จมเขาสิบห้าชั้นหมื่นไร่? กระทบต้นไม้ 22 ล้านต้น ช้าง/สัตว์ป่า 105 ชนิด

by Chetbakers

พื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 12,000 ไร่ เป็นป่าดิบแล้งที่อุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้กว่า 22 ล้านต้น มีช้างและสัตว์ป่าอาศัยอยู่กว่า 105 ชนิด

พื้นที่ราว 12,000 ไร่ที่อยู่ในแผนโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จันทบุรี เป็นผืนป่าราบต่ำที่กรมอุทยานฯ สำรวจพบป่าดิบแล้งที่อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้และกล้าไม้รวมกันหลายสิบล้านต้น พืชอาหารช้าง 182 ชนิด สัตว์ป่าอย่างน้อย 105 ชนิดในพื้นที่โครงการและรัศมี 3 กิโลเมตร และเป็นพื้นที่ที่ช้างป่าใช้เป็นแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย และเส้นทางเคลื่อนที่

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “อ่างจะเก็บน้ำได้น้ำเท่าไร” แต่คือ “น้ำที่ได้คุ้มกับต้นทุนทางธรรมชาติและความเสี่ยงที่สังคมต้องรับแค่ไหน”

12,000 ไร่ ไม่ใช่พื้นที่ถูกน้ำท่วมทั้งหมด
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี กรมชลประทานระบุว่า อ่างที่เสนอมีความจุประมาณ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) และมีเป้าหมายเป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร รวมถึงเป็นแหล่งน้ำดิบสำรองสนับสนุนพื้นที่ EEC ประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี

เดิมรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ระบุพื้นที่ที่ต้องขอใช้เพื่อโครงการประมาณ 14,600 ไร่ แบ่งเป็นอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 7,503 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง 7,097 ไร่ ต่อมาคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2564 ให้ปรับลดพื้นที่โครงการ และกรมชลประทานระบุว่าพื้นที่ที่ขอใช้ถูกลดเหลือ 11,982 ไร่ แบ่งออกเป็น อุทยานฯ เขาสิบห้าชั้น 6,191 ไร่ และป่าสงวนฯ ป่าขุนซ่อง 5,791 ไร่

ดังนั้น หากกรมอุทยานฯ เสนอให้ลดระดับกักเก็บน้ำ ผลกระทบต่อพื้นที่ป่าก็สามารถลดลงได้อีกมาก (กรณียังไงก็ต้องสร้างให้ได้)

มีทรัพยากรอะไรในพื้นที่ 12,000 ไร่
กรมอุทยานฯ ได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการ โดยในปี 2566 ส่งนักวิชาการรวม 60 คน ลงสำรวจทั้งภาคพื้นดินและด้วยอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV โดยสำรวจทรัพยากรป่าไม้ พฤกษศาสตร์ และสัตว์ป่าในพื้นที่โครงการและพื้นที่โดยรอบ พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้งที่ราบต่ำ ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลใน EHIA เดิม ที่จำแนกพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณและพื้นที่ป่าปลูกหรือพื้นที่รอการฟื้นฟู

ความแตกต่างนี้มีความหมาย เพราะพื้นที่ราบต่ำผืนใหญ่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่สัตว์ป่าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะช้าง สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม มีทั้งแหล่งน้ำขนาดเล็ก โป่งธรรมชาติ และพืชอาหารที่กระจายอยู่ในพื้นที่

หนึ่งในตัวเลขที่สะท้อนความบิดเบี้ยวใน EHIA กับการสำรวจของกรมอุทยานฯ ได้ชัดเจนที่สุด คือจำนวนต้นไม้ การสำรวจของกรมอุทยานฯ ในปี 2566 ซึ่งใช้แปลงสำรวจ 80 แปลง พบว่า มีไม้ต้น 346,081 ต้น ไม้หนุ่ม/ลูกไม้ 2,614,415 ต้น กล้าไม้ 19,195,268 ต้น รวมกันประมาณ 22.16 ล้านต้น ในสามระดับการเจริญเติบโต อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าต้นไม้ทั้ง 22 ล้านต้นจะถูกตัดทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจาก EHIA เดิม มีตัวเลขไม้ต้นที่ไม่ตรงกันเองภายในเอกสาร โดยส่วนหนึ่งระบุ 21,982 ต้น ขณะที่บทสรุปผู้บริหารระบุ 100,793 ต้น ส่วนไม้หนุ่มระบุ 316,404 ต้น และกล้าไม้ 18,379,415 ต้น

‘กะพ้อ’ และระบบนิเวศที่ไม่ได้สร้างคืนได้ง่าย
การสำรวจของกรมอุทยานฯ ยังพบ สังคมพืชป่าดิบแล้งที่มีกะพ้อเป็นไม้เด่นในเรือนยอดชั้นล่าง และกรมอุทยานฯ ระบุในข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับพื้นที่ว่าเป็นสังคมกะพ้อผืนใหญ่ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบนิเวศของพื้นที่ เนื่องจากกะพ้อเชื่อมโยงกับสัตว์ป่า โดยเฉพาะ “ช้าง” ซึ่งใช้พืชในพื้นที่เป็นอาหาร

การศึกษาด้านพืชอาหารช้างพบว่า มีพืชที่ช้างใช้ประโยชน์ 182 ชนิด 135 สกุล 54 วงศ์ โดยวงศ์ถั่ว หรือ Fabaceae เป็นกลุ่มที่ช้างใช้ประโยชน์มากที่สุด พบ 20 ชนิด ตัวอย่างเช่น ประดงเลือด มะค่าโมง มะค่าแต้ สะบ้า สะตอป่า ชะเอมป่า และหนามหัน

นอกจากนี้ งานศึกษาของคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังรายงานการพบพืชหายาก พืชเฉพาะถิ่น และพืชที่ถูกคุกคามอย่างน้อย 16 ชนิด จาก 10 วงศ์ จากพื้นที่ศึกษาตัวอย่าง 1,800 ตารางเมตร

จากข้อมูลที่กล่าวมา เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่การชดเชยด้วยการ “ปลูกต้นไม้จำนวนเท่ากัน” ไม่ได้แปลว่าจะสามารถทดแทนระบบนิเวศเดิมได้ทันที เพราะสิ่งที่หายไปไม่ใช่เพียงต้นไม้แต่ละต้น หากรวมถึงองค์ประกอบของชนิดพันธุ์ อายุของป่า โครงสร้างเรือนยอด แหล่งอาหาร และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต

สำรวจพบสัตว์ป่าในพื้นที่อย่างน้อย 105 ชนิด
การสำรวจสัตว์ป่าที่อ้างอิงในรายงานทางวิชาการครอบคลุมสัตว์ 4 กลุ่ม ได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์เลื้อยคลาน โดยการสำรวจพบว่า มีสัตว์ป่าในพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำและพื้นที่รอบแนวขอบอ่างในรัศมี 3 กิโลเมตร จำนวน 105 ชนิด ในจำนวนนี้มีการศึกษาการกระจายและการใช้พื้นที่ของสัตว์สำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ช้างป่า – กระทิง – กวางป่า – เก้งเหนือ – หมูป่า

ผลการสำรวจพบว่า ช้างป่าและหมูป่าใช้พื้นที่กระจายทั่วบริเวณโครงการ ขณะที่สัตว์ชนิดอื่นมีรูปแบบการใช้พื้นที่แตกต่างกันไป

ขณะเดียวกันงานของคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งใช้ข้อมูลจากพื้นที่ใกล้เคียงและการศึกษาหลายช่วงเวลา รายงานสัตว์ป่าอย่างน้อย 136 ชนิด จาก 25 วงศ์ รวมถึงกระทิง วัวแดง หมีควาย หมีหมา กวางป่า และสัตว์กินเนื้ออย่างน้อย 14 ชนิด เช่น หมาใน ลิ่นชวา ชะมดแผงสันหางดำ และเสือลายเมฆ ซึ่งตัวเลขที่แตกต่างกันระหว่างการสำรวจของโครงการกับคณะวนศาสตร์ เนื่องจากมาจากคนละขอบเขตและชุดการศึกษา

สรุปก็คือ การสำรวจพื้นที่โครงการและรัศมีโดยรอบ 3 กิโลเมตรพบสัตว์ป่าอย่างน้อย 105 ชนิด ขณะที่งานศึกษาของคณะวนศาสตร์ในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงรายงานสัตว์ป่าอย่างน้อย 136 ชนิดจาก 25 วงศ์

จำนวน ‘ช้าง’ ในพื้นที่พิพาทมีกี่ตัวกันแน่?
แน่นอนว่าจากการสำรวจมีข้อมูลที่แตกต่างกันอยู่ กรมอุทยานฯ เปิดเผยผลสำรวจปี 2568 ว่า ในพื้นที่ป่าตะวันออก 7 พื้นที่อนุรักษ์ พบช้างรวม 799 ตัว โดยในจำนวนนี้หากินอยู่บริเวณอุทยานฯ เขาสิบห้าชั้น 74 ตัว ในขณะที่ข้อมูลแหล่งอื่นระบุว่ามีช้างในพื้นมากกว่า 100 ตัว

ในปี 2569 กรมอุทยานฯ ระบุข้อมูลเกี่ยวกับโครงการคลองวังโตนดว่า ช้างในกลุ่มป่าตะวันออกมีจำนวนไม่น้อยกว่า 100 ตัว และเดินเป็นวงรอบมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าราบลุ่มต่ำแห่งนี้

ก่อนหน้านั้น ความเห็นทางวิชาการของภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า พื้นที่ลุ่มต่ำคลองวังโตนดเป็นที่มั่นสำคัญของประชากรช้างป่าที่อาศัยอยู่ มากกว่า 100 ตัวในบริเวณนี้ ซึ่งหากนำข้อมูลกรมอุทยานฯ ที่ได้รายงานไว้ว่า ช้างป่าภาคตะวันออกสามารถออกจากพื้นที่อนุรักษ์ไปหากินไกลกว่า 40 กิโลเมตร

ดังนั้น มีความเป็นไปได้สูง ว่าในพื้นที่คลองวังโตนดที่จะมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและพื้นที่โดยรอบน่าจะมีช้างมากกว่า 100 ตัวที่ใช้ประโยชน์พื้นที่ราบลุ่มคลองวังโตนดและผืนป่าเชื่อมต่อโดยรอบ

สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าจำนวนช้าง คือ “เส้นทางการหากินของช้าง” ที่ต้องสูญเสียพื้นที่หากินและเส้นทางเคลื่อนที่ เนื่องจากกรมอุทยานฯ สำรวจพบว่าพื้นที่โครงการเป็นพื้นที่ราบต่ำขนาดใหญ่ มีแหล่งน้ำ โป่งธรรมชาติ และพืชอาหาร และเชื่อมต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ทำให้สัตว์ป่าสามารถเคลื่อนย้ายระหว่างพื้นที่อนุรักษ์ที่เชื่อมต่อกันได้

ถ้าพื้นที่โครงการ 12,000 ไร่ กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ปัญหาจึงไม่ได้จบที่ “สูญเสียพื้นที่ป่า” แต่คือการทำให้เส้นทางเคลื่อนที่เดิมของสัตว์ป่าถูกตัดขาด

สำหรับช้าง ผลที่ตามมาอาจเป็นการเปลี่ยนเส้นทางออกไปยังพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน ซึ่งกรมอุทยานฯ เองก็ระบุว่า การสูญเสียพื้นที่ป่าที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยอาจเพิ่มความเสี่ยงที่ช้างจะออกนอกพื้นที่และเกิดผลกระทบต่อประชาชนโดยรอบ

จำนวนพื้นที่น้ำท่วมจริงเท่าไรกันแน่?
กรมอุทยานฯ เสนอทางเลือกให้ลดระดับกักเก็บน้ำลงมาไม่เกิน 57.5 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) โดยตามรายงานผลการตรวจสอบทางวิชาการที่เผยแพร่ ระดับดังกล่าวจะกักเก็บน้ำได้ประมาณ 10.84 ล้าน ลบ.ม. และมีพื้นที่น้ำท่วมรวมประมาณ 2,680.26 ไร่ โดยเอกสารผลการตรวจสอบระบุว่า
อยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 703.77 ไร่ อยู่นอกอุทยานฯ 1,976.48 ไร่ อย่างไรก็ตาม เอกสารที่เผยแพร่ตัวเลขพื้นที่น้ำท่วมในอุทยานฯ ในเวลาต่อมาอยู่ที่ระดับเดียวกันที่ 657.69 ไร่

ดังนั้น หมายความว่าน้ำจะท่วมพื้นที่อุทยาน 2,680 ไร่ แลกกับน้ำ 10.84 ล้าน ลบ.ม. หรือพื้นที่ 12,000 ไร่ แลกกับอ่างเก็บน้ำขนาด 99.5 ล้าน ลบ.ม. ประเด็นก็คือจากตัวเลขที่แตกต่างกันมาก คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะใช้เหตุผลใดเคาะตัวเลขใดเพื่อเป็นทางออกของความขัดแย้งในครั้งนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีคำถามที่สำคัญด้วยว่า หากภาครัฐต้องการเก็บน้ำจำนวนมาก จำเป็นจะต้องสร้างอ่างขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าราบต่ำแห่งนี้ทั้งหมดหรือไม่? ซึ่งกรมอุทยานฯ ในฐานะหน่วยงานดูแลป่าและสัตว์ป่าได้มีข้อเสนอให้ลดลดระดับกักเก็บน้ำลงมา รวมถึงให้พิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำเดิม ได้แก่ คลองประแกด คลองพะวาใหญ่ และคลองหางแมว รวมถึงแหล่งน้ำขนาดเล็กและระบบกระจายน้ำ เพื่อให้ระบบจัดการน้ำโดยรวมตอบโจทย์ความต้องการ โดยลดผลกระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์

อ่างเก็บน้ำให้อะไรกับประชาชน
กรมชลประทานระบุว่า อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม. จะสามารถสนับสนุนพื้นที่ชลประทานประมาณ 87,700–87,000 ไร่ (ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์คนละช่วงเวลา) และเป็นแหล่งน้ำดิบสำรองสนับสนุนพื้นที่ EEC ประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยบริเวณตอนกลางและตอนล่างของลุ่มน้ำประมาณ 65%

หากอ่างเก็บน้ำมีประโยชน์ตามที่กรมกรมชลประทานผลักดัน ต้องตอบด้วยว่าประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ (อ่างเก็บน้ำ 3 อ่างที่สร้างก่อนหน้านี้ทำไมถึงไม่เพียงพอ) และเมื่อแลกกับต้นทุนทางธรรมชาติที่ต้องจ่ายคุ้มค่าหรือไม่ หรือควรอยู่ที่ระดับไหน

การปลูกป่าทดแทนสร้างระบบนิเวศขึ้นใหม่ได้หรือไม่?
รายงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการมีมาตรการชดเชยและฟื้นฟูหลายประเภท แต่ปัญหาคือสิ่งที่ถูกทำลายไม่ได้มีเพียง “พื้นที่สีเขียว” ต้นไม้หนึ่งต้นสามารถปลูกใหม่ได้ แต่ป่าดิบแล้งที่มีต้นไม้หลายขนาด มีโป่งธรรมชาติ มีพืชอาหารช้าง มีเส้นทางสัตว์ และเชื่อมต่อกับผืนป่าอื่น เป็นระบบที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา

การสำรวจของกรมอุทยานฯ พบทั้งต้นไม้ขนาดใหญ่ ไม้หนุ่ม และกล้าไม้จำนวนมาก ซึ่งเป็นหลักฐานว่าระบบนิเวศมีโครงสร้างหลายช่วงวัยอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พืชอาหารช้างที่พบมีถึง 182 ชนิด และพื้นที่มีความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์ของช้างในระดับภูมิทัศน์

ดังนั้น การปลูกป่าทดแทนจึงอาจช่วยชดเชย “พื้นที่สีเขียว” ได้บางส่วน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างระบบนิเวศเดิมและความสามารถในการรองรับช้างและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ กลับคืนมาได้ในเวลาเดียวกัน

การรักษาป่ากับความต้องการน้ำขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
หากอ่าง 99.50 ล้าน ลบ.ม. จำเป็นจริง รัฐควรแสดงให้เห็นอย่างโปร่งใสว่าเหตุใดจึงต้องมีขนาดดังกล่าว และเหตุใดทางเลือกอื่นจึงไม่สามารถตอบโจทย์ได้ หากลดขนาดอ่างได้ รัฐควรแสดงให้ประชาชนเห็นว่าลดได้เท่าไร และน้ำที่หายไปจะชดเชยด้วยวิธีใด และหากพื้นที่ป่าราบต่ำแห่งนี้มีความสำคัญต่อช้างมากกว่าที่ EHIA เดิมประเมินไว้ รัฐก็ควรนำข้อมูลสำรวจใหม่ของกรมอุทยานฯ เข้าไปเป็นฐานในการตัดสินใจอย่างเต็มที่

ภาครัฐควรตอบคำถามสำคัญก่อนตัดสินใจอย่างน้อย 5 ข้อ
หนึ่ง — น้ำที่ต้องการจริงมีจำนวนเท่าใด และต้องการในช่วงเวลาใด อะไรคือความคุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศโดยรวม?
สอง — หากเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเดิมและระบบกระจายน้ำจะสามารถลดขนาดอ่างวังโตนดได้อีกเท่าใด?
สาม — สามารถนำต้นทุนระบบนิเวศที่สูญเสียไปมาเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่ได้จากกักเก็บน้ำต่อหนึ่งลูกบาศก์เมตรให้เป็นที่ประจักษ์ได้หรือไม่?
สี่ — หากช้างป่าถูกบีบให้เปลี่ยนเส้นทาง ใครจะรับผิดชอบต้นทุนความเสียหายต่อเกษตรกรและความปลอดภัยของประชาชน?
ห้า — จะออกแบบโครงการให้ “ได้น้ำใช้ ป่ายังคงอยู่ และลดผลกระทบต่อสัตว์อย่างไร? หากไม่มีคำตอบข้อนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร

เมื่อตอบคำถามแล้ว สิ่งที่รัฐกำลังตัดสินใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะมีน้ำเพิ่มอีกกี่ล้านลูกบาศก์เมตร” แต่คือประเทศไทยจะยอมสูญเสียระบบนิเวศแบบใด แค่ไหนเพื่อให้ได้น้ำใช้ตามปริมาณความต้องการ และสามารถลดความสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติได้มากที่สุด ประชาชนและประเทศได้ประโยชน์สูงสุด

อ้างอิง:
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช — ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดทำ EHIA โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด, 10 พฤษภาคม 2569
กรมชลประทาน — ความคืบหน้าและการปรับลดพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เหลือ 11,982 ไร่
กรมชลประทาน — การหารือแนวทางดำเนินโครงการล่าสุด วันที่ 5 พฤษภาคม 2569
กรมอุทยานฯ — ข้อมูลประชากรช้างป่าในกลุ่มป่าตะวันออก ปี 2568 พบช้างในอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 74 ตัว
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร — เปรียบเทียบข้อมูล EHIA 2564 กับการสำรวจกรมอุทยานฯ 2566 รวมทั้งข้อมูลชนิดป่า จำนวนต้นไม้ และช้างป่า
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร — รายงานข้อมูลสัตว์ป่า 105 ชนิด และการใช้พื้นที่ของช้าง กระทิง กวางป่า เก้งเหนือ และหมูป่า
ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ — ความเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับสัตว์ป่าและพืชหายากในพื้นที่โครงการ
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร — ข้อมูลพืชอาหารช้าง 54 วงศ์ 135 สกุล 182 ชนิด และความสำคัญของพื้นที่ราบต่ำคลองวังโตนด

Copyright @2021 – All Right Reserved.