70 ปีรัฐทุ่มงบก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแสนล้าน ป่าหายได้ GDP โต..คุ้มไหม?

by Chetbakers

ตลอด 70 ปีที่ผ่านมาต้องสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อผันน้ำป้อนอุตสาหกรรมและภาคเกษตรภาคตะวันออกนับแสนล้านบาท สูญเสียป่านับแสนไร่ คำถามคือคุ้มหรือไม่

ภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ จากพื้นที่เกษตรกรรมสวนผลไม้และชุมชนชายฝั่งสู่การเป็นฐานอุตสาหกรรมหนัก นิคมอุตสาหกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตลอดจนเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง Data Center ที่กำลังตามมา

ทว่า “น้ำ” เส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยหล่อเลี้ยงทุกกิจกรรมเศรษฐกิจจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของกรมชลประทานตลอดกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา สามารถตอบโจทย์การพัฒนา แก้ไขภัยพิบัติ และขับเคลื่อน GDP ได้จริงหรือไม่ แค่ไหน หรือเราทุกคนต้องจ่ายราคาที่แพงเกินไปผ่านการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมหาศาล?

1.ฐานทรัพยากรป่าไม้ภาคตะวันออก

ป่าไม้ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกถูกจัดระเบียบและคุ้มครองตามกฎหมาย ประกอบด้วย: อุทยานแห่งชาติ (National Parks): มีรวมทั้งสิ้น 10 แห่ง (เช่น อุทยานฯ เขาใหญ่, ทับลาน, ปางสีดา, ตาพระยา, เขาชะเมา-เขาวง, เขาคิชฌกูฏ, น้ำตกพลิ้ว, เขาสิบห้าชั้น, น้ำตกคลองแก้ว และหมู่เกาะช้าง)

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (Wildlife Sanctuaries): มีรวมทั้งสิ้น 3–4 แห่งหลัก (เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน, เขาสอยดาว และคลองเครือหวายเฉลิมพระเกียรติฯ) และป่าสงวนแห่งชาติ (National Reserved Forests): มีกระจายอยู่ทั่ว 8 จังหวัดรวมกว่า 50–60 แห่ง (เช่น ป่าขุนซ่อง จ.จันทบุรี, ป่าแถบเขาฉลาก/เขาเขียว จ.ชลบุรี)ผืนป่าอนุรักษ์เหล่านี้ โดยเฉพาะ “ผืนป่าตะวันออก (ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด)” และ “ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่” ถือเป็นแกนกลางสำคัญของโครงข่ายนิเวศวิทยา การสูญเสียพื้นที่ป่าแม้เพียงบางส่วนย่อมส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงของระบบนิเวศทั้งผืน

2. ย้อนประวัติศาสตร์ผุดอ่างเก็บน้ำบางพระแห่งแรกปี 2496
จุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการน้ำชลประทานขนาดใหญ่ในภาคตะวันออก เริ่มจาก “อ่างเก็บน้ำบางพระ” จ.ชลบุรี ซึ่งก่อสร้างขึ้นเป็นแห่งแรกเมื่อปี 2496 และปรับปรุงขยายความจุแล้วเสร็จในปี 2518 เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของชุมชน ชลประทาน และการเติบโตของเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา

นับจากจุดเริ่มต้นนั้นจนถึงปัจจุบัน กรมชลประทานได้พัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกครอบคลุม 8 จังหวัด: ชลบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา, จันทบุรี, ตราด, ปราจีนบุรี, นครนายก และสระแก้ว รวมแล้วมากกว่า 60 แห่ง แบ่งออก ดังนี้

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 6–7 แห่ง (รวมความจุกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร) ได้แก่ อ่างฯ บางพระ, หนองปลาไหล, ประแสร์, คลองสียัด, เขื่อนขุนด่านปราการชล, เขื่อนนฤบดินทรจินดา และล่าสุดครม.อนุมัติกรอบงบประมาณก่อสร้างอ่างฯ คลองวังโตนด (โครงการล่าสุด) นอกจากนั้นยังสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กอีกกว่า 50–100 แห่ง

3. เม็ดเงินลงทุนมหาศาลกับระบบโครงข่ายน้ำ (EEC Water Grid)
การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในภาคตะวันออกใช้วงเงินงบประมาณสะสมตลอดระยะเวลามากกว่า 70 ปี รวมแล้ว ไม่ต่ำกว่า 70,000 – 80,000 ล้านบาท (หากคิดคำนวณตามมูลค่าเงินปัจจุบันและการปรับอัตราเงินเฟ้อ มูลค่าการลงทุนรวมจะสูงเกิน 100,000 ล้านบาท) โดยแบ่งเป็น:

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (6–7 แห่ง): วงเงินรวมประมาณ 35,000 – 40,000 ล้านบาท เช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล ~10,000 ล้านบาท, เขื่อนนฤบดินทรจินดา ~8,300 ล้านบาท, อ่างฯ คลองวังโตนด ~7,200 ล้านบาท, อ่างฯ คลองสียัด ~4,200 ล้านบาท, อ่างฯ ประแสร์ ~3,800 ล้านบาท และสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก (>50 แห่ง): วงเงินก่อสร้างเฉลี่ยแห่งละ 150 – 800 ล้านบาท รวมประมาณ 18,000 – 22,000 ล้านบาท

โครงข่ายท่อส่งน้ำและสถานีสูบน้ำเชื่อมโยง (EEC Water Grid): โครงข่ายผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ (เช่น การผันน้ำจากประแสร์–หนองปลาไหล–คลองใหญ่) ใช้วงเงินพัฒนารวมอีกกว่า 15,000 – 20,000 ล้านบาท

4. แก้ปัญหาน้ำแล้ง–น้ำท่วม และขับเคลื่อน GDP ได้จริงหรือ?
ในแง่การสนองอุปสงค์การใช้น้ำ: อ่างเก็บน้ำตอบโจทย์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ระบบ Pipe Network ช่วยเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำสายหลักเข้าด้วยกัน ทำให้ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ไม่เคยต้องหยุดการผลิตจากวิกฤตภัยแล้งขั้นรุนแรงนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ปริมาณน้ำต้นทุนรวมกว่า 2,500 ล้าน ลบ.ม. รองรับทั้งการอุปโภคบริโภค ภาคอุตสาหกรรมหนัก และภาคเกษตรกรรมสวนผลไม้ส่งออก (เช่น ทุเรียนจันทบุรี-ระยอง) ได้อย่างเป็นระบบ

การบรรเทาอุทกภัย (น้ำท่วม): อ่างเก็บน้ำช่วยลดปัญหาน้ำท่วมได้ดีในระดับท้องถิ่น เช่น เขื่อนขุนด่านปราการชลช่วยบรรเทาอุทกภัยในตัวเมืองนครนายก หรือเขื่อนนฤบดินทรจินดาที่ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ปราจีนบุรีและกบินทร์บุรี ทว่าในระดับมหาภาค หากเกิดสภาวะฝนตกหนักเกินเกณฑ์ปกติ หรือน้ำป่าไหลทะลักนอกพื้นที่รับน้ำ อ่างเก็บน้ำก็ยังไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ทั้งหมด

ผลต่อการดัน GDP ของ 8 จังหวัดตะวันออก: แน่นอนหากมองในแง่เศรษฐกิจ อ่างเก็บน้ำช่วยดัน GDP อย่างมีนัยสำคัญที่สุดในฐานะโครงสร้างพื้นฐานค้ำยัน เนื่องจาก 3 จังหวัดหลัก (ชลบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา) มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ หากปราศจากความมั่นคงด้านน้ำ นิคมอุตสาหกรรมหลายสิบแห่ง อุตสาหกรรมไฮเทค ยานยนต์ EV หรือสวนผลไม้เศรษฐกิจมูลค่าแสนล้านบาทจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้

อ่างเก็บน้ำจึงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยค้ำยันให้ภาคตะวันออกสร้างมูลค่า GDP คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของ GDP ทั้งประเทศ

5. ราคาที่ต้องจ่าย: การสูญเสียผืนป่าและวิกฤตสิ่งแวดล้อม
การได้มาซึ่งพื้นที่กักเก็บน้ำนับพันล้านลูกบาศก์เมตร ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และอุทยานแห่งชาติ รวมกันทั้งสิ้นประมาณ 80,000 – 100,000 ไร่ (หรือคิดเป็นพื้นที่กว่า 128 – 160 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าขนาดของกรุงเทพมหานครชั้นในทั้งเขต) ตัวอย่างพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลัก ได้แก่:
• อ่างเก็บน้ำคลองสียัด (จ.ฉะเชิงเทรา): สูญเสียพื้นที่ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน (ผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด) ประมาณ 14,000 ไร่
• โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด (จ.จันทบุรี): สูญเสียพื้นที่ป่ารวม 11,982 ไร่ (ผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 6,191 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง 5,791 ไร่)
• เขื่อนนฤบดินทรจินดา (จ.ปราจีนบุรี): สูญเสียพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน และอุทยานแห่งชาติตาพระยา (มรดกโลกผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่) รวมประมาณ 10,800 ไร่
• เขื่อนขุนด่านปราการชล (จ.นครนายก): น้ำท่วมขังแนวชายขอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ประมาณ 1,400 – 1,800 ไร่
• อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กอื่นๆ (>50 แห่ง): สูญเสียพื้นที่ป่าสงวนและป่าชุมชนรวมกันอีกราว 35,000 – 45,000 ไร่

6. สูญเสียสัตว์ป่าและพืชพรรณในระดับวิกฤต
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ปริมาณไร่ของป่าที่หายไป แต่ส่งผลสะเทือนต่อโครงสร้างนิเวศวิทยาใน 3 ระดับรุนแรง:
• ผลกระทบต่อสัตว์ป่าขนาดใหญ่และช้างป่า (Displacement & Conflicts): การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เช่น คลองสียัด และคลองวังโตนด ได้จมพื้นที่ป่าดิบแล้งราบต่ำซึ่งเป็น “แหล่งอาหารหลักและแนวระเบียงเดินทาง (Corridor)” ของสัตว์ป่า

ส่งผลให้เกิดปัญหาวิกฤต “ช้างป่าทะลักออกนอกป่ารอยต่อ 5 จังหวัด” เข้าสู่ชุมชนและสวนเกษตรของชาวบ้าน เกิดความขัดแย้ง ช้างป่าถูกทำร้าย/ไฟฟ้าช็อต และชาวบ้านเสียชีวิตปีละหลายสิบราย สัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดใหญ่ เช่น กระทิง วัวแดง รวมถึงเสือโคร่ง สูญเสียถิ่นอาศัยและแหล่งล่าเหยื่อ จนเกิดภาวะสูญพันธุ์เฉพาะถิ่น (Local Extinction) ในบางพื้นที่

• ปรากฏการณ์ “เกาะป่า” (Forest Fragmentation) และวิกฤตพันธุกรรม: เมื่ออ่างเก็บน้ำมีน้ำเต็ม ยอดเขาหรือเนินป่าเดิมจะกลายเป็นเกาะกลางน้ำ ตัดขาดสัตว์ป่าขนาดเล็ก สัตว์เลื้อยคลาน นก และแมลงออกจากกัน เกิดปัญหาการผสมพันธุ์กันเองในกลุ่มสายพันธุ์แคบ (Inbreeding) นำไปสู่ความอ่อนแอทางพันธุกรรมและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระยะยาว

• การสูญเสียพืชพรรณและสัตว์ป่าเชิงสถิติ
สายพรรณพืช: จากการสำรวจของกรมอุทยานฯ ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บางแห่ง (เช่น คลองวังโตนด) พบว่าการสร้างอ่างฯ ทำลาย ต้นไม้และลูกไม้ป่ามากกว่า 20 – 22 ล้านต้น รวมถึงพืชอาหารช้างกว่า 180 ชนิด
• สายพันธุ์สัตว์: โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แต่ละแห่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์ป่า มากกว่า 100 – 150 ชนิด (ทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และนกป่า) ซึ่งสัตว์ขนาดเล็กจำนวนมากไม่สามารถอพยพได้ทันขณะเริ่มกักเก็บน้ำและต้องสูญหายไปอย่างสิ้นเชิง

7. ความคุ้มค่าที่แลกมาด้วยทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล
การลงทุนสร้างอ่างเก็บน้ำในภาคตะวันออกตอบโจทย์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ดัน GDP ของ 8 จังหวัดให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำทั้งในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรได้อย่างชัดเจนก็จริง แต่อย่างไรก็ตาม ชัยชนะทางเศรษฐกิจนี้ต้องแลกมาด้วยงบประมาณลงทุนนับแสนล้านบาท การสูญเสียผืนป่าอนุรักษ์ไปนับแสนไร่ ต้นไม้หลายสิบล้านต้น และวิกฤตช้างป่าสละถิ่น

มองในมุมปัจจุบันและอนาคต อาจไม่ใช่ “การถางป่าสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่ม” อีกต่อไป เนื่องจากโลกกำลังเผชิญสถานการณ์วิกฤตสิ่งแวดล้อม ทุกประเทศทั่วโลกจึงเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนเพื่อรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศมุ่งหน้าพลิกโฉมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อช่วยกันประคับประคองโลก

ดังนั้น รัฐบาลไทยควรปรับเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำ การหมุนเวียนน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ (Water Recycling) การทำระบบกลั่นน้ำทะเล (Desalination) รวมถึงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างตรงไปตรงมา เพื่อไม่ให้การเติบโตของ GDP ต้องแลกด้วยความล่มสลายของฐานทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีวันสร้างทดแทนได้

อ้างอิง:
รายงานสรุปสถานการณ์น้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), กรมชลประทาน
รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ป่าอนุรักษ์, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
แผนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก รองรับการเติบโตเศรษฐกิจ, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สอยน./EEC)
มติอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี และการขอใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้, มติคณะรัฐมนตรี
รายงานการวิเคราะห์การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้และวิกฤตปัญหาช้างป่าจากการสร้างอ่างเก็บน้ำในผืนป่าตะวันออก (เขาอ่างฤๅไน, เขาสิบห้าชั้น, ทับลาน), มูลนิธิสืบนาคะเสถียร / iGreenstory
รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 8 จังหวัด, สำนักงานสถิติแห่งชาติ

Copyright @2021 – All Right Reserved.