UN ประกาศเตือนภัยขั้นสูงสุด มนุษยชาติก้าวเข้าสู่ “ภาวะล้มละลายน้ำทั่วโลก” (Global Water Bankruptcy) หลังระบบน้ำจืดพังทลายจนเกินจุดเยียวยา กระทบประชากร 4,000 ล้านคนเสี่ยงขาดแคลนน้ำรุนแรง ขณะที่กรุงเทพฯ ติดโผเมืองใหญ่เสี่ยงจมถาวรจากการสูบน้ำบาดาลเกินขีดจำกัด
วิกฤต “ล้มละลายน้ำ” ทั่วโลก: เมื่อบัญชีออมทรัพย์ธรรมชาติถูกถอนจนเกลี้ยง
องค์การสหประชาชาติ (UN) ส่งสัญญาณเตือนภัยที่น่ากลัวที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อรายงานล่าสุดชี้ชัดว่า โลกไม่ได้เผชิญแค่ “การขาดแคลนน้ำ” ทั่วไป แต่กำลังเข้าสู่ภาวะ “ล้มละลายน้ำ” ทั่วโลก” (Global Water Bankruptcy) ซึ่งหมายถึงระบบนิเวศแหล่งน้ำพังทลายจนไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาสมบูรณ์ได้อีกต่อไป
โลกสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำไปเป็นสัดส่วนมหาศาล ประมาณ 410 ล้านเฮกตาร์ หรือราว 4.1 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดเกือบเท่ากับสหภาพยุโรป หายไปในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
75% ของประชากรโลกเผชิญวิกฤตน้ำ
สถิติจากสหประชาชาติ เผยให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่า กว่า 75% ของประชากรโลก กำลังอาศัยอยู่ในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ และมีผู้คนกว่า 4,000 ล้านคน ที่ต้องทนกับการไม่มีน้ำใช้อย่างรุนแรงอย่างน้อยหนึ่งเดือนในแต่ละปี ภัยคุกคามนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศยากจน แต่ลุกลามเป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่สั่นคลอนความมั่นคงของทุกประเทศทั่วโลก
ภาคเกษตรกรรมสั่นคลอน: ห่วงโซ่อาหารโลกใกล้ถึงทางตัน
น้ำจืดกว่า 70% ถูกใช้ไปในภาคเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันพื้นที่ผลิตอาหารหลักของโลกกว่าครึ่งกลับตั้งอยู่ในเขตที่แหล่งน้ำไม่เสถียร เมื่อน้ำ “ล้มละลาย” ผลที่ตามมาคือ:
- ต้นทุนการผลิตพุ่งสูง: เกษตรกรต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อหาแหล่งน้ำสำรอง
- ความมั่นคงทางอาหารวิกฤต: ผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทบราคาอาหารโลก
- โดมิโนเศรษฐกิจ: ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อย่างอินเดียและปากีสถานได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งจะส่งแรงกระเพื่อมมาถึงไทยในฐานะคู่ค้าและผู้ผลิตเช่นกัน
สัญญาณอันตราย: แผ่นดินทรุดและเมืองใหญ่ที่กำลังจม
หนึ่งในวิกฤตที่แก้ไม่ได้ (Irreversible) คือการสูบน้ำบาดาลเกินศักยภาพธรรมชาติ ทำให้ชั้นดินยุบตัวถาวร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 6 ล้านตารางกิโลเมตรทั่วโลก เมืองใหญ่หลายแห่งรวมถึง “กรุงเทพมหานคร” กำลังเผชิญภาวะเมืองจมอย่างช้าๆ ร่วมกับจาการ์ตา และเมนิลา ซึ่งหากชั้นดินทรุดตัวลงแล้ว ความสามารถในการกักเก็บน้ำใต้ดินจะสูญเสียไปตลอดกาล
“การสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา มีขนาดเทียบเท่าพื้นที่ของสหภาพยุโรปทั้งทวีป เปรียบเสมือนมนุษย์ได้ถอนบัญชีออมทรัพย์ทางธรรมชาติออกมาใช้จนหมดเกลี้ยง” — รายงานจากสหประชาชาติ
โลกรวน: ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้การจัดการน้ำล้มเหลว
วิกฤตสภาพภูมิอากาศทำให้การบริหารจัดการน้ำกลายเป็น “ทางเลือกที่ไม่มีคำตอบที่ถูก” เขื่อนและระบบชลประทานต้องแบกความเสี่ยงระหว่าง:
- การระบายน้ำออก: เพื่อป้องกันน้ำท่วมจากพายุสุดขั้ว
- การกักเก็บน้ำไว้: เพื่อสำรองรับมือภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงความเสียหายมหาศาลต่อเศรษฐกิจและชีวิตของคนในประเทศ
UN ทิ้งท้ายด้วยการเตือนว่า หากมนุษยชาติยังบริหารจัดการน้ำแบบเดิม วิกฤตนี้จะกลายเป็นชนวนเหตุของ ความขัดแย้ง แย่งชิงทรัพยากร การอพยพย้ายถิ่นฐาน และความไม่มั่นคงทางการเมือง น้ำไม่ใช่ทรัพยากรที่ไม่มีวันหมดอีกต่อไป และเวลาในการแก้ไขกำลังนับถอยหลังสู่ศูนย์
อ้างอิง : รายงานสถานการณ์น้ำโลก โดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations), มกราคม 2569
