ศุลกากรประจวบฯ สกัดจับเมล็ดกาแฟเถื่อนเกือบ 10 ตัน มูลค่า 7.6 ล้าน

by Chetbakers

ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่สกัดจับขบวนการลักลอบนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบต่างประเทศน้ำหนักเกือบ 10 ตัน มูลค่ากว่า 7.6 ล้าน

นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นส.พ.วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และนายศักดิ์เศวต เศวตเวช หัวหน้าด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังตั้งจุดสกัดตามเส้นทางยุทธศาสตร์ โดยสามารถเมล็ดกาแฟดิบที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ จำนวน 160 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 9.6 ตัน มูลค่ากว่า 7.6 ล้านบาท 

ฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นส.พ.วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และศักดิ์เศวต เศวตเวช หัวหน้าด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตรวจยึดขบวนการลักลอบขนเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศ รวม 160 กระสอบ น้ำหนักรวม 9.6 ตัน มูลค่า 7.6 ล้านบาท เมื่อ 1 มิ.ย. 2569

 

ปฏิบัติการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบรรทุกเป้าหมาย ณ จุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 พบเมล็ดกาแฟดิบที่มีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศ ซุกซ่อนอยู่จำนวนรวม 160 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 9.6 ตัน ประกอบด้วยเมล็ดกาแฟอาราบิก้า จำนวน 133 กระสอบ และเมล็ดกาแฟโรบัสต้า จำนวน 27 กระสอบ รวมมูลค่ากว่า 7.6 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏเอกสารการนำเข้าหรือหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึงเมล็ดกาแฟดิบดังกล่าวยังเป็นสินค้าพืชควบคุมการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการกักพืช ซึ่งต้องผ่านการตรวจและได้รับอนุญาตจากด่านตรวจพืชก่อนนำเข้า เจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าสินค้าประมาณ 4 ล้านบาท โดยเมล็ดกาแฟดิบเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้ระบบโควตาภาษีตามพันธกรณี WTO โดยการนำเข้านอกโควตาต้องเสียอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 90 ของราคาศุลกากร คิดเป็นค่าภาษีอากรรวมอากรขาเข้า 3.6 ล้านบาท ของกลางมีมูลค่าและภาษีอากรที่พึงชำระกว่า 7.6 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้ รวมถึงควบคุมตัวผู้ขับขี่และยานพาหนะดำเนินคดีฐานนำเข้าของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 พร้อมขยายผลติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

นายฐิติพงศ์ เปิดเผยว่า การดำเนินการจับกุมดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนรัฐบาลและกรมศุลกากรในการการปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย (Social Protection) โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ จึงได้บูรณาการร่วมกับศูนย์ป้องกันและปราบปรามของศุลกากรปราณบุรี ทหาร ตำรวจ และพนักงานฝ่ายปกครอง ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกัน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นและเฝ้าระวังจุดเสี่ยงต่างๆ ทั้งทางบกและทางไปรษณีย์ตามแนวนโยบายในการสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายที่ทำลายระบบเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ในสองไตรมาสแรก (เดือน ต.ค. 2568 ถึงเดือน มี.ค. 2569) มีผลการดำเนินคดีรวม 211 คดี มูลค่าของกลางกว่า 34 ล้านบาท แบ่งเป็นบุหรี่ 29.7 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้า 3.9 ล้านบาท อื่นๆ 0.23 ล้านบาท มีคดีถึงที่สุดพร้อมทำลายแล้ว เป็นบุหรี่ปริมาณ 2,192,600 มวน บุหรี่ไฟฟ้า ปริมาณ 5,975 ชิ้น 

Copyright @2021 – All Right Reserved.