บทเรียนปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกทำให้คนปราจีนบุรีไม่เอา EEC หนุนการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากร
ปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ทั้งชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอ ทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชนในนาม “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” แถลงการณ์ขอให้รัฐบาลยุติการนำ จ.ปราจีนบุรี เข้าสู่ EEC ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีมติเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 เห็นชอบในหลักการให้นำปราจีนบุรีเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่จะเข้าไปเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐไม่รับฟังข้อห่วงใย ทางเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งจึงรวมตัวชุมนุม ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามข้อตกลงที่รัฐบาลได้รับปากไว้เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 ซึ่งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล สัญญาในที่ประชุมร่วมกันและมีกาแรถลงข่าวร่วมกันว่าจะนำข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ ไปหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กพอ. เพื่อพิจารณาทบทวนและยกเลิกการขยาย EEC มายังปราจีนบุรี
จากวันนั้นถึงวันนี้กว่า 45 วันแล้ว แต่ประชาชนยังไม่ได้รับคำตอบหรือเห็นความคืบหน้าจากรัฐบาล จึงจำเป็นต้องออกมาติดตามทวงถามสัญญาที่ได้ให้ไว้ พร้อมกับนำรายชื่อประชาชน 11,207 รายชื่อตามที่ได้ยื่นต่อรัฐบาลไปแล้ว มายืนยันเหตุผลสำคัญ 6 ประการ ที่รัฐบาลต้องยุติการนำ จ.ปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC ดังนี้
1. จังหวัดปราจีนบุรีมีศักยภาพและจุดแข็งด้านเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ต้นน้ำและป่าไม้ที่สำคัญ เช่น ติดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ น้ำตกจำนวนมาก รวมถึงอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเศรษฐกิจฐานทรัพยากรได้
2. ที่ผ่านมาปราจีนบุรี ตั้งแต่ปี 2560 ภายหลังคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 เปิดทางให้โรงงานขยะ โรงหลอม และโรงไฟฟ้าเข้ามาตั้งได้ทุกสีผังเมือง ส่งผลให้เกิดโรงงาน 105 106 รวมถึงโรงหลอมจำนวนมากเข้ามาทั้งผิดและถูกกฎหมาย กระจายไปทั่วโดยเฉพาะนักลงทุนจีน และเมื่อมี พ.ร.บ. EEC ในปี 2561 ปราจีนบุรีกลายเป็น “หลังบ้าน EEC” โดยเฉพาะในฐานะแหล่งรองรับและกำจัดของเสียจากพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในภาคตะวันออก โดยไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม
3. การศึกษาความเหมาะสมขาดความรอบด้าน ใช้เวลาศึกษาเพียงไม่กี่เดือน ทั้งที่เป็นนโยบายขนาดใหญ่ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งจังหวัด
4. กฎหมาย EEC ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เอื้อให้การพัฒนาที่มุ่งตอบสนองผลประโยชน์ของกลุ่มทุน มากกว่าการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตของประชาชนท้องถิ่น ทำให้ผลประโยชน์จากการพัฒนาไม่ได้ตกแก่ประชาชนในพื้นที่โดยตรง
5. การขยาย EEC จะเร่งการกว้านซื้อที่ดินและเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทำให้คนท้องถิ่นเสี่ยงสูญเสียที่ดินทำกินและวิถีชีวิตดั้งเดิม
6. ความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่การสร้างเขื่อนเพิ่มเติมในผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น–เขาใหญ่ โดยอ้างเพื่อการเกษตร ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อป่าต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณค่ามรดกโลกที่เป็นสมบัติของ คนไทยทุกคน
ด้วยเหตุผลทั้ง 6 ประการนี้ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งขอเรียกร้องให้รัฐบาลและ กพอ.ยุติกระบวนการนำ จ.ปราจีนบุรี เข้าสู่ EEC และทบทวนมติเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 โดยรัฐบาลต้องให้คำตอบอย่างเป็นทางการต่อข้อเรียกร้องของประชาชน
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่แล้ว ทั้งปัญหามลพิษ กากอุตสาหกรรม การประกอบกิจการที่ผิดกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม
เครดิตภาพ: เพจหยุดอีอีซีปกป้องปราจีนบุรี
