โลกเดินหน้าจัดทำ’พิธีสารอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม’ เสียหาย 2 ล้านล้าน/ปี

by Chetbakers

ที่ประชุม UNTOC COP13 เมื่อ ต.ค. 2026 ณ กรุงเวียนนา ได้มีมติให้จัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อจัดทำพิธีสารเพิ่มเติมว่าด้วยอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม

ที่ประชุม UNTOC COP13 ระหว่าง 19–23 ต.ค. 2026 ณ กรุงเวียนนา ได้มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อจัดทำพิธีสารเพิ่มเติมว่าด้วยอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ธนาคารโลกประเมินว่า ต้นทุนความเสียหายต่อสังคมจากอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมอาจสูงถึง 1–2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งครอบคลุมการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ความเสียหายต่อระบบนิเวศ และผลกระทบต่อชุมชน ที่ผ่านมาอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% ต่อปี หรือเร็วกว่าการเติบโตของ GDP โลกประมาณสามเท่า ถือว่าอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจใต้ดินระดับโลก

การลักลอบค้าสัตว์ป่า ตัดไม้ ทำเหมืองผิดกฎหมาย และขนส่งขยะข้ามพรมแดน ไม่ใช่เพียงปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่เป็นธุรกิจของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่สร้างกำไรมหาศาล และอาจเชื่อมโยงกับการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และการทุจริต

ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นในการประชุมรัฐภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร ครั้งที่ 13 (United Nations Convention against Transnational Organized Crime Conference of the Parties: UNTOC COP13) ระหว่างวันที่ 19–23 ต.ค. 2026 ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อประเทศสมาชิกลงมติเห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญ (Ad Hoc Committee) เพื่อจัดทำพิธีสารเพิ่มเติมว่าด้วยอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นี่เป็นก้าวสำคัญของความพยายามสร้างเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อจัดการอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการติดตามเครือข่ายผู้กระทำผิด การแลกเปลี่ยนข้อมูล การสอบสวน และการดำเนินคดีร่วมกันระหว่างประเทศ
142 ประเทศร่วมประชุม เสียงส่วนใหญ่หนุนเปิดทางจัดทำพิธีสาร

รายงานสรุปการประชุมของ Earth Negotiations Bulletin (ENB) ระบุว่า UNTOC COP13 มีผู้แทนจากภาคีสมาชิก 142 ประเทศ รวมถึงผู้แทนจากองค์การระหว่างรัฐบาล ชนเผ่าพื้นเมือง และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) มากกว่า 320 องค์กร เข้าร่วม มีผู้เข้าร่วมประชุมรวมกว่า 2,100 คน เพิ่มขึ้นประมาณสองเท่าจากการประชุม COP ครั้งก่อนๆ

ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง คือข้อเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อจัดทำพิธีสารเพิ่มเติมภายใต้อนุสัญญา UNTOC โดยมีประเทศและองค์กรภาคประชาสังคมจำนวนมากสนับสนุน ขณะที่มีประเทศประมาณสิบกว่าประเทศคัดค้านกระบวนการดังกล่าว

ท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2026 ที่ประชุมลงมติรับรองข้อมติด้วยคะแนน เห็นชอบ 83 เสียง ไม่เห็นชอบ 12 เสียง และงดออกเสียง 27 เสียง ถือว่าผ่านเกณฑ์เสียงไม่น้อยกว่าสองในสามตามข้อกำหนดการลงคะแนน

ผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ยังมีความเห็นต่างระหว่างประเทศ แต่เสียงส่วนใหญ่เห็นความจำเป็นที่จะต้องยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ยังไม่ได้รับรองพิธีสารฉบับใหม่ให้มีผลบังคับใช้ แต่เป็นการเห็นชอบให้เริ่มกระบวนการจัดทำและเจรจาเนื้อหาของพิธีสารต่อไป

3 กลุ่มอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในกรอบพิธีสารใหม่
ข้อมติที่ผ่านการรับรองกำหนดขอบเขตอาชญากรรมสำคัญที่คณะกรรมการวิสามัญจะนำไปจัดทำพิธีสารไว้ 3 กลุ่ม ได้แก่
1. การค้าสัตว์ป่าและพืชป่าอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้
ครอบคลุมการลักลอบล่า จับ ครอบครอง และค้าสัตว์ป่าหรือพืชป่าที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง ตลอดจนการตัดไม้และค้าไม้ผิดกฎหมาย ซึ่งมักมีเครือข่ายจัดหา ขนส่ง และกระจายสินค้าเชื่อมโยงกันหลายประเทศ

2. การทำเหมืองแร่ผิดกฎหมาย และการค้าแร่กับโลหะมีค่าอย่างผิดกฎหมาย
มุ่งจัดการเครือข่ายที่แสวงหาประโยชน์จากการขุดแร่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการลักลอบค้าแร่และโลหะมีค่า ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อป่าไม้ แหล่งน้ำ และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

3. การลักลอบค้าของเสีย
ครอบคลุมการเคลื่อนย้ายของเสียข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการนำเข้าหรือส่งออกของเสียอันตรายและขยะที่ถูกสำแดงเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายและลดต้นทุนการกำจัด

ทั้งสามกลุ่มนี้เป็นขอบเขตเฉพาะที่ระบุไว้ในข้อมติ ไม่ใช่การกำหนดให้อาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อมทุกประเภทอยู่ภายใต้พิธีสารโดยอัตโนมัติ ประเด็นอย่างการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) หรือการก่อมลพิษในรูปแบบอื่น ยังต้องอาศัยกฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องด้วย

อาชญากรรมสิ่งแวดล้อมทำเงินปีละ 2.8 แสนล้านดอลลาร์
เหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายประเทศผลักดันให้เกิดพิธีสารฉบับนี้ คือผลประโยชน์มหาศาลจากการแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติอย่างผิดกฎหมาย

รายงาน ENB อ้างอิงข้อมูลจากคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการดำเนินการทางการเงิน (Financial Action Task Force: FATF) ประเมินว่า อาชญากรรมสิ่งแวดล้อมสร้างกำไรให้เครือข่ายอาชญากรรมทั่วโลกประมาณ 110,000–281,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการผลกำไรจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมทั้งหมด

ขณะที่ ธนาคารโลกประเมินว่า ต้นทุนความเสียหายต่อสังคมจากอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมอาจสูงถึง 1–2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งครอบคลุมผลกระทบที่กว้างกว่าผลกำไรของกลุ่มอาชญากร เช่น การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ความเสียหายต่อระบบนิเวศ และผลกระทบต่อชุมชนที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรเหล่านั้น

ข้อมูลจากองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ยังระบุว่า อาชญากรรมสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% ต่อปี หรือเร็วกว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โลกประมาณสามเท่า

ที่น่ากังวลคือ เงินที่ได้จากการกระทำผิดเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การค้าทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังไหลเข้าสู่เครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การทุจริต และการฟอกเงิน ทำให้อาชญากรรมสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจใต้ดินระดับโลก

ทำไมต้องใช้ UNTOC จัดการอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม
อนุสัญญา UNTOC หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อนุสัญญาปาแลร์โม” (Palermo Convention) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร รับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2000 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2003 ปัจจุบันมีภาคีสมาชิก 195 ภาคี

อนุสัญญานี้มีเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันจัดการเครือข่ายอาชญากรรม เช่น การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ความช่วยเหลือทางกฎหมายระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการประสานงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย

ที่ผ่านมา UNTOC มีพิธีสารเพิ่มเติม 3 ฉบับ ได้แก่ พิธีสารว่าด้วยการค้ามนุษย์ พิธีสารว่าด้วยการลักลอบขนผู้ย้ายถิ่น และพิธีสารว่าด้วยการผลิตและค้าอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย

การผลักดันพิธีสารด้านสิ่งแวดล้อมจึงมีความสำคัญ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกระทำผิดในพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด ตัวอย่างเช่น การลักลอบตัดไม้ในประเทศต้นทาง การขนส่งผ่านประเทศทางผ่าน และการนำไปขายในตลาดปลายทาง อาจเกี่ยวข้องกับผู้กระทำผิดหลายกลุ่มในหลายเขตอำนาจศาล

รายงาน ENB ชี้ว่า แม้ปัจจุบันจะมีอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการค้าสัตว์ป่าและของเสีย เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) และอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตราย แต่เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติโดยตรง

UNTOC จึงอาจเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ด้วยเครื่องมือด้านกระบวนการยุติธรรมและความร่วมมือในการสืบสวนสอบสวนข้ามพรมแดน

ตั้งเป้าเสนอร่างพิธีสาร COP14 ในปี 2028
ตามข้อมติที่ผ่านการรับรอง คณะกรรมการวิสามัญจะจัดประชุมเพื่อจัดทำร่างพิธีสารจำนวน 4 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาได้ไม่เกิน 10 วัน โดยมีเป้าหมายเสนอร่างพิธีสารให้ที่ประชุมรัฐภาคี UNTOC ครั้งที่ 14 หรือ COP14 พิจารณาในเดือน ต.ค 2028 หากสามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลา

นอกจากการกำหนดขอบเขตอาชญากรรมทั้งสามกลุ่มแล้ว ข้อมติยังวางหลักให้การจัดทำพิธีสารต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของอนุสัญญา UNTOC ไม่ซ้ำซ้อนกับเครื่องมือระหว่างประเทศที่มีอยู่ และต้องไม่ละเมิดหลักอธิปไตยของรัฐเหนือทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง

กระบวนการต่อจากนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศสมาชิกจะต้องเจรจารายละเอียดว่า จะกำหนดพฤติกรรมใดเป็นความผิด จะวางมาตรฐานความร่วมมือในการสอบสวนและดำเนินคดีอย่างไร รวมถึงจะจัดการกับผลประโยชน์ที่ได้จากอาชญากรรมและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังอย่างไร

โจทย์ใหญ่ของไทย ขยะข้ามแดน-ค้าสัตว์ป่า ต้องจัดการให้ถึงเครือข่าย
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะไทยกำลังเผชิญปัญหาการเคลื่อนย้ายของเสียข้ามแดน การลักลอบค้าสัตว์ป่า และการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายในต่างประเทศ

กรณีที่สะท้อนปัญหาได้ชัดเจนคือ การตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยที่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2025 ถึงมีนาคม 2026 มีการติดตามและอายัดตู้สินค้าต้องสงสัยรวม 714 ตู้ ซึ่งมีสินค้าประเภทขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะชุมชน และเศษพลาสติกจากต่างประเทศ โดยพบความผิดปกติในสินค้าบางส่วนที่อาจเข้าข่ายการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายหรือสินค้าต้องห้าม

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการขยะผิดกฎหมายไม่ใช่เพียงการตรวจสอบโรงงานปลายทาง แต่ต้องสืบสวนไปถึงผู้ส่งออก บริษัทนำเข้า ผู้ขนส่ง ผู้รับสินค้า และเส้นทางการเงินที่อยู่เบื้องหลังด้วย

อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยยังมีบทบาทเป็นทั้งประเทศต้นทาง ทางผ่าน และปลายทางของการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่น คดีเครือข่ายลักลอบนำสัตว์ป่าคุ้มครองจากมาดากัสการ์เข้ามาในไทย ซึ่ง DSI ระบุว่ามีการตรวจยึดเต่าที่ถูกควบคุมตามกฎหมาย 2 ชนิดรวมกว่า 1,000 ตัว รวมถึงลีเมอร์อีก 48 ตัว และมีการประสานความช่วยเหลือทางกฎหมายระหว่างไทยกับมาดากัสการ์เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในประเทศต้นทางและปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พิธีสารใหม่จะเป็นโอกาสของไทย แต่ต้องไม่หยุดแค่การลงนาม

การจัดทำพิธีสารเพิ่มเติมภายใต้ UNTOC เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการจัดการอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม จากเดิมที่มักเน้นการจับกุมผู้กระทำผิดรายย่อยหรือยึดของกลาง ไปสู่การสืบสวนและดำเนินคดีกับเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งผู้จัดหา ผู้สนับสนุน ผู้ขนส่ง ผู้รับซื้อ และผู้ฟอกเงิน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของพิธีสารจะไม่ได้วัดจากการมีข้อตกลงระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าจะสามารถทำให้แต่ละประเทศปรับปรุงกฎหมายภายใน แลกเปลี่ยนข้อมูล และบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีอิทธิพลหรือเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้จริงหรือไม่

สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการทบทวนช่องโหว่ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าสัตว์ป่า การทำไม้ การทำเหมือง และการจัดการของเสีย รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ

เพราะหากยังจัดการได้เพียงปลายทาง แต่ไม่สามารถสาวไปถึงเครือข่ายและผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง อาชญากรรมสิ่งแวดล้อมก็จะยังคงเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้มหาศาล ขณะที่ธรรมชาติและประชาชนต้องเป็นผู้รับผลกระทบต่อไป

อ้างอิง:
• Summary report, 19–23 October 2026: 13th Session of the Conference of the Parties to the UN Convention against Transnational Organized Crime (COP13), Earth Negotiations Bulletin (ENB), IISD
• IUCN welcomes decision by UN Convention Against Organized Crime to negotiate protocol on crimes that affect the environment, International Union for Conservation of Nature (IUCN)
• The UN Convention against Transnational Organized Crime and Environmental Crime: An Overview, Earth Negotiations Bulletin (ENB), IISD
• DSI joins forces with government and international agencies to inspect foreign hazardous waste containers at Laem Chabang, กรมสอบสวนคดีพิเศษ
• Thailand Wins UNODC Recognition for Waste Trafficking Crackdown, กรมประชาสัมพันธ์
• DSI Moves Forward to Follow Up on Evidence in Transnational Wildlife Trafficking Case in the Republic of Madagascar, กรมสอบสวนคดีพิเศษ

Copyright @2021 – All Right Reserved.