินการกักเก็บคาร์บอนใน 5 ประเภทข้อมูล ได้แก่ ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน และสวนยางพารา จาก อบก. ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของแพลตฟอร์มดังกล่าว
ปัจจุบันแพลตฟอร์ม Carbon Atlas ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ครอบคลุมในทุกมิติและขยายกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ซึ่งขณะนี้มีการนำข้อมูลการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ป่าไม้และยางพาราทั่วประเทศในปี 2565, 2567 และ 2569 มาเป็นฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ เพื่อประเมินต้นทุนและผลกำไรสำหรับผู้ประกอบการ หรือผู้ซื้อขายคาร์บอนเครดิต
GISTDA ระบุว่า ภาวะโลกร้อนถือเป็นปัญหาที่ทำให้หลายภาคส่วนหันมาให้ความสนใจและร่วมกันวางแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อโลกในระยะยาว เนื่องจากปัญหานี้อาจสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศที่ไม่อาจประเมินได้ เช่น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ การเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
อีกทั้งในปัจจุบันภาวะโลกร้อนเริ่มส่งผลโดยตรงต่อมนุษย์ทั้งการเพิ่มของระดับน้ำทะเลที่ทำให้หลายพื้นที่เสี่ยงจมน้ำ รวมถึงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตในวงกว้าง จากผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัว เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินควบคู่ไปกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
ภาครัฐและเอกชนจึงร่วมกันผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ได้รับความสนใจคือการนำ “คาร์บอนเครดิต” มาเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้เกิดในอนาคต
สำหรับ “คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)” คือ หน่วยที่ใช้แสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละองค์กรลดการปล่อยหรือกักเก็บได้ โดยผู้ประกอบการที่สามารถควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) รวมถึงก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆ ต่ำกว่าระดับที่กำหนดในแต่ละปีองค์กรนั้นจะได้รับคาร์บอนเครดิตตามปริมาณที่ลดลง ซึ่งนำไปจำหน่ายหรือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรที่ต้องการระหว่างองค์กรในตลาดคาร์บอนเครดิต
กลไกดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอน เพื่อขยายโอกาส ทางเศรษฐกิจและแหล่งรายได้ใหม่ให้ผู้ประกอบการควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำภายในปี 2050 ของภาครัฐ
ปัจจุบัน “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ของประเทศไทยถือว่าในอยู่ช่วงเริ่มต้น เนื่องจากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลายภาคส่วนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับประเด็นด้านคาร์บอนเครดิตเพิ่มมากขึ้นทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึงสถาบันต่างๆ ที่ได้ออกมาเผยแพร่ข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนเริ่มตื่นตัวกับการให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น แต่ถึงตลาดคาร์บอนในประเทศไทยจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อกังวลจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับโครงสร้างตลาด กระบวน การขึ้นทะเบียนและการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ตลอดจนความคุ้มค่าในการลงทุน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ เนื่องจากสาเหตุด้านการพัฒนาโครงการ รวมถึงการตรวจวัดและรับรองผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำเป็นต้องอาศัยต้นทุน เทคโนโลยี และทรัพยากรในการดำเนินงานค่อนข้างสูง
