คนจำนวนมากอาจจำภาพช้างป่าบุกกินพืชผักผลไม้ของเกษตกร แต่จำนวนไม่น้อยอาจไม่รู้ว่า ‘ช้างป่า’ มีความสำคัญในฐานะวิศวกรระบบนิเวศที่เป็นนักปลูกป่า
คนจำนวนหนึ่งอาจจำภาพช้างป่าบุกเข้าสวนไปกินพืชผักผลไม้ของเกษตรกร และต้องการจำกัดช้างให้อยู่ในป่าเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง แต่คนจำนวนอีกไม่น้อย รวมถึงชาวจันทบุรีอาจไม่รู้ว่า ในทางนิเวศวิทยา “ช้างป่า” มีความสำคัญในฐานะ “วิศวกรระบบนิเวศ” ที่มีบทบาทเป็น “นักปลูกป่า” ที่สามารถกระจายเมล็ดพันธุ์ไปไกลระยะสูงสุดถึง 5.8 กิโลเมตร
เมื่อเกิดเหตุ “ช้างป่า” บุกเข้าไปกินพืชผักผลไม้ในพื้นที่ของเกษตรกร จึงมักเกิดคำถามว่า ทำไมไม่ลดจำนวน”ช้าง” เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ และมีคำถามตามมาอีกว่า ช้างป่ามีความสำคัญอย่างไร เมื่อเทียบกับมูลค่าผลผลิตจากการทำเกษตร
ยกตัวอย่างกรณีพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะ จ.จันทบุรี ที่มีพื้นที่การทำสวนผลไม้จำนวนมาก จึงถูกถามหาเหตุผลในการสร้าง “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” ว่าเป็นการหาน้ำช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน หรือเพื่อใครกันแน่ ซึ่งงานวิจัยระบุว่า อ่างเก็บน้ำจะส่งผลกระทบต่อการอยู่อาศัยของช้างและพืชอาหารช้าง รวมถึงระบบนิเวศป่าโดยรวม เกษตรกรไม่ได้ใช้น้ำเพิ่มขึ้น (พื้นที่เกษตรปัจจุบันมีน้ำเพียงพออยู่แล้ว) ช่วยให้ช้างมีน้ำมีอาหาร มากขึ้น? หรือเป็นการหาน้ำไปช่วยภาคอุตสาหกรรม…กันแน่?
มองในมุมของ “นิเวศวิทยา” ช้างมีบทบาทมากกว่าการเป็นสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกสัตว์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและกระบวนการของระบบนิเวศผ่านพฤติกรรมของมันว่า “ecosystem engineer” หรือ “วิศวกรระบบนิเวศ” เนื่องจากช้างมีอิทธิพลต่อระบบนิเวศผ่านการกิน การเหยียบย่ำ การหักกิ่งไม้ การเคลื่อนย้ายดิน การขุดหาแหล่งน้ำ การสร้างเส้นทาง และการกระจายเมล็ดพันธุ์
โดยผลกระทบจากพฤติกรรมการอยู่อาศัยของช้างป่า สามารถเปลี่ยนโครงสร้างของพืชและสภาพแวดล้อมให้สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นใช้ประโยชน์ได้ พูดง่ายๆ คือ ช้างไม่ได้เพียงอาศัยอยู่ในระบบนิเวศ แต่ช้างช่วย “สร้าง” และ “ขับเคลื่อน” ระบบนิเวศในพื้นที่นั้นด้วย
1. ช้างคือ ‘นักปลูกป่า’ ที่เดินทางได้หลายกิโลเมตร
บทบาทที่มีหลักฐานชัดเจนที่สุดประการหนึ่งคือ การกระจายเมล็ดพันธุ์ เมื่อช้างกินผลไม้ เมล็ดบางส่วนจะไม่ถูกทำลาย แต่เดินทางผ่านระบบทางเดินอาหารและถูกขับถ่ายออกมาพร้อมมูลในสถานที่อื่น
สิ่งสำคัญคือ ช้างสามารถเคลื่อนที่ได้ไกลมาก จึงสามารถพาเมล็ดพันธุ์ออกจากต้นแม่ไปยังพื้นที่ใหม่ได้ งานวิจัยเกี่ยวกับช้างเอเชียในศรีลังกาและเมียนมาพบว่า จากระยะเวลาที่เมล็ดอยู่ในระบบทางเดินอาหารและระยะทางการเคลื่อนที่ของช้าง เมล็ดประมาณ 50% ถูกกระจายไปไกลกว่า 1.2 กิโลเมตร และพบระยะสูงสุดประมาณ 5.8 กิโลเมตร..นี่คือความสำคัญของนักปลูกป่า
ดังนั้น เมื่อช้างหายไปจากป่า การกระจายเมล็ดของพืชบางชนิดจึงอาจลดลงตามไปด้วย งานวิจัยในป่าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ติดตามมูลช้างเอเชียนาน 6 ปี พบเมล็ดพืชอย่างน้อย 48 กลุ่มชนิด จากไม่น้อยกว่า 25 วงศ์พืชในมูลช้าง ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ศึกษาในช้างเอเชียโดยตรง
2. นอกจากพาเมล็ดไปไกลยังช่วยให้เมล็ดงอก
นักวิจัยศึกษาการกินผลของช้างเอเชียกับ “มะตาด” (Dillenia indica) ซึ่งเป็นไม้ป่าชนิดหนึ่ง โดยทดลองเปรียบเทียบเมล็ดที่ผ่านระบบทางเดินอาหารของช้างกับเมล็ดที่ไม่ได้ผ่านช้าง ผลพบว่าเมล็ดที่ผ่านระบบทางเดินอาหารของช้าง มีโอกาสงอกสูงกว่าและเริ่มงอกเร็วกว่าเมล็ดกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การทดลองพบว่า เมล็ดมีอัตรารอดหลังผ่านระบบทางเดินอาหารเฉลี่ยประมาณ 79% และมีระยะเวลาผ่านระบบทางเดินอาหารเฉลี่ยประมาณ 35 ชั่วโมง โดยช่วงที่ตรวจพบอยู่ระหว่าง 20–72 ชั่วโมง ดังนั้น ในกรณีนี้ช้างไม่ได้เป็นเพียง “พาหนะขนเมล็ด” แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสืบพันธุ์ของพืชด้วย
3. มูลช้างคือการคืนธาตุอาหารให้ป่า
อีกบทบาทหนึ่งที่มองข้ามได้ง่ายคือ การหมุนเวียนธาตุอาหาร ช้างกินพืชจำนวนมาก เดินทางไปตามพื้นที่ต่างๆ และขับถ่ายมูลระหว่างทาง “มูลช้าง” จึงทำหน้าที่นำสารอินทรีย์และธาตุอาหารจากพืชกลับคืนสู่พื้นดิน ในบริเวณที่ช้างใช้พื้นที่เป็นประจำ มูลช้างสามารถสะสมในปริมาณมาก และการเหยียบย่ำ–ขุด–กินของช้าง ยังเปลี่ยนการกระจายตัวของวัสดุอินทรีย์และธาตุอาหารในภูมิประเทศนั้นได้
ผลไม่ได้หยุดอยู่ที่พืช มูลช้างยังเป็นแหล่งอาหารและทรัพยากรสำหรับสิ่งมีชีวิตอื่น เช่น แมลงและจุลินทรีย์ งานวิจัยและบทความวิชาการล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่า การลดลงของช้างสามารถส่งผลต่อ “ด้วงมูลสัตว์” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการย่อยและหมุนเวียนอินทรียวัตถุในระบบนิเวศด้วย จึงเกิดเป็นห่วงโซ่คือ ช้างกินพืช → เดินทาง → ขับถ่าย → แมลงและจุลินทรีย์ใช้ประโยชน์ → ธาตุอาหารกลับเข้าสู่ระบบนิเวศ
4. ช้างช่วยเปิดพื้นที่ให้สิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
ช้างเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ การเคลื่อนที่ผ่านป่าจะมีการหักกิ่งไม้ การกินพืช การเหยียบย่ำ และการเคลื่อนผ่านพื้นที่สามารถสร้างช่องว่างหรือเปลี่ยนโครงสร้างของพืช ในบางระบบนิเวศการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยให้เกิดพื้นที่เปิดหรือพื้นที่ที่มีสภาพแตกต่างจากป่ารอบข้าง ทำให้สิ่งมีชีวิตหลายชนิดสามารถใช้ประโยชน์ได้
งานวิจัยเรียกบทบาทลักษณะนี้ว่า ecosystem engineering โดยพบว่าช้างสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของพืชและภูมิทัศน์ผ่านการกินและการรบกวนทางกายภาพ ในทางกลับกัน ถ้าช้างมีความหนาแน่นสูงมากในพื้นที่จำกัด ผลกระทบต่อพืชบางชนิดอาจรุนแรงได้เช่นกัน ดังนั้น ในทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ว่า “ช้างดีทุกอย่าง” แต่ช้างเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศที่ต้องมีการ “จัดการพื้นที่ให้เหมาะสม”
5. เมื่อช้างหายไปจะเกิดอะไรขึ้นกับป่า
นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุด นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้มองว่า การสูญเสียช้างหมายถึงเพียงการสูญเสียสัตว์ป่าหนึ่งชนิด เพราะเมื่อช้างหายไป กระบวนการต่างๆ ที่ช้างเคยทำอาจหายไปพร้อมกัน
งานศึกษาเกี่ยวกับช้างป่าแอฟริกาพบว่า การลดลงของช้างสามารถทำให้การกระจายเมล็ดพันธุ์ลดลง เปลี่ยนองค์ประกอบของชนิดไม้ และเปลี่ยนกระบวนการหมุนเวียนธาตุอาหาร รวมถึงโครงสร้างของป่า
งานวิจัยระยะยาวในป่าเขตร้อนของกาบองและมาเลเซียก็พบความแตกต่างของโครงสร้างป่า องค์ประกอบชนิดไม้ และความหลากหลายของต้นไม้ในพื้นที่ที่มีช้างกับพื้นที่ที่ช้างหายไปเป็นเวลาหลายสิบปี แต่เรื่องนี้ก็มีความซับซ้อน โดยงานวิจัยไม่ได้บอกว่า “ช้างยิ่งมาก ป่ายิ่งดีเสมอ”
ในบางพื้นที่ ช้างที่มีจำนวนสูงมาก อาจเปลี่ยนป่าจนกระทบพืชบางชนิดได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญทางนิเวศวิทยาคือ การรักษาสมดุลระหว่างประชากรช้าง พื้นที่หากิน และความสามารถของระบบนิเวศในการรองรับช้าง
6. ‘บทบาทช้างป่า’ กับ ‘อ่างวังโตนด’?
การศึกษาของ ธรรมบุญ เต็มไชย หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม อุทยานแห่งชาติเพชรบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งนำเสนอในการประชุมวิชาการเครือข่ายวิจัยนิเวศวิทยาป่าไม้ประเทศไทย ครั้งที่ 13 ปี 2567 ได้ใช้ข้อมูลการกระจายของช้างป่าและแบบจำลอง MaxEnt ประเมินผลกระทบของระดับน้ำในอ่างต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างป่า
ผลการศึกษาระบุว่า หากระดับน้ำของอ่างสูงระดับ 57 เมตร รทก. ป่าจะจมน้ำประมาณ 483 ไร่ หากอ่างมีระดับน้ำ 66.5 เมตร รทก. ป่าจะจมน้ำประมาณ ประมาณ 6,991 ไร่ จากตัวเลขนี้อาจอาจพอสรุปได้ว่า หากจำเป็นต้องสร้างอ่างเก็บน้ำก็ควรสร้างอ่างในระดับความสูงไม่เกิน 57 เมตร
เพื่อลดผลกระทต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของช้าง และพืชอาหารของช้าง รวมถึงระบบนิเวศที่มีความสมบูรณ์โดยรวม
งานวิจัยของ ธรรมบุญ เต็มไชย ซึ่งศึกษาช้างป่าในเขาสิบห้าชั้นโดยตรง ยังพบว่า พื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการปรากฏของพืชอาหารช้างระดับ “มากที่สุด” มี 11,165 ไร่ และระดับ “มาก” อีก 10,855 ไร่ รวมกันกว่า 22,000 ไร่ หรือประมาณ 30% ของพื้นที่อุทยานฯ และที่สำคัญพื้นที่เหมาะสมระดับมากที่สุดและมาก กระจุกตัวอยู่บริเวณด้านตะวันตกตอนกลางของอุทยานฯ เขาสิบห้าชั้น รอบคลองวังโคกและคลองทรายซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มและเป็นป่าดิบแล้งที่ราบต่ำ
งานวิจัยเรื่อง “การประเมินผลกระทบของระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำต่อระบบนิเวศของช้างป่าในอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น” ได้สร้างแบบจำลองภายใต้ระดับน้ำท่วม 11 ระดับ โดยสรุปก็คือ เมื่อระดับน้ำในอ่างสูงกว่า 57 เมตร รทก. พื้นที่จะถูกน้ำท่วมมากกว่า 483 ไร่ หรือผลกระทบเพิ่มขึ้นตามระดับความสูงของน้ำนั่นเอง
อย่างไก็ตาม หากกรมชลประทานเก็บกักน้ำในระดับ66.5 เมตร รทก. พื้นที่อยู่อาศัยชั้นดีของช้างจะกระทบประมาณ 8,000 กว่าไร่ และระดับปานกลาง 12,000 กว่าไร่ รวมกว่า 20,000 ไร่ จะสูญหายไปทั้งหมด แต่หากระดับน้ำท่วมไม่เกิน 57 เมตร จะได้ประโยชน์ต่อคนและถิ่นที่อยู่อาศัยของช้าง หรือแค่ท่วมเฉพาะชายป่าประมาณ 70-188 ไร่ ดังนั้น ระดับเก็บกักน้ำยิ่งสูงจะยิ่งมีผลกระทบด้านลบต่อถิ่นอาศัยช้างเพิ่มขึ้น
7. พื้นที่อาหารช้างหายไปจากพื้นที่เดิม
งานวิจัยเดียวกันพบว่า ในเขาสิบห้าชั้นมีพืชที่เป็นอาหารช้าง 182 ชนิด 135 สกุล 54 วงศ์ และไม่ได้กระจายอย่างสม่ำเสมอทั้งอุทยาน พื้นที่ที่มีความเหมาะสมสูงต่อพืชอาหารช้างอยู่บริเวณที่ราบลุ่มรอบคลองวังโคกและคลองทราย ดังนั้น การจมน้ำพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้หมายถึงแค่ “ช้างเสียพื้นที่เดิน” แต่คือ ช้างเสียพื้นที่ผลิตอาหารตามธรรมชาติ
นอกจากนั้น มีข้อมูลที่น่าสนใจมากคือ การปลูกหญ้าหรือปลูกต้นไม้ทดแทนจำนวนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะทดแทนระบบอาหารเดิมของช้างได้ เนื่องจากพืชแต่ละชนิดเจริญเติบในลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกัน ไม่ใช่จะปลูกตรงไหนก็ได้
ข้อมูลสำรวจพื้นที่เขาสิบห้าชั้นที่เผยแพร่โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร พบว่า วงศ์ถั่ว (Fabaceae) เป็นกลุ่มพืชที่ช้างใช้ประโยชน์มากที่สุด พบถึง 20 ชนิด เช่น ประดงเลือด มะค่าโมง มะค่าแต้ สะบ้า สะตอป่า ชะเอมป่า และหนามหัน เป็นต้น เมื่อพืชอาหารของช้างลดลงหรือหายไปอาจทำให้พื้นที่หากินที่เหลือถูกใช้งานหนักขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของ WCS ระบุว่า ช้างเอเชียใช้เวลาประมาณ 14–19 ชั่วโมงต่อวันในการกิน และอาจกินอาหารประมาณ 150–200 กิโลกรัมต่อวัน โดยขนาดพื้นที่หากินแตกต่างกันตามเพศ อายุ สภาพพื้นที่ และฤดูกาล ดังนั้น หากพื้นที่อาหารคุณภาพสูงถูกตัดออกจากภูมิประเทศ สิ่งที่อาจเกิดความเสี่ยงขึ้นก็คือ ความหนาแน่นการใช้พื้นที่ที่เหลือ → การเคลื่อนที่ออกหาทรัพยากรไกลขึ้น → โอกาสเข้าใกล้พื้นที่เกษตรมากขึ้น → ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเพิ่มขึ้น
8. ‘พื้นที่น้ำท่วม’ อยู่ตรงกลางของระบบเชื่อมต่อป่า
อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นไม่ได้เป็นเกาะโดดเดี่ยว แต่อยู่ระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว และถูกระบุว่าเป็นแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่า
ดังนั้น ถ้าน้ำท่วมพื้นที่เกือบ 12,000 ไร่ ผลกระทบจึงมี 2 ระดับ
ระดับที่ 1 — สูญเสียพื้นที่โดยตรง ป่าที่ถูกน้ำท่วมไม่สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่หากินและหลบภัยแบบเดิมได้
ระดับที่ 2 — เปลี่ยน “รูปแบบการเดินทาง” พื้นที่ที่เคยเดินผ่านได้อาจกลายเป็นแนวน้ำ ช้างอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางเพื่อไปยังพื้นที่อาหารเดิม
ดังนั้น การสูญเสียแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ (corridor) ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการตัดป่าเป็นเส้นทางถนนเสมอไป การเกิดอ่างน้ำขนาดใหญ่ก็สามารถเปลี่ยนโครงสร้างภูมิทัศน์และเส้นทางเคลื่อนที่ของสัตว์ได้ ดังนั้นหากน้ำท่วมพื้นที่ป่า ~12,000 ไร่ ย่อมสูญเสียพื้นที่หากินและพื้นที่พืชอาหารบางส่วน พื้นที่อาหารที่เหลือมีขนาดเล็กลงและถูกใช้งานเข้มข้นขึ้น
นอกจากนั้น ช้างป่าซึ่งอยู่เป็นโขลงต้องเพิ่มระยะ/เปลี่ยนเส้นทางในการหาอาหารและแหล่งน้ำ เกิดแรงกดดันให้ช้างใช้พื้นที่ชายขอบป่ามากขึ้น ซึ่งนั่นก็คือ พื้นที่ชายขอบเชื่อมต่อกับสวนผลไม้และพื้นที่เกษตร ซึ่งจะความเสี่ยงความขัดแย้งคน–ช้างเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ จากการศึกษาของธรรมนูญ เต็มไชย ไม่ได้พบเพียงว่าอาหารช้างกระจายอยู่ทั่วอุทยาน แต่ระบุว่า พื้นที่ที่เหมาะสมสูงต่อพืชอาหารช้างอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มและป่าดิบแล้งที่ราบต่ำรอบคลองซึ่งเป็นลักษณะพื้นที่ที่ช้างใช้ประโยชน์ได้ดี โดยงานวิจัยสรุปตรงๆ ว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นระบบนิเวศหลักที่สมบูรณ์ของช้างป่า มีแหล่งน้ำและอาหารตามธรรมชาติที่ดีอยู่แล้ว (คือพื้นที่ที่จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ)
9. ถ้ากรมชลฯ ได้ไฟเขียวสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด
กรณีก่อสร้างอ่างในระดับน้ำ 66.5 ม. รทก. โดยใช้พื้นที่ป่ามากถึง 12,000 ไร่ ป่าไม่ได้จมน้ำแค่ 483 ไร่ แต่จะเพิ่มเป็น 7,426 ไร่ (เฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตอุทยานฯ เขาสิบห้าชั้น)
การสูญเสียพื้นที่อาศัยของช้างและพืชอาหารของช้าง ไม่ได้หมายถึงแค่การสูญเสียสัตว์ป่า 1 ชนิด แต่หมายถึงการสูญเสีย “กระบวนการทางนิเวศ” ที่ช้างทำหน้าที่อยู่ด้วย
โจทย์ที่แท้จริงของการสร้าง “อ่างเก็บน้ำ” ที่จันทบุรี จึงอยู่ที่รัฐจะช่วยใคร ช่วยชาวสวนปัจจุบัน หรือช่วยช้าง หรือจะได้ประโยชน์ทั้งคนและช้าง แต่ต้องไม่ใช่การทำลายระบบนิเวศของป่า เพื่อเอื้อประโยชน์แค่ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้น้ำจำนวนมาก
อ้างอิง:
2567 – การประเมินผลกระทบของระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำต่อระบบนิเวศของช้างป่าในอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น กรณีโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี, ธรรมบุญ เต็มไชย / สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
2560 – A systematic review of elephant impact across Africa, PLOS ONE
2560 – Ecological consequences of forest elephant declines for Afrotropical forests, Conservation Biology
2559 – Elephants in the understory: opposing direct and indirect effects of consumption and ecosystem engineering by megaherbivores, Ecology
2559 – Seed dispersal potential of Asian elephants, Acta Oecologica
2554 – Megagardeners of the forest – the role of elephants in seed dispersal, Acta Oecologica
2552 – Behavior rather than diet mediates seasonal differences in seed dispersal by Asian elephants, Ecology
2564 – Long-term monitoring of seed dispersal by Asian elephants in a Sundaland rainforest, Biotropica
2568 – Release of tree species diversity follows loss of elephants from evergreen tropical forests, Proceedings of the National Academy of Sciences
2568 – ผลการตรวจสอบความเหมาะสมของพื้นที่ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จังหวัดจันทบุรี, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
2569 – The hidden consequences of elephant extinction, Science
2569 – ถ้าเราเปลี่ยนบ้าน ช้างจะไปไหน? บทเรียนจากนิเวศป่าไม้และการเคลื่อนที่ของช้างป่าสู่กรณีอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด, ธรรมนูญ เต็มไชย ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมอุทยานแห่งชาติเพชรบุรี, งานรำลึก 36 ปี สืบนาคะเสถียร
