ช่วง 4-5 ปีมานี้จีนเข้ามาลงทุนในไทยร่วม 6 แสนล้าน แต่กำไรจริงๆ ใครเป็นคนได้กันแน่ และใครต้องจ่ายต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
การเข้ามาของทุนจีนในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจาก “เงินลงทุนจากต่างประเทศ” ไปสู่การมีบทบาทตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่โรงงาน ที่ดิน คลังสินค้า วัตถุดิบ เครื่องจักร การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการกระจายสินค้าและเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ขณะที่รัฐบาลไทยกำลังเร่งดึงการลงทุนจากจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ ดิจิทัล และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
จีนยื่นขอส่งเสริมลงทุน 4 ปี 5.82 แสนล้าน
ข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ปี 2568 นักลงทุนจีนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 982 โครงการ มูลค่า 172,114 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 40% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด และเป็นประเทศที่มีจำนวนโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุด มูลค่าเงินลงทุนของจีนอยู่ในอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และฮ่องกง
หากรวมข้อมูล 4 ปี ตั้งแต่ปี 2565–2568 จีนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 582,254 ล้านบาท จาก 2,366 โครงการ ประกอบด้วย ปี 2565 จำนวน 158 โครงการ 77,381 ล้านบาท ปี 2566 จำนวน 416 โครงการ 158,121 ล้านบาท ปี 2567 จำนวน 810 โครงการ 174,638 ล้านบาท และปี 2568 จำนวน 982 โครงการ 172,114 ล้านบาท ส่วนไตรมาสแรกปี 2569 จีนยังเป็นประเทศที่มีจำนวนโครงการมากที่สุด 155 โครงการ มูลค่า 17,327 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 5.82 แสนล้านบาทเป็น “มูลค่าคำขอรับการส่งเสริม” ไม่ใช่เงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศแล้วทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนขนาดและแนวโน้มของโครงการที่นักลงทุนจีนเสนอเข้ามาในระบบส่งเสริมการลงทุนของไทย
คำถามที่สำคัญกว่าจำนวนเม็ดเงินลงทุนจึงอยู่ที่ว่า เมื่อทุนขนาดใหญ่เข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศ ทั้งที่ดิน น้ำ พลังงาน ระบบไฟฟ้า ถนน ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐาน ไทยสามารถเก็บ “มูลค่าเพิ่ม” ไว้ในประเทศได้มากเพียงใด และในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนที่เกิดจากของเสีย มลพิษ และความเสี่ยงต่อชุมชนถูกคิดรวมอยู่ในต้นทุนการทำธุรกิจแล้วหรือไม่
เงินลงทุนเพิ่ม-ไทยเก็บมูลค่าเพิ่มไว้เท่าไร?
พื้นที่การขยายตัวของการลงทุนจีนมุ่งไปยังภาคตะวันออก โดยเฉพาะชลบุรีและระยอง ซึ่งเป็นฐานสำคัญของ EEC การขยายตัวของอุตสาหกรรมทำให้ความต้องการที่ดิน โรงงาน คลังสินค้า ระบบสาธารณูปโภค และแรงงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่สิ่งที่ต้องวัดควบคู่กับมูลค่าการลงทุนคือ Local Content การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การใช้วัตถุดิบไทย การเชื่อมโยงกับ SMEs ไทย และภาษีที่เกิดขึ้นจริง
ประเด็นนี้สำคัญเพราะมูลค่าการลงทุนหรือมูลค่าการส่งออกไม่ได้เท่ากับมูลค่าที่ประเทศไทยสร้างขึ้นทั้งหมด ในทางเศรษฐศาสตร์มูลค่าการผลิตหรือส่งออกหนึ่งหน่วยประกอบด้วยทั้ง Domestic Value Added (DVA) หรือมูลค่าที่สร้างขึ้นในประเทศ และ Foreign Value Added (FVA) หรือมูลค่าที่เกิดจากปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า โครงสร้างการส่งออกของไทยมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากจีนและต่างประเทศมากขึ้นในบางภาคอุตสาหกรรม
ดังนั้น เงินลงทุน 100 บาทไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยได้มูลค่าเพิ่ม 100 บาท และมูลค่าการส่งออก 100 บาทก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยสร้างมูลค่าไว้ 100 บาททั้งหมด สิ่งที่ควรวัดคือ หลังหักวัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และบริการจากต่างประเทศแล้ว เหลือมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่าไร และกระจายไปถึงแรงงาน ผู้ประกอบการไทย และเศรษฐกิจท้องถิ่นมากน้อยเพียงใด
แม้แต่ BOI เองก็ยอมรับโจทย์นี้ โดยระบุว่า การดึงทุนจีนในระยะต่อไปต้องมุ่งไปสู่การเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากผู้ผลิตในประเทศ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก ปี 2568 BOI ระบุว่า โครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมดที่ยื่นขอรับการส่งเสริมคาดว่าจะสร้างการใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 1.02 ล้านล้านบาท และการจ้างงานใหม่กว่า 220,000 ตำแหน่ง แต่ตัวเลขนี้เป็นผลรวมของ FDI ทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะจีน
รัฐให้สิทธิประโยชน์อะไรกับกลุ่มทุน?
อีกด้านที่ต้องถูกนำมาคิดพร้อมกับมูลค่าการลงทุนคือ สิทธิประโยชน์ที่รัฐมอบให้กับนักลงทุน เพราะการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมไม่ได้เข้ามาโดยไม่มีต้นทุนทางนโยบาย รัฐไทยมีมาตรการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบบางประเภท ขณะที่บางกิจการยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามประเภท และพื้นที่ลงทุน
ตัวอย่างเช่น โครงการในกลุ่ม A1+ สามารถได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมสูงสุด 13 ปี ขณะที่มาตรการบางประเภทให้สิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของโครงการ ดังนั้น เมื่อรัฐประเมินว่าโครงการหนึ่ง “สร้างประโยชน์ให้ประเทศ” สิ่งที่ควรถามต่อคือ หลังหักสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์อื่นที่รัฐให้แล้ว ประเทศไทยได้รับอะไรกลับมา ทั้งในรูปภาษีที่จัดเก็บได้จริง การจ้างงาน มูลค่าเพิ่มในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย
ปัจจุบันยังไม่มีบัญชีสาธารณะใดที่ตอบได้ว่า ทุนจีนที่ยื่นขอส่งเสริม 5.82 แสนล้านบาท ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐไทยรวมเป็นมูลค่าเท่าไร และเมื่อหักต้นทุนจากสิทธิประโยชน์เหล่านั้นแล้ว ไทยได้รับผลประโยชน์สุทธิเท่าไร นี่จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ประชาชนควรมีในการประเมินนโยบายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)
“นิคมศูนย์เหรียญ” กับช่องโหว่การกำกับดูแล
กรณี “นิคมศูนย์เหรียญ” ใน อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ได้สะท้อนความท้าทายของการกำกับดูแลรูปแบบธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจพบอาคารโกดัง 4 แห่ง ซึ่งเจ้าของเป็นนายทุนจีน และมีผู้ประกอบการเอกชนชาวจีน 5 รายเช่าช่วงพื้นที่เพื่อประกอบกิจการ โดยพบความผิดปกติด้านใบอนุญาตหลายประการ เช่น การประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต การขยายกิจการและเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงไม่ได้แจ้งเริ่มประกอบกิจการและไม่ได้ขอใบอนุญาต มอก. ในบางกรณี
กรณีนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของโรงงานใดโรงงานหนึ่ง แต่ชี้ให้เห็นโจทย์ใหญ่ของรัฐว่า เมื่อธุรกิจถูกแบ่งออกเป็นเจ้าของพื้นที่ ผู้เช่า ผู้เช่าช่วง ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้รับจัดการของเสียหลายทอด หน่วยงานรัฐจะติดตามว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยได้อย่างไร
เมื่อ “เงินลงทุน” มาพร้อมต้นทุนสิ่งแวดล้อม
ทุกการลงทุนไม่ว่าจากภายในประเทศหรือต่างประเทศ ต้องตอบคำถามเรื่องต้นทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรณีการลงทุนจากจีนที่ชัดที่สุดก็คือ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด จ.ระยอง ถูกหน่วยงานรัฐตรวจสอบหลายประเด็น และ BOI มีมติระงับการใช้สิทธิประโยชน์เป็นการชั่วคราว หลังจากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า บริษัทมีพฤติการณ์เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายโรงงานและกฎหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ฝุ่นแดง” หรือกากอุตสาหกรรมจากกระบวนการหลอมเหล็ก ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมพบว่า เป็นกากอุตสาหกรรมอันตรายที่ปนเปื้อนโลหะหนัก ในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับโรงงานรวมประมาณ 56,000 ตัน มากกว่าปริมาณที่เคยแจ้งไว้ในระบบหลายเท่า
การขยายผลการตรวจตรวจสอบร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยังพบความเชื่อมโยงของฝุ่นแดงไปยังโรงงานในสมุทรสาคร โดยกรมโรงงานฯ อายัดฝุ่นแดงประมาณ 7,000 ตัน และวัตถุอันตรายต้องสงสัยอีก 200 ตัน ขณะที่การตรวจสอบเส้นทางนำเข้าพบกรณีบริษัท KMC 1953 ถูกกล่าวหาว่า ลักลอบนำเข้าฝุ่นแดงกว่า 10,262 ตันจากต่างประเทศโดยใช้เอกสารสำแดงไม่ถูกต้อง กรณีเหล่านี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ และดำเนินคดี
ปัญหายังลามไปถึงเรื่องมลพิษทางอากาศ โดยเมื่อบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล ขอทดลองเดินเครื่องจักรในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 กรมโรงงานฯ ตรวจพบฝุ่นละอองจากปล่องระบาย 57 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จึงให้หยุดประกอบกิจการ ก่อนบริษัทปรับปรุงระบบและตรวจซ้ำในวันที่ 7 เมษายน 2569 พบว่า ค่ามลพิษทางอากาศเป็นไปตามมาตรฐานแล้วอย่างรวดเร็วผิดปกติ
บัญชีต้นทุนสิ่งแวดล้อมจากการลงทุนจีน
1. ขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 100,000 ตัน — ฉะเชิงเทรา
กรณีบริษัท W.M.D. Thai Recycling จ.ฉะเชิงเทรา เป็นหนึ่งในคดีที่สะท้อนการเคลื่อนย้ายขยะข้ามพรมแดนอย่างชัดเจน Thai PBS รายงานว่า โรงงานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับนายทุนสัญชาติจีนและรับซื้อขยะจากทั่วโลก โดยมีข้อมูลว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำเข้ามาในพื้นที่ฉะเชิงเทรามากกว่า 100,000 ตัน หลังจีนจำกัดการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2560
กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เข้าตรวจสอบตัวอย่างดินและน้ำ เนื่องจากกังวลการปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น ปรอท แมงกานีส สารหนู แคดเมียม และโครเมียม โดยขณะนั้นคพ.ระบุว่า สามารถดำเนินการเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมได้หากตรวจพบผลกระทบ แต่ก็ยังไม่ปรากฎตัวเลขค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่รัฐประกาศเรียกเก็บเป็นจำนวนเงินอย่างชัดเจน
2. ฝุ่นแดง 56,000 ตัน — ซิน เคอ หยวน
ซิน เคอ หยวน สตีล เป็นกรณีที่มีหลักฐานจากหน่วยงานรัฐชัดเจนที่สุดกรณีหนึ่ง กรมโรงงานฯ ระบุว่าพบฝุ่นแดงซึ่งเป็นกากอุตสาหกรรมอันตรายปนเปื้อนโลหะหนักจากกระบวนการหลอมเหล็กประมาณ 56,000 ตัน และปริมาณดังกล่าวสูงกว่าที่บริษัทเคยแจ้งไว้ในระบบหลายเท่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนเพื่อหาที่มาและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดการกากดังกล่าว
จาก การขยายผลพบฝุ่นแดงอีกประมาณ 7,000 ตันที่บริษัท หัวจง อุตสาหกรรม จ.สมุทรสาคร พร้อมวัตถุอันตรายต้องสงสัย 200 ตัน พบข้อมูลธุรกรรมของตัวเลข 111.86 ล้านบาท ที่กรมโรงงานฯ ระบุว่า เป็นยอดชำระที่ผิดปกติ และเกี่ยวข้องกับซิน เคอ หยวน
3. กากแคดเมียม 12,948 ตัน — เชื่อมโยงทุนจีนอย่างน้อย 10,194 ตัน
กรณีแคดเมียมพบกากพิษในหลายพื้นที่รวมประมาณ 12,948 ตัน โดยสามารถเชื่อมโยงกับบริษัทที่มีทุนจีนตามข้อมูลการตรวจสอบมีอย่างน้อย 10,194 ตัน ได้แก่ J&B Metal 2,440 ตัน, Yifeng 6,720 ตัน และ Xin Hong Chen Intertech 1,034 ตัน
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จบเพียงการตรวจพบของเสีย แต่รัฐต้องเข้าควบคุม ขนย้าย และจัดการกากดังกล่าว ขณะเดียวกันยังเกิดคำถามเรื่องความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนในดิน น้ำ และสุขภาพของประชาชน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีบัญชีสาธารณะชุดใดที่ระบุว่า ต้นทุนรวมของรัฐในการตรวจสอบ ขนย้าย จัดเก็บ กำจัด และเฝ้าระวังผลกระทบจากคดีนี้เป็นเงินเท่าไร
4. โรงงานรีไซเคิลและสายไฟเก่ากว่า 7,000 ตัน — สมุทรสาคร
Thai PBS รายงานเหตุไฟไหม้โรงงานรีไซเคิลใน จ.สมุทรสาคร ว่าเป็นกิจการของทุนจีนและดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีข้อมูลการลักลอบนำเข้าสายไฟเก่ามากกว่า 7,000 ตัน กรณีนี้สะท้อนทั้งปัญหาการนำเข้าของเสีย การประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และความเสี่ยงจากการสะสมวัสดุจำนวนมากในพื้นที่อุตสาหกรรม
ต้นทุนที่ไม่ปรากฏในตัวเลข FDI
ประเทศไทยมีข้อมูลว่า “ของเสียอยู่ที่ไหนและมีปริมาณเท่าไร” แต่ยังขาดคำตอบที่สำคัญคือ ต้นทุนในการจัดการของเสียเหล่านี้ตกอยู่กับใคร และท้ายที่สุดใครเป็นผู้จ่าย โดยเฉพาะในแง่ของรัฐต้องใช้ทรัพยากรในการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เก็บตัวอย่าง วิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ อายัดพื้นที่ ขนย้ายและจัดเก็บของเสีย รวมถึงติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน หากจำเป็นต้องฟื้นฟูพื้นที่ ต้นทุนก็อาจเพิ่มขึ้นอีกหลายขั้นตอน
ปัญหาคือ ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาหักออกจากตัวเลขเงินลงทุนที่ BOI ประกาศ และไม่ได้ถูกรวมอยู่ในตัวเลข FDI เพื่อบอกประชาชนว่าโครงการหนึ่งสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจสุทธิให้ประเทศเท่าไร
ดังนั้น การบอกว่า “ทุนจีนเข้ามาลงทุน 5.82 แสนล้านบาท” ยังไม่เพียงพอที่จะปลาบปลื้มยินดี หากไม่ได้บอกว่าประเทศไทยต้องให้สิทธิประโยชน์ไปเท่าไร สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศเท่าไร และต้องแบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม และสังคมเท่าไร
จีนกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดของไทย
ปัญหาจากการเข้ามาของทัพลงทุนจีน ไม่ได้อยู่แค่หน้าโรงงาน เพราะจีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อุปทานไทยตั้งแต่วัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงตลาดปลายทาง ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ในปี 2567 สินค้านำเข้าจากจีนคิดเป็น 26% ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของไทย เพิ่มขึ้นจากประมาณ 17% เมื่อ 10 ปีก่อน โดยมองว่าปรากฏการณ์ China Flooding (สินค้าราคาถูกจากจีนทะลักเข้ามาจำหน่ายในภูมิภาคต่างๆ) เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สินค้าจีนราคาต่ำเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดไทย
ขณะเดียวกัน สัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้า (import penetration) จากจีนเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ โลหะขั้นมูลฐาน และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม สะท้อนว่าบทบาทของสินค้าจีนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการค้าระหว่างประเทศ แต่กำลังเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันในตลาดไทยด้วย
กำไรตกอยู่กับคนไทยหรือถูกส่งกลับจีน?
นี่คือคำถามที่สำคัญ แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลสาธารณะชุดใดที่สามารถนำตัวเลขคำขอรับการส่งเสริม 5.82 แสนล้านบาทไปคำนวณว่า “กำไรที่บริษัทจีนส่งกลับจีน” มีจำนวนเท่าไร เพราะคำขอรับการส่งเสริมไม่ใช่กำไร และไม่ใช่เงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด อีกทั้งการไหลออกของรายได้จากการลงทุนต้องแยกจากเงินต้น เงินปันผล ดอกเบี้ย และธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือ
สิ่งที่ประเทศไทยควรดำเนินการจึงไม่ใช่เพียงฐานข้อมูล FDI แต่ควรมี “บัญชีผลประโยชน์สุทธิจากการลงทุน” ที่มองทั้งเงินลงทุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี การจ้างงาน การใช้วัตถุดิบในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเชื่อมโยงกับธุรกิจไทย เงินปันผลและรายได้ที่ไหลออก โดยเฉพาะต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมดังกล่าว
เพราะหากธุรกิจใช้ทรัพยากรของไทย ใช้โครงสร้างพื้นฐานของไทย ได้สิทธิประโยชน์จากรัฐ แต่ต้นทุนจากของเสีย มลพิษ หรือความเสี่ยงถูกผลักไปให้ชุมชนและภาครัฐ นั่นคือ Externalities หรือ “ต้นทุนภายนอก” ที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในตัวเลข FDI
วันนี้ประเทศไทยมีข้อมูลว่า ใครยื่นขอรับการส่งเสริมลงทุนเท่าไร มีโครงการกี่โครงการ และบางกรณีมีข้อมูลว่าของเสียเกิดขึ้นจำนวนเท่าไร แต่ยังไม่มีตัวเลขใดถูกกางออกมาให้เห็นทั้งหมดและคำนวณว่า เมื่อหักสิทธิประโยชน์ที่รัฐให้ เงินที่ไหลออกนอกประเทศ และต้นทุนสิ่งแวดล้อมกับสังคมแล้ว ประเทศไทยเหลือ “กำไรสุทธิ” จากการลงทุนเท่าไรันแน่
ประเด็นที่แท้จริงคือไม่มีใครปฏิเสธทุนจีน แต่คำถามสำคัญคือประเทศไทยกำลังได้อะไรจากทุนจีน และกำลังจ่ายอะไรให้กับการลงทุนของจีน เพราะยังไม่มีหน่วยงานไหนกางบัญชีให้ประชาชนเห็นชัดๆ ว่า เรากำลังได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล เมื่อเทียบกับสิ่งที่ประชาชนคนไทยต้องแลกไป
อ้างอิง:
สถิติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากจีน ปี 2565–2568 และไตรมาส 1/2569 รวมถึงโครงสร้างการลงทุนปี 2568, BOI
สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและมาตรการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและอากรบางประเภท, BOI
มาตรการรักษาและขยายฐานการผลิตเดิม — เงื่อนไขสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับโครงการที่ได้รับการส่งเสริม, BOI
ข้อมูล Trade in Value Added, Domestic Value Added และ Foreign Value Added ของเศรษฐกิจไทย, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
China Flooding และสัดส่วนสินค้านำเข้าจากจีน 26% ของการนำเข้าทั้งหมดของไทยในปี 2567, ธนาคารแห่งประเทศไทย
กรณีซิน เคอ หยวน สตีล ฝุ่นแดงประมาณ 56,000 ตัน และการสืบสวนร่วมกับ DSI, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
ผลตรวจมลพิษอากาศซิน เคอ หยวน 57 มก./ลบ.ม. ในเดือนธันวาคม 2568 และผลตรวจซ้ำวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่เป็นไปตามมาตรฐาน, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
กรณี “นิคมศูนย์เหรียญ” จ.ระยอง และการตรวจสอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการจีน, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
กรณีฝุ่นแดงประมาณ 7,000 ตัน และการขยายผลเส้นทางฝุ่นแดงไปยังโรงงานที่เกี่ยวข้อง, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
กรณี W.M.D. Thai Recycling และขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 100,000 ตัน จ.ฉะเชิงเทรา, Thai PBS
กรณีกากแคดเมียมประมาณ 12,948 ตัน และส่วนที่เชื่อมโยงกับบริษัททุนจีนอย่างน้อย 10,194 ตัน, Thai PBS
กรณีโรงงานรีไซเคิลใน จ.สมุทรสาคร และสายไฟเก่ากว่า 7,000 ตัน, Thai PBS
เครดิตภาพ: Xinhua.net
