สภาผู้บริโภคฟ้องเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์มอื่น-แอป-ธนาคาร ทวงคืนความเสียหายกลุ่มแรก 230 ล้าน
สภาผู้บริโภคเข้ายื่นฟ้องเฟซบุ๊กแทนผู้เสียหาย 10 รายในคดีละเมิดสิทธิผู้บริโภค เอาผิดทั้งบริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก และเครือข่ายของแพลตฟอร์มข้ามชาติอื่นๆ รวมทั้งธนาคารหลายแห่ง ฐานปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ระบบของตนหลอกลวงผู้บริโภคไทย มูลค่าความเสียหายกลุ่มแรกรวมกว่า 230 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภค พร้อมทนายความและตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย ได้เข้ายื่นฟ้องเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์มข้ามชาติอื่นๆ รวมถึงสถาบันทางการเงิน 9 แห่ง เป็นคดีแพ่งต่อศาลแพ่ง รัชดาภิเษก

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภค พร้อมทนายความและตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย ได้เข้ายื่นฟ้องเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์มข้ามชาติอื่นๆ รวมถึงสถาบันทางการเงิน 9 แห่ง เป็นคดีแพ่งต่อศาลแพ่ง รัชดาภิเษก
น.ส.นันณภัชสรณ์ เตชปัญญาพิพัฒน์ ทนายความผู้รับผิดชอบคดีประจำสภาผู้บริโภค ระบุว่า ผู้เสียหายทั้ง 10 ราย มีความเสียหายลักษณะคล้ายกัน คือเห็นโฆษณาหลอกลวง (Scam Ads) หรือเพจเชิญชวนเรียนรู้การเล่นหุ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนถูกหลอกให้โอนเงินผ่านบัญชีของมิจฉาชีพ
แบ่งการฟ้องออกเป็น 4 กลุ่มคือ 1) เฟซบุ๊ก ฟ้อง บริษัท Meta Platforms, Inc. บริษัทแม่ และเมต้า ประเทศไอซ์แลนด์, เฟซบุ๊ก ประเทศไทยและ Meta ประเทศไทย
กลุ่ม 2 LINE ฟ้อง LY Corporation บริษัทแม่ญี่ปุ่น และไลน์ ประเทศไทย
กลุ่ม 3 Apple Inc. บริษัทแม่, Apple ประเทศไทย
กลุ่ม 4 Google ฟ้อง Alphabet Inc. บริษัทแม่ และ Google ประเทศไทย
นอกจากนั้น ฟ้องสถาบันการเงินเป็นธนาคาร 9 แห่ง มีผู้เสียหายทั้งหมด 10 ราย ซึ่งเส้นทางการเงินของแต่ละธนาคารจะไม่เหมือนกัน การเงินโอนเงินที่ถูกหลอกมากน้อยต่างกัน ซึ่งคดีนี้มีความเชื่อมโยงระหว่างแพลตฟอร์มและสถาบันการเงิน เริ่มต้นจากผู้เสียหายต้องการเรียนการเทรดหุ้น จึงไปเซิร์ชผ่าน Google จากนั้นอัลกอริทึมพาให้คนเหล่านี้เข้าไปในเฟซบุ๊กที่มีการโฆษณาโดยมิจฉาชีพซึ่งมีหลายเพจมาก
ทั้งนี้ กลุ่มแพลตฟอร์ม จะฟ้องข้อหาผิดสัญญาบริการและละเมิดสิทธิผู้บริโภคและเรียกค่าเสียหาย ส่วนกลุ่มสถาบันการเงินผิดสัญญาบริการและผิดสัญญาฝากทรัพย์ เรียกเงินคืนและค่าเสียหาย
น.ส.นันณภัชสรณ์ กล่าวว่า เมื่อผู้เสียหายกดเข้าไปดูโฆษณาในเฟซบุ๊กก็จะไม่รู้ว่าเป็นของมิจฉาชีพ แต่เข้าใจว่าเป็นการเรียนการสอนหุ้นปกติจากนั้นเฟซบุ๊กก็นำพาไปเข้าสู่แอปพลิเคชัน LINE มีทั้ง LINE เดี่ยวและ LINE กลุ่ม ใน LINE กลุ่มมีรายชื่อผู้เข้าร่วมอยู่ 300 กว่าคน ทำให้ผู้เสียหายมั่นใจว่าไม่ใช่มิจฉาชีพ หลังจากมีการเรียนการสอนใน LINE กลุ่มจะมีการนำข้อมูลในตลาดหุ้นจริงๆ ว่ามีการเทรดจริงๆ มาเรียนมาสอนซึ่งทำให้ผู้เสียหายมั่นใจว่าเป็นการเทรดในตลาดจริงๆ
จากนั้นให้ผู้เสียหายไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชันซึ่งอยู่ในApp Store และ Play store และจะโหลดชื่อบริษัทต่างๆ เพื่อเข้าไปเทรดหุ้น ซึ่งเป็นการโหลดผ่านแอปพลิเคชันทำให้ผู้เสียหายมั่นใจว่าเป็นของจริงเนื่องจากอยู่ใน App Store และ Play store กลายเป็นว่าทั้งหมดนี้คือขบวนการของมิจฉาชีพทั้งหมด ซึ่งเฟซบุ๊กไม่มีการคัดกรอง แต่กลับปล่อยให้มีการโฆษณาหลอกลวงโดยมิจฉาชีพ
น.ส.นันณภัชสรณ์ กล่าวว่า หลังจากเกิดความเสียหายแล้ว ผู้เสียหายเข้าไปดูในเพจนั้นๆ ปรากฏว่ายังมีอีกหลายเพจที่มีอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อ ในกลุ่ม LINE ก็เหมือนกัน ทำไมไม่มีระบบคัดกรองหรือระบบตรวจสอบการโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือดูเรื่องรักษาความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค เช่นเดียวกับใน App Store Play store ผู้เสียหายทุกคนมั่นใจว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์มีการตรวจสอบและดูพฤติกรรมความเสี่ยงแล้ว เนื่องจากเป็นการโหลดผ่าน iOS และ Android
จากนั้นเชื่อมไปที่ธนาคารต่างๆ ตามเส้นทางของแต่ละแต่ละผู้เสียหาย เมื่อโหลดแอปพลิเคชันแล้วจะทำการซื้อขายและมีการโอนเงินซึ่งปกติแล้วทางสถาบันการเงินหรือธนาคารจะต้องดูว่าพฤติกรรมลักษณะไหนจะต้องมีการตรวจจับ ว่าเป็นการโอนเงินให้มิจฉาชีพซึ่งบัญชีที่เป็นบัญชีม้าที่มารับโอนของแต่ละธนาคารมีบัญชีที่เด่นชัดอยู่แล้ว แต่ธนาคารไม่ได้มีการตรวจสอบและพฤติกรรมการโอนเห็นชัด แต่ก็ไม่มีการตรวจสอบหรือดูพฤติกรรมความเสี่ยง
“ผู้เสียหายนำร่อง 2 รายที่มาในวันนี้ เขาได้โอนไปหลายครั้ง แต่ไม่มีการแจ้งเตือนกับผู้เสียหายว่าให้หยุดพฤติกรรมนี้ ทั้งที่เป็นบัญชีม้าและเป็นบัญชีม้าที่เป็นนิติบุคคลด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วพาดพิงไปถึงอีกหลายหน่วยงาน แต่จะยังไม่พูดถึงจะฟ้องเฉพาะแพลตฟอร์มและธนาคารก่อน
“การโอนเงินของผู้เสียหายส่วนใหญ่โอนไปยังบัญชีนิติบุคคล เป็นบัญชีบุคคลไม่กี่ราย โดยทางมิจฉาชีพจะอ้างว่าบริษัทนี้มีจริงๆ และผู้เสียหายก็รู้ว่ามีจริงๆ มีการเทรดหุ้นจริงๆ แต่เป็นการเอาชื่อเขามาอ้าง เขาไม่ได้ผิด แต่เป็นการโอนเงินไปให้ตัวแทนบริษัท ซึ่งมีลายเซ็นของผู้บริหารบริษัทนั้น ก็เลยเชื่อมั่นคือตั้งแต่ Facebook LINE Google Play store App Store และธนาคารก็ทำให้เกิดความเชื่อมั่นทุกเส้นทางซึ่งทั้งหมดนี้รวมความเสียหายทั้งหมดกว่า 230 ล้านบาท”
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในการฟ้องแพลตฟอร์มครั้งแรกในประเทศไทย โดยกลุ่มแรกถือว่าหลอกลงทุน เสียหาย 230 บ้านบาท เฟซบุ๊กไม่ได้เป็นคนหลอกลวงเอง แต่เฟซบุ๊กเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มและปล่อยให้มีโฆษณาที่หลอกลวง ซึ่งเฟซบุ๊กมีรายได้จากการทำโฆษณาเหล่านี้เช่นเดียวกันกับ LINE App Store Play store
“เขาไม่ได้หลอกลวง แต่มีมิจฉาชีพมาใช้แพลตฟอร์ม ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็ปล่อยให้มิจฉาชีพ เข้าไปทำมาหากิน เช่น มีการเปิดให้มีการโหลดแอปปลอมหรือแอปเถื่อน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การกู้เงิน หรือการขายสินค้าที่ไม่ได้มีการขายสินค้าจริง ดังนั้นจึงเป็นปัญหาของแพลตฟอร์มที่ต้องจัดการซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการมาตรการอะไรที่เพียงพอในการจัดการปัญหาเพราะขณะนี้เข้าไปดูก็ยังมีแอปเงินกู้ปลอม หรือเพจที่ปล่อยให้มีการกู้ปลอม
“ที่อ้างว่ามีการป้องกันก็ไม่เป็นความจริง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นแพลตฟอร์มระดับโลก ในประเทศไทยมีคนใช้อยู่ 51 ล้านบัญชีทำเงินให้เฟซบุ๊กอันดับ 10 ของโลก ดังนั้นจะต้องมีระบบในการช่วยในการทำหน้าที่แพลตฟอร์มที่ดี ในการจัดการความเสี่ยงให้ผู้บริโภคหรือประมวลความเสี่ยงไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำซากอย่างเช่นในปัจจุบันและต้องป้องกันความเสียหายให้กับผู้บริโภคได้”
น.ส.สารี กล่าวอีกว่า ในปี 2567 สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ทำหนังสือถึงบริษัท Meta โดยเรียกค่าเสียหายประมาณ 84 ล้านบาทให้กับผู้บริโภค แต่ไม่ได้รับการเยียวยา ดังนั้นแพลตฟอร์มควรมีกลไกในการเยียวยาความเสียหายให้กับผู้บริโภคเมื่อเกิดความเสี่ยงหรือความไม่ปลอดภัย หรือแพลตฟอร์มต้องมีหน้าที่ Duty of Verified หมายถึงการยืนยันตัวตนในกิจกรรมที่มีความเสี่ยง
“ถ้า Verified คนขายไม่ได้ Verified Verified เพจไม่ได้ใบอนุญาตไม่ได้ หรือ Verified นิติบุคคลไม่ได้ ก็ต้องไม่ปล่อยให้ความเสี่ยงนี้อยู่บนแพลตฟอร์มของตัวเอง ไม่ว่าจะปลอมชื่อคน ปลอมโลโก้หรือชื่อบุคคลสาธารณะทั้งหลาย และแพลตฟอร์มยังมีหน้าที่ในการมอนิเตอร์ติดตามตรวจสอบให้กับผู้บริโภค
“ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ ตรวจบัญชีที่ถูกร้องเรียน แต่ขณะนี้กลายเป็นว่าถ้าเรา Report เราอาจจะไม่เห็นคนเดียว แต่คนอื่นยังเห็นเหมือนเดิม แสดงว่าไม่ได้ทำหน้าที่ของคุณ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ต้องจัดการทันทีเพื่อแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค”
เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ในต่างประเทศมีการใช้กฎหมายแก้ปัญหาการหลอกลวงในแพลตฟอร์ม อย่างเช่น สิงคโปร์มีกฎหมายชื่อ OCHA (Online Criminal Harms Act) ปราบปรามการหลอกลวงและอาชญากรรมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เดิมทีคนสิงคโปร์ถูกหลอก 80% หลังจากมีกฎหมายฉบับนี้ผู้บริโภคถูกหลอกลดลงเหลือประมาณ 10%
ในออสเตรเลียมีการยืนยันตัวตนก่อน ไม่ว่าสปอนเซอร์หรือโฆษณาจะต้องยืนยันตัวตนว่าคุณเป็นนายอะไร บริษัทอะไรที่มาขายของ ซึ่งบ้านเราเพิ่งประกาศ ในราชกิจจานุเบิกษาฉบับนี้ไปแต่จะมีผลในอีก 180 วันคือในเดือน พ.ย. ถึงใช้ประกาศฉบับนี้ได้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่อีกมาก อย่างเช่นคุณไม่จำเป็นต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง แต่ให้ยืนยันปีละครั้ง ระหว่างทางที่มีการขายกันทุกวินาทีไม่ต้องทำอะไร โอกาสที่จะหลอกผู้บริโภคก็ทำได้เหมือนเดิม
“ตัวอย่างในอเมริกามี 2 คดี ญี่ปุ่น 1 คดี ออสเตรเลีย 1 คดี หรือในอินโดนีเซียมีการฟ้องมีการเสียภาษีและปิดกันไป” น.ส.สารีระบุ
