เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งออกแถลงการณ์เตรียมม็อบหน้าทำเนียบฯ ยื่นเงื่อนไข 3 ข้อถึงนายกฯอนุทิน ลงลายมือชื่อหยุดขยายพื้นที่ EEC มายังปราจีนบุรี
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2569 เรื่อง “คัดค้านการขยายพื้นที่ EEC หยุดการทำลายและปกป้องผืนแผ่นดินปราจีนบุรี” โดยแสดงจุดยืนคัดค้านการนำ จ.ปราจีนบุรี เข้าสู่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
เครือข่ายฯ ระบุว่า แผ่นดินปราจีนบุรีซึ่งเคยมีความอุดมสมบูรณ์กำลังเผชิญแรงกดดันจากนโยบายส่วนกลางและการขยายตัวของกลุ่มทุนอุตสาหกรรม โดยเฉพาะความกังวลเรื่องมลพิษและกากพิษอุตสาหกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ลุ่มน้ำ ดิน และอากาศในพื้นที่
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งมองว่า การนำ พื้นที่ EEC เข้ามาครอบคลุม จ.ปราจีนบุรีไม่ควรพิจารณาเฉพาะประโยชน์ด้านการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่ประชาชนในพื้นที่อาจต้องแบกรับด้วย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม การจัดการของเสีย และกากพิษอุตสาหกรรม รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพยากรดิน น้ำ และอากาศ
เครือข่ายฯ ระบุว่า การพัฒนาที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมและต้องแลกด้วยสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต ไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นการพัฒนา พร้อมย้ำว่าประชาชนควรมีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ที่ตนเองอยู่อาศัย
แถลงการณ์ระบุว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายฯ ใช้สิทธิเรียกร้องและทวงถามความรับผิดชอบจากหน่วยงานรัฐอย่างสงบ แต่เห็นว่ายังไม่ได้รับการตอบสนองตามที่ต้องการ
เครือข่ายฯ เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมถึงนายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี เข้ามารับฟังและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งระบุว่า แม้ผลสำเร็จของการเคลื่อนไหวอาจไม่ได้เห็นในทันที แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้สังคมหันมาสนใจปัญหามลพิษและผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในปราจีนบุรีมากขึ้น แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ดังนั้น เครือข่ายฯ เตรียมยกระดับการเคลื่อนไหวเข้าสู่ส่วนกลาง โดยมีเป็นทำเนียบรัฐบาล
พร้อมประกาศข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่
1. คัดค้านการนำปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC
เครือข่ายฯ ยืนยันคัดค้านการนำ จ.ปราจีนบุรีเข้าร่วมโครงการ EEC และเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามยืนยันจุดยืนดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร
2. เร่งจัดการกากอุตสาหกรรมและโรงงานที่ปล่อยมลพิษ
เรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินการอย่างเร่งด่วนและเด็ดขาดต่อปัญหากากอุตสาหกรรมและโรงงานที่ปล่อยมลพิษ โดยยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย”
3. ให้คนปราจีนบุรีมีส่วนกำหนดทิศทางการพัฒนา
เครือข่ายฯ ยืนยันว่า ปราจีนบุรี สามารถเติบโตและพัฒนาได้จากศักยภาพของคนในพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องแลกกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชน พร้อมเรียกร้องให้การพัฒนาที่ยั่งยืนให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่น ไม่ให้ประชาชนในพื้นที่กลายเป็นผู้รับผลกระทบจากการพัฒนาโดยไม่มีสิทธิร่วมตัดสินใจ
ท้ายแถลงการณ์ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งประกาศจุดยืนว่า ถึงเวลายกระดับการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ พร้อมนัดหมายการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปที่ทำเนียบรัฐบาล
