สถานการณ์ฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นสัญญาณเตือนว่าในอนาคต “กรุงเทพฯ จมน้ำแน่” โดยเฉพาะผลพวงจากภาวะโลกเดือด
สถานการณ์ฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ กำลังเป็นสัญญาณเตือนว่าในอนาคต “กรุงเทพฯ จมน้ำแน่” และเมื่อบวกปัจจัยอื่นๆ เข้าไปด้วยความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี โดยเฉพาะผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกเดือด คนกรุงจึงต้องเข้าใจการอยู่กับเมืองที่เปราะบางจากภัยพิบัติแห่งหนึ่งของโลก อย่างน้อย 7 เรื่องหลัก ดังนี้
1. กรุงเทพฯ ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 1.2 เมตร
พื้นที่ของเมืองในกรุงเทพฯ มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1.2 เมตร ทำให้ฝนที่ตกลงมาทุกครั้งไม่สามารถระบายออกได้อย่างรวดเร็วด้วยแรงโน้มถ่วงเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยเครือข่ายท่อระบายน้ำ คลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อช่วยผลักน้ำออกจากเมือง (ปัญหาการระบายน้ำเป็นโจทย์ใหญ่ที่แก้ยากมากเพราะต้องรื้อท่อระบายน้ำทั้ง กทม.)
ที่ผ่านมาคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ กทม.รับรู้ดีว่า ถ้าฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนด้วยแล้ว กรุงเทพฯ รถติดนรกแตก ยิ่งเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูง หรือน้ำทะเลหนุนสูง ความแตกต่างระดับระหว่างน้ำในเมืองกับปลายทางระบายน้ำยิ่งลดลง ทำให้การระบายน้ำช้าลง ขณะที่น้ำฝนใหม่ยังคงไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง
2. ไม่มีน้ำเหนือถ้าฝนตกหนักกรุงเทพฯก็ท่วม
หากฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ ติดต่อกันปริมาณน้ำมหาศาลจะค่อยๆ เอ่อขึ้นในพื้นที่เมืองโดยตรง ไม่ต้องรอน้ำจากภาคเหนือไหลลงมา แต่ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่ว่า ถ้าฝนต่ำกว่า 100 มม.จะไม่ท่วม หรือสูงกว่านี้จะท่วมแน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนและความต่อเนื่องของระยะเวลาในการตก ซึ่งต่างจาก ปี 2554 เรียกว่ามหาอุทกภัยเพราะมีน้ำท่วมถึง 65 จังหวัด
3. อยู่เมืองคอนกรีตต้องทำใจเพราะไม่มีดินให้น้ำซึมลง
พื้นผิวของกรุงเทพฯ ทั้ง 50 เขต มีทั้งถนน อาคารสิ่งก่อสร้าง ลานคอนกรีต ที่เป็นอุปสรรคขวางการไหลของน้ำมากที่สุดของเมืองทั้งประเทศ น้ำขังจากฝนจึงเปลี่ยนเป็นการไหลบ่าบนผิวเมือง เมื่อฝนตกหนักในช่วงสั้นๆ มวลน้ำจำนวนมากจะไหลเข้าสู่ท่อระบายและคลองพร้อมกัน ขณะที่ท่อระบายน้ำและคลองมีขีดจำกัด
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ฝนตกหนักเพียงไม่กี่ชั่วโมงสามารถสร้างน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ได้ แม้แม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้มีน้ำเหนือก้อนใหญ่
4. ระบบระบายน้ำมีขีดจำกัดแม้มี “อุโมงค์ยักษ์”
กรุงเทพฯ มีอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างแล้ว 4 แห่ง ความยาวรวมประมาณ 19.77 กิโลเมตร และมีประสิทธิภาพการระบายน้ำรวมประมาณ 194 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ กทม. มีแผนพัฒนาอุโมงค์เพิ่มเติมอีก 6 แห่ง เพื่อเพิ่มความสามารถระบายออกอีกประมาณ 278 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ตัวเลขที่เห็นภาพชัดคือ อุโมงค์พระราม 9 ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตร ยาว 5.11 กิโลเมตร และมีสถานีสูบน้ำกำลัง 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รองรับพื้นที่ประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร ขณะที่สถานีสูบน้ำพระโขนง ซึ่งเป็นสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของ กทม. มีกำลังสูบ 173 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ปัญหาคือ อุโมงค์เหล่านี้ไม่ได้รับน้ำจากกรุงเทพฯ ทั้ง 50 เขต แต่เป็นโครงสร้างที่ออกแบบให้รับน้ำจากพื้นที่เฉพาะ แล้วเร่งระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นพื้นที่ที่อยู่นอกแนวรับน้ำยังต้องพึ่งพาท่อระบายน้ำ คลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำในพื้นที่เป็นหลัก
ที่สำคัญ กทม. ระบุเองว่า ระบบป้องกันน้ำท่วมยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม และในแผนปัจจุบันยังมีการทบทวนแผนก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ ทั้งด้านความคุ้มค่าการลงทุนแลเพิ่มพื่อประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาน้ำท่วม
ดังนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “กรุงเทพฯ ไม่มีอุโมงค์ยักษ์” แต่คือ เมื่อฝนตกหนักพร้อมกันในพื้นที่กว้าง น้ำจะไหลเข้าสู่ท่อและคลองจำนวนมหาศาลก่อนจะไปถึงอุโมงค์ และอุโมงค์แต่ละแห่งก็มีพื้นที่รับน้ำและกำลังสูบจำกัด ซึ้่งปัญหานี้จะวนไปชั่วอายุคน ถ้าเมืองหลวงแห่งนี้ยังคงอยู่พิกัดนี้ ขอให้ทำใจ
นี่ทำให้เห็นภาพว่า ต่อให้ไม่มีน้ำก้อนใหญ่จากภาคเหนือ หากฝนตกหนักในกรุงเทพฯ ต่อเนื่อง ระบบระบายน้ำก็จะเกิดคอขวดได้อัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่อแม่น้ำเจ้าพระยาหรือปลายทางระบายมีระดับน้ำสูง ซึ่ง กทม. ระบุว่าเป็นหนึ่งในอุปสรรคต่อการระบายน้ำโดยตรง ในขณะที่กรุงเทพฯ มีพื้นที่กว่า 1,500 ตร.กม. และไม่ได้มีอุโมงค์รองรับทุกพื้นที่ การที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ เพราะฝนตกหนักจึงเป็นเรื่องปกติ (ขึ้นกับว่าฝนตกหนักและตกนานหรือไม่)
ข้อมูลของสำนักการระบายน้ำระบุว่า ท่อระบายน้ำเดิมที่มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5–0.8 เมตร หรือประมาณ 50–80 เซนติเมตร และเมื่อเกิดฝนตกหนัก ท่อขนาดดังกล่าวจึงระบายน้ำไม่ทัน ในบางพื้นที่ท่อมีขนาดเพียง 60 เซนติเมตร ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญเมื่อเกิดฝนตกหนัก
มีเฉพาะบางพื้นที่ที่ได้รับการปรับปรุงท่อใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น บริเวณลาซาล–แบริ่ง มีการวางท่อเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.20 เมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
5. “น้ำปลายทางสูง” ทำให้น้ำในเมืองระบายออกช้าลง
ต่อให้ไม่มีน้ำเหนือลงมาปริมาณมหาศาล แต่ถ้าเกิดฝนตกหนัก + เจ้าพระยาระดับสูง + น้ำทะเลหนุน พร้อมกัน น้ำที่ กทม. ต้องระบายออกจะเจอแรงต้านจากปลายทางอยู่ดี เพราะน้ำทะเลจะหนุนสูงขึ้น โดยเฉพาะผลจากระดับน้ำทะเลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตจะยิ่งทำให้เมืองที่อยู่ติดทะเลทั่วโลกมีโอกาสจมน้ำมากขึ้น
6. ปี 54 ต่างจากสถานการณ์ฝนตกหนักในกรุงเทพฯ
ข้อมูลปี 2554 มีมวลน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาขนาดใหญ่มาก โดยสถานีต่างๆ ตามลำน้ำมีปริมาณน้ำสูงในระดับหลายพันลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
แต่บทเรียนสำคัญคือ กรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องมีสถานการณ์แบบปี 2554 จึงจะเกิดน้ำท่วมรุนแรงได้ โดยปี 2554 เรียกว่าเป็นมหาอุทกภัยครั้งปกระวัติศาสตร์ เพราะมีน้ำท่วมถึง 65 จังหวัด มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากอุทกภัย ตั้งแต่ 25 ก.ค.–30 พ.ย. 2554 ครอบคลุม 684 อำเภอ 4,917 ตำบล และ 43,600 หมู่บ้าน
ปัจจุบัน กทม. เองกำหนดเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำฝนโดยพิจารณาความเข้มฝนถึงระดับ 80–100 มม./ชม. และมากกว่า 100 มม./ชม. โดยยอมรับว่าหากฝนเกินขีดความสามารถของระบบ อาจเกิดน้ำท่วมและต้องใช้เวลาในการระบาย
7. กรุงเทพฯ ผลิตขยะประมาณ 12,700–13,000 ตันต่อวัน
กรุงเพทฯ มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้น 12,748 ตัน/วันในปี 2566 โดยข้อมูลปี 2568 ระบุว่า มีขยะที่ กทม. จัดเก็บประมาณ 9,560.56 ตัน/วัน โดยมีขยะที่คัดแยกและนำไปใช้ประโยชน์ที่แหล่งกำเนิดประมาณ 3,687 ตัน/วัน
พูดง่าย ๆ คือ กรุงเทพฯ ต้องจัดการขยะระดับกว่า 1.2 หมื่นตันทุกวัน และส่วนหนึ่งเป็นขยะเศษอาหารที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาท่อระบายน้ำ โดยสำนักการระบายน้ำ กทม. ระบุว่า การทิ้งขยะลงท่อระบายน้ำและคลองทำให้เศษขยะไปอุดตันและกีดขวางทางน้ำไหล เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำท่วมขังและรอการระบาย
ดังนั้นในวันที่ฝนตกหนัก ปัญหาไม่ได้ “ท่อมีสาเหตุเพราะมีท่อระบายน้ำขนาดเล็กอย่างเดียว แต่จะพบว่าขยะจากครัวเรือน
และร้านอาหาร–ร้านค้าก็เป็นต้นตอหลักที่ทิ้งเศษอาหาร และไขมัน ทำให้ท่ออุดตัน ในขณะที่การไม่แยก “ขยะเปียก” และ “ขยะแห้ง” ก็ทำให้ปัญหาหนักขึ้นอีกด้วย
ดังนั้น กรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องรอน้ำเหนือก้อนใหญ่แบบปี 2554 จึงจะจมน้ำได้ เพราะภัยคุกคามของเมืองกำลังเปลี่ยนจาก “น้ำหลากจากภายนอก” มาเป็น “ฝนตกหนักในเมือง” เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่อง ขณะที่ระบบท่อ คลอง อุโมงค์ และสถานีสูบน้ำรับไม่ไหว และปลายทางอย่างเจ้าพระยาหรือทะเลมีระดับน้ำสูง การระบายน้ำจะติดคอขวดและเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นแอ่งรับน้ำขนาดใหญ่
นี่คือเหตุผลพื้นฐานว่า ทำไมกรุงเทพฯ จึงมีความเปราะบางต่อน้ำท่วม แม้ไม่มีมวลน้ำเหนือขนาดใหญ่ไหลลงมา ดังนั้น ประเด็นที่ควรเข้าใจสถานการณ์น้ำท่วมใน กทม. อาจแยกออกเป็น 2 ประการ 1) น้ำเหนือมามาก (ตัวอย่างปี 54) ซึ่ง ณ 26 ก.ย. 2569 ปริมาณยังไม่มาก 2) ฝนตกหนักติดต่อกันหลายชั่วโมงและเกิน 100 มม. จะเกิดน้ำท่วมขังสูงจนถนนไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ ซึ่งจะทำให้กรุงเทพฯ และเมืองบริวารโดยรอบเป็นอัมพาต
ฉะนั้น โลกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น กรุงเทพฯ ก็จะเป็นหนึ่งในพื้นที่นั้นที่จะติดอยู่ในวิกฤตโลกเดือด

