ทุนมังกรเล่นไม่ซื่อ ‘วราวุธ’ สั่งฟันโรงงานจีน ลักลอบฝังกากพิษ 700 ตัน

by Chetbakers

“วราวุธ” สั่งดำเนินคดี “จินเจียหลี่” โรงงานจีนลักลอบนำทรายหล่อแบบใช้แล้วราว 700 ตันไปฝังนอกพื้นที่โรงงาน เบื้องต้นเตรียมแจ้ง 4 ข้อหา

บริษัท จินเจียหลี่ โรงงานใน อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี ลักลอบนำทรายหล่อแบบใช้แล้วราว 700 ตันออกไปฝังนอกพื้นที่โรงงาน กรมโรงานฯ เตรียมแจ้ง 4 ข้อหา หากเป็นของเสียอันตรายจะสั่งหยุดกิจการทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลย้อนหลังพบว่าการทำธุรกิจของทุนจีนถูกดำเนินคดีและสั่งระงับกิจการหลายพื้นที่

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม สั่งการให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี (สอจ.ชลบุรี) ดำเนินคดีกับบริษัท จินเจียหลี่ (ไทยแลนด์) จำกัด โรงงานผลิตตะแกรงเหล็กเตาบาร์บีคิวใน อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบการนำกากอุตสาหกรรมออกไปฝังกลบนอกพื้นที่โรงงานประมาณ 700 ตัน พร้อมยึดอายัดของกลางทั้งหมด และเร่งตรวจสอบว่ากากดังกล่าวเข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายหรือไม่

กรณีดังกล่าวเริ่มต้นจากการร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ หลังพบการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปฝังกลบในพื้นที่อำเภอบ่อทอง โดยเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา สอจ.ชลบุรี ร่วมกับ กอ.รมน.ชลบุรี เทศบาลตำบลธาตุทอง และศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก เข้าตรวจสอบโรงงานและพื้นที่โดยรอบ

จากการตรวจสอบพบว่า โรงงานดังกล่าวยังไม่ได้แจ้งเริ่มประกอบกิจการตามที่กฎหมายกำหนด ขณะเดียวกันพบทรายหล่อแบบที่ผ่านการใช้งานแล้วประมาณ 700 ตัน ถูกนำออกจากโรงงานไปฝังกลบนอกพื้นที่ โดยบรรจุใส่ถุงบิ๊กแบ็กแล้วนำไปฝังทั้งถุง

ผลตรวจสอบเบื้องต้นด้วยวิธี X-ray พบองค์ประกอบของตะกั่ว ซึ่งอาจเข้าข่ายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายของกระทรวงอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่จึงยึดอายัดกากและวัสดุที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้าย ทำลาย หรือสูญหาย พร้อมเก็บตัวอย่างกากที่ถูกฝังและวัตถุดิบรวม 6 ตัวอย่าง ส่งตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันคุณสมบัติของกากดังกล่าว

เบื้องต้น สอจ.ชลบุรี เตรียมดำเนินคดี 4 ข้อหา ได้แก่ ประกอบกิจการโรงงานโดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่, ฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วโดยไม่ได้รับอนุญาต, นำกากอุตสาหกรรมออกนอกโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะมีตั้งแต่โทษปรับ ไปจนถึงจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายวราวุธระบุว่า หากผลวิเคราะห์อย่างเป็นทางการยืนยันว่ากากดังกล่าวเป็นของเสียอันตราย สอจ.ชลบุรี จะร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติม และดำเนินการตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 โดยเตรียมใช้อำนาจสั่งให้โรงงานหยุดประกอบกิจการทั้งหมด พร้อมให้ผู้ประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริงและดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ บริษัท จินเจียหลี่ (ไทยแลนด์) จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2566 และมีที่ตั้งอยู่ในตำบลธาตุทอง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี บริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการแปรรูปและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เคลือบฟัน ผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ การหล่อและการขายเหล็ก และมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 1,250 ล้านบาทในเดือน พ.ย. 2569

กระทรวงอุตสาหกรรมย้ำว่า จะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับการลักลอบทิ้งหรือฝังกลบกากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกรณีที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมให้ สอจ.ชลบุรี ประสานฝ่ายปกครองและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดร่วมกันเฝ้าระวัง

“ทุนจีน” ถูกดำเนินคดี-สั่งหยุดกิจการหลายเคส
ก่อนที่จะมีการดำเนินคดีกับบริษัท จินเจียหลี่ ในช่วงปี 2568-2569 กระทรวงอุตสาหกรรมและกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ตรวจสอบโรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทุนจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจการรีไซเคิล คัดแยกเศษโลหะ หลอมเหล็ก และจัดการของเสีย ตัวอย่างเช่น

1. ซิน เคอ หยวน สตีล — ระยอง
หนึ่งในกรณีที่ถูกตรวจสอบอย่างมากคือ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด จ.ระยอง ซึ่งมีผู้ถือหุ้นสัญชาติจีนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยบริษัทถูกตรวจสอบปัญหาคุณภาพเหล็กและข้อบกพร่องในกระบวนการผลิต ก่อนถูกสั่งหยุดกิจการและอายัดผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

ข้อมูลในปี 2568 ระบุว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเคยสั่งปิดโรงงานดังกล่าวตั้งแต่ปี 2567 และต่อมายังต้องเข้าตรวจสอบซ้ำหลังพบความเคลื่อนไหวภายในโรงงาน ขณะที่มีการตรวจพบเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานและดำเนินการตามกฎหมาย

กรณีนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นตัวอย่างของโรงงานที่มีโครงสร้างทุนจีน แต่ตั้งกิจการในประเทศไทยและอยู่ภายใต้กฎหมายโรงงานและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของไทย และบริษัทนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อเป็นบริษัทที่เข้าไปรับงานในการก่อสร้างอาคารสำนักงาน สตง.ที่ถล่มเมื่อครั้งแผ่นดินไหวใน กทม.

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรมที่นายวราวุธนั่งเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรมได้มีคำสั่งให้บริษัทแห่งนี้กลับมาเปิดได้อีกครั้ง โดยที่เกิดข้อกังขาอย่างมากเกี่ยวกับการผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม

2. ชลบุรี สเปเชียล สตีล กรุ๊ป และ เถิง เฟิง สตีล — ชลบุรี
ในชลบุรียังพบกรณีบริษัท ชลบุรี สเปเชียล สตีล กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทไทยที่มีทุนจีน และบริษัท เถิง เฟิง สตีล จำกัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่เดียวกัน

เจ้าหน้าที่เคยตรวจพบการผลิตเหล็กและอายัดเหล็กเส้นไม่ได้มาตรฐานรวมมูลค่ากว่า 23 ล้านบาท ก่อนที่ สอจ.ชลบุรี จะมีคำสั่งให้ส่วนโรงหลอมหยุดประกอบกิจการทั้งหมดในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 แต่ต่อมายังพบการลักลอบหลอมและผลิตเหล็ก จึงมีการเข้าตรวจสอบและดำเนินคดีเพิ่มเติม

3. หัวไท่เซิงเหอ — ปราจีนบุรี
อีกกรณีสำคัญคือ บริษัท หัวไท่เซิงเหอ จำกัด ใน จ.ปราจีนบุรี ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อยู่ระหว่างดำเนินคดีในข้อหาครอบครองวัตถุอันตรายและลักลอบประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ในคดีพิเศษที่ 69/2568

ต่อมาเจ้าหน้าที่พบว่า ของกลางที่ถูกยึดอายัดจากคดีดังกล่าวถูกลักลอบขนย้ายไปยังโรงงานใน จ.ฉะเชิงเทรา และสามารถสกัดรถขนย้ายไว้ได้ โดยมีผู้ต้องหาชาวไทย ชาวจีน และชาวเมียนมารวม 3 ราย ซึ่งถูกดำเนินคดีหลายข้อหา

4. ธุรกิจรีไซเคิลในปราจีนบุรี — พบผู้ประกอบการจีนเช่าพื้นที่อย่างน้อย 2 บริษัท
ปฏิบัติการของกระทรวงอุตสาหกรรมใน จ.ปราจีนบุรี ยังพบรูปแบบการเช่าพื้นที่โรงงานเดิมเพื่อทำธุรกิจรีไซเคิล โดยบริษัท เซ็ตเมทอลฯ เช่าพื้นที่ของบริษัท พีทีเอส โกลเด้น เมทัล จำกัด ซึ่งไม่ได้ประกอบกิจการแล้ว ก่อนแบ่งพื้นที่ให้ ชาวจีน 2 บริษัทเช่าช่วง เพื่อประกอบกิจการคัดแยกเศษโลหะ

เจ้าหน้าที่พบเศษโลหะ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า เศษสายไฟ และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตราย รวมกว่า 8,000 ตัน จึงสั่งระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน ยึดอายัดเครื่องจักร วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ และกากของเสีย พร้อมดำเนินคดีในข้อหาตั้งหรือประกอบกิจการและครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมีเอกชนชาวจีนและชาวไต้หวันรวม 7 ราย เช่าพื้นที่ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต

5. เค โอ เค รีไซเคิล แอนด์ เซอร์วิสส์ — ฉะเชิงเทรา
กรณีของบริษัท เค โอ เค รีไซเคิล แอนด์ เซอร์วิสส์ จำกัด เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนรูปแบบการใช้พื้นที่ของบริษัทไทยเพื่อรองรับผู้ประกอบการจีน กรมโรงงานอุตสาหกรรมเข้าตรวจโรงงาน 2 แห่งใน จ.ฉะเชิงเทรา หลังพบความเชื่อมโยงกับการลักลอบขนย้ายของกลางจากคดีหัวไท่เซิงเหอ โดยพบว่าเจ้าของโรงงานซึ่งเป็นกรรมการชาวไทยให้ชาวจีนเช่าพื้นที่เก็บของ และพบวัสดุอันตรายจำนวนมาก รวมถึงร่องรอยการประกอบกิจการที่ไม่ตรงกับใบอนุญาต

เจ้าหน้าที่จึงดำเนินคดีในข้อหาตั้งและประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมยึดอายัดเครื่องจักร วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ และกากของเสียเพื่อใช้เป็นหลักฐานในคดี

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2568 ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) : ระบุว่า มีบริษัทจีนยื่นขอรับการส่งเสริม 982 โครงการ คิดเป็นประมาณ 40–41% ของโครงการ FDI ทั้งหมด สูงเป็นอันดับ 1 ในบรรดาประเทศ/เขตเศรษฐกิจต่างชาติ มีมูลค่าการลงทุนรวม 172,114 ล้านบาทและในไตรมาสแรกของปี 2569 จีนยังขอรับการส่งเสริมเป็นอันดับหนึ่ง โดยมี 155 โครงการ มูลค่ารวม 17,327 ล้านบาท

ขณะที่ ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) รายงานการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปี 2568 ว่า ในปี 2568 มีคนต่างด้าวที่ได้รับหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจตามมาตรา 12 กรณีได้รับอนุญาตตามกฎหมาย BOI และกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยสัญชาติจีนมีจำนวน 134 ราย มากที่สุดในกลุ่มประเทศที่เข้ามาลงทุนประเภทนี้

สำหรับ ปี 2569 ข้อมูล DBD ระบุว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยรวมประมาณ 129,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ถึง 124% โดย จีนเป็นอันดับ 1 ด้วยมูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท ขณะที่ BOI ระบุว่า ไตรมาสแรกปี 2569 มีโครงการจีนได้รับการส่งเสริม 155 โครงการ มูลค่า 17,327 ล้านบาท

จากข้อมูล BOI สรุปได้เบื้องต้นว่าในปี 2568 จีนเป็นแหล่งลงทุนต่างชาติอันดับ 1 มี 982 โครงการ มูลค่า 172,114 ล้านบาท และไตรมาสแรกปี 2569 จีนยังเป็นอันดับ 1 อีก 155 โครงการ มูลค่า 17,327 ล้านบาท ขณะที่การร้องเรียนการลักลอบทิ้งกากพิษอุตสาหกรรมจากประชาชนและเอกกรพัมนาเอกชน เฉพาะใน 3 จังหวัด EEC ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา รวม 104 กรณี หากรวมพื้นที่ปราจีนบุรี จะเป็น 139 กรณี

Copyright @2021 – All Right Reserved.