เด็กมัธยม 6 ทำได้ พัฒนาเว็บแอปจาก chachoengsao-flood.vercel.app สู่ floodthai.org ช่วยให้รู้ข้อมูลทั่วประเทศว่าน้ำอยู่ไหนขอความช่วยเหลือที่ไหน
ท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ทุกคนต้องการ “การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า” และมีข้อเรียกร้องให้มีการ “ยกระดับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ” ด้วยที่ผ่านมาเรารับรู้การแก้ปัญหาแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกิดเหตุทีก็มีคำว่า “ถอดบทเรียน” กันทุกครั้ง แต่ไม่เคยมีบทเรียนไหนได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นกว่าเดิม ปัญหาภัยพิบัติในบ้านเราจึงวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ข้อจำกัดเดิมๆ หน่วยงานเดิมๆ ฯลฯ
ในวิกฤตย่อมมีโอกาส กรณีตัวอย่างการแก้ปัญหาโดยภาคประชาชนในพื้นที่ “ฉะเชิงเทรา” ซึ่งเป็น 1 ในจำนวน 26 จังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมของปี 2569 มีความก้าวหน้าและน่าสนใจ ท่ามกลางวิกฤตที่โกลาหล และยังหายนะภัยยังไม่สะเด็ดน้ำ (อัปเดต ณ 5 ต.ค. 69) “นนทพรรษ จิตรรังสรรค์” หรือ “ธีร์” นักเรียนชั้นมัธยม 6 วัย 17 ปี โรงเรียนสุจิปุลิ จ.ฉะเชิงเทรา ได้ร่วมกับ “ท็อป” ณฐฤทธิ์ หนุนพระเดช แอดมินเพจ “เรารักแปดริ้ว” พัฒนาเว็บแอปเพื่อช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดตัวเองได้ล้ำหน้ามาก
เว็บแอปที่ว่าคือ “ฉะเชิงเทราฟลัดเวอเซลแอป” (chachoengsao-flood.vercel.app) หรือ ศูนช่วยเหลือนำท่วมจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเปิดให้ประชาชนสามารถเข้ามาร่วมรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ทั้งระดับน้ำ จุดที่เกิดน้ำท่วม รวมถึงสามารถแนบภาพและระบุช่วงเวลาของข้อมูลเป็นวินาที เมื่อเข้าไปเช็กระดับน้ำจะทราบทันทีว่า น้ำสูงระดับไหน เช่น ระดับเข่า เอว อก หรือมิดหลังคิด
แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ชาวแปดริ้วในพื้นที่สามารถตรวจสอบสถานการณ์น้ำในจุดต่างๆ ได้ง่าย โดย ธีร์-นนทพรรษ ยังเชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปส่องพื้นที่จริงตามถนนและจุดต่างๆ จากกล้องวงจรปิดได้
เพื่อให้การช่วยเหลือทันสถานการณ์ ยังได้ส่งต่อข้อมูลไปยังเจ้าหน้าที่กู้ภัยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประสบภัยได้ตรงจุดมากขึ้น หลังเปิดใช้งานมาไม่กี่วัน มีผู้เข้ามาใช้งานและกดรายงานสถานการณ์น้ำแล้วประมาณกว่า 3 ล้านครั้ง
จากศูนย์ฉะเชิงเทราสู่ “floodthai.org”
ถัดมาไม่กี่วัน ธีร์-นนทพรรษ ก็เดินหน้าต่อยอดเว็บแอปเป็น floodthai.org แพลตฟอร์มนี้ชื่อว่า “ศูนย์ช่วยเหลือน้ำท่วมทั่วประเทศไทย”
เป็นศูนย์กลางการรายงานข้อมูลระดับน้ำจากสถานที่จริงทั่วประเทศ โดยระบุพื้นที่ทั่วไทยครบทุกจังหวัด อยากทราบข้อมูลน้ำพื้นที่ไหนจังหวัดไหนก็เข้าไปเช็กรายจังหวัด รายอำเภอ รายตำบล ได้ครบทุกจังหวัด เลือกได้ถึงพื้นที่บ้านพักอาศัยของตัวเอง
จะว่าไปนี่คือศูนย์น้ำที่ลงทุนน้อยมาก เมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งหมดของ 38 หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านน้ำของประเทศ ซึ่งนี่คือ “บทเรียนจริง” ที่ควรนำไปพัฒนาต่อเพื่อเกิด “วันสต๊อปเซอร์วิส” ที่หน่วยงานภาครัฐมักนำมาใช้บริการประชาชน..ให้เกิดขึ้นจริงๆ
จุดเริ่มต้นและที่มาของ floodthai.org
“ธีร์” ฮีโร่ในสายตาประชาชนชั่วข้ามคืน เริ่มต้นจากการเป็นจิตอาสาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในบ้านตัวเอง เขาสนใจเรียนด้านการบริหาร ไม่ได้มีความรู้ไอทีเป็นพื้นฐาน แต่ด้วยความมีจิตอาสาบวกกับความมุ่งมั่น เขาจึงทำเรื่องยากๆ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงง่าย
ดังนั้น ท่ามกลางวงล้อมของน้ำ เมื่อเราคว้ามือถือแล้วเปิดเข้าไปเข้า floodthai.org ก็สามารถคีย์ข้อมูลน้ำหรือเช็กข้อมูลระดับน้ำที่ท่วมอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ได้ทั่วประเทศอย่างง่ายดาย
ความล้ำของเว็บแอป floodthai.org ก็คือ เมื่อมีข้อมูลพื้นที่ประสบภัยครบถ้วน ทั้งระดับความสูงของน้ำ ประมาณการจำนวนคนติดอยู่ในพื้นที่ การเข้าช่วยเหลือก็ทำได้ง่ายขึ้น โดยทีมกู้ภัยสามารถใช้ข้อมูลประเมินและวางแผนเข้าพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนได้ทันเวลา
การพัฒนาที่ “ธีร์” ทำมาใช้เวลาระดับนาที ชั่วโมงและวันเท่านั้น ไม่ได้ไปศึกษาหาความรู้อะไรมากมาย เขาบอกว่าใครๆ ก็สร้างเว็บได้ อยู่ที่การต่อยอดสำหรับการใช้งานให้ใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งเขามีทีมน้องๆ ทีมจิตอาสาในโรงเรียนมาร่วมกันทำงาน รวมถึงทำงานที่มีทีมจิตอาสาของ “ท็อป” ณฐฤทธิ์ ร่วมสนับสนุนด้วย
ล่าสุดข้อมูลบน floodthai.org มีทั้งข้อมูลระดับน้ำจากสถานีตรวจวัด ข้อมูลสภาพอากาศ เรดาร์ฝน ข้อมูลพยากรณ์ รวมถึงข้อมูลที่ประชาชนรายงานจากพื้นที่จริง ในส่วนข้อมูลภาครัฐ มีการนำข้อมูลหน่วยงานด้านน้ำอื่นๆ มาแสดงร่วมกัน
ดังนั้น floodthai.org ไม่ได้สร้างข้อมูลน้ำขึ้นมาเอง แต่ทำหน้าที่นำข้อมูลจากหลายแหล่งมารวมและแสดงผลในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจง่าย
ข้อมูลระดับน้ำมาจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ (ThaiWater) ผ่านสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำ เช่น สสน. กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำ ขณะที่ระบบยังเชื่อมข้อมูลพยากรณ์ฝนจาก Open-Meteo เรดาร์ฝนจาก RainViewer แผนที่พยากรณ์ฝนและลมจาก Windy
รวมถึงข้อมูลแผนที่น้ำท่วมจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และเปิดให้ประชาชนรายงานสถานการณ์จากพื้นที่จริงเข้ามาเสริมข้อมูลของภาครัฐ
ขณะที่ข้อมูลสภาพอากาศและเรดาร์ฝนมาจากระบบข้อมูลสภาพอากาศที่นำมาเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม ผลที่เกิดขึ้นคือ จากเดิมที่ประชาชนอาจต้องเปิดเว็บไซต์ของหลายหน่วยงานเพื่อดูคนละข้อมูล กลายเป็นการนำข้อมูลสำคัญมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
วิธีการใช้งาน floodthai.org อย่างง่าย
1. เข้าเว็บไซต์ศูนย์ช่วยเหลือน้ำท่วมทั่วประเทศไทย ที่ floodthai.org หน้าเว็บไซต์จะแสดงข้อมูลสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่างๆ และสามารถเลือกจังหวัดที่ต้องการติดตามได้
2. เลือกจังหวัดที่ต้องการตรวจสอบ
ยกตัวอย่าง หากต้องการดูสถานการณ์ฉะเชิงเทรา ก็เลือกจังหวัดฉะเชิงเทรา ระบบจะแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้น เลือกจังหวัดปทุมธานีระบบก็จะแสดงขึ้นว่า ศูนย์ข้อมูลน้ำท่วมจังหวัดฉะเชิงเทนา หรือศูนย์ข้อมูลน้ำท่วมจังหวัดปทุมธานี เลืกจังหวัดไหนเว็บจะโชว์หน้าตาศูนย์ของจังหวัดนั้นนั้นๆ และระบุข้อมูลให้เราตรวจสอบได้ทั้งหมด
3. ดูแผนที่สถานการณ์น้ำ
บนแผนที่สามารถตรวจสอบข้อมูลหลายประเภท เช่น
– จุดสถานีวัดน้ำ
– ระดับน้ำ
– จุดที่ประชาชนรายงานน้ำท่วม
– ข้อมูลสภาพอากาศ
– เรดาร์ฝน
– ข้อมูลพยากรณ์
– จุดหรือพื้นที่ที่ต้องติดตาม
เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกวางอยู่บนแผนที่เดียวกัน ผู้ใช้งานสามารถนำข้อมูลหลายชั้นมาเปรียบเทียบกันได้ เช่น หากพบว่าระดับน้ำในสถานีหนึ่งเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันเรดาร์พบกลุ่มฝนกำลังเคลื่อนเข้าพื้นที่ และมีประชาชนรายงานว่าน้ำเริ่มเข้าพื้นที่แล้ว ข้อมูลทั้งหมดสามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจได้ทันที
4. ข้อมูลจากประชาชนคือ “ตา” ที่อยู่ในพื้นที่จริง
ความแตกต่างของ floodthai.org จากข้อมูลภาครัฐคือ การใช้ภาาาที่ง่าย อ่านปุ๊บเข้าใจปั๊บ ไม่ใช้ภาษาวิชาการชั้นสูงเพื่ออวดภูมิปัญหา ที่สำคัญเปิดให้ประชาชนรายงานสถานการณ์จากพื้นที่จริง มีการระบุเวลาเป็นวินาทีหรือเรียลไทม์
ข้อเด่นคือ ข้อมูลประชาชนในพื้นที่จะเป็นทำหน้าที่เป็นข้อมูลภาคสนาม ซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบกับข้อมูลจากสถานีตรวจวัดของภาครัฐ
พูดง่าย ๆ คือรัฐมี “เซ็นเซอร์” ขณะที่ประชาชนมี “ตา” อยู่ในพื้นที่จริง เมื่อสองข้อมูลมาอยู่ด้วยกัน ภาพสถานการณ์จึงมีโอกาสสมบูรณ์ขึ้น
5. ดูภาพจากกล้อง CCTV ประกอบ
ในพื้นที่ที่มีการเชื่อมต่อกล้อง CCTV ผู้ใช้งานสามารถดูภาพจากกล้องเพื่อประกอบการประเมินสถานการณ์จริง
นี่เป็นอีกจุดที่ช่วยลดปัญหาของข้อมูลที่เป็นเพียงตัวเลข เพราะระดับน้ำอาจบอกว่า “น้ำสูงขึ้น” แต่ภาพจากกล้องสามารถช่วยให้เห็นว่า ถนนบริเวณนั้นผ่านได้หรือไม่ รถยังสามารถสัญจรได้หรือไม่ หรือสถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร
นอกจากนั้น ยังใส่เบอร์ฉุกเฉินทั่วประเทศที่สามารถคลิกเข้าไปติดต่อได้ อาทิ สายด่วนนิรภัย ปภ. (ภัยพิบัติ น้ำท่วม) 1784
การแพทย์ฉุกเฉิน (เจ็บป่วย อุบัติเหตุ) 1669 เหตุด่วนเหตุร้าย 191 ฯลฯ
อ้างอิง:
30 ก.ย. 2569 – “น้องธีร์” ม.6 วัย 17 ปี จับมือแอดมินเพจ “เรารักแปดริ้ว” สร้างเว็บรายงานน้ำท่วมฉะเชิงเทราแบบเรียลไทม์, Nation TV
30 ก.ย. 2569 –“น้องธีร์” เด็ก ม.6 จับมือแอดมินท็อป ปั้น “ฉะเชิงเทราฟลัดเวอเซล” เว็บแจ้งน้ำท่วมเรียลไทม์, ไทยรัฐ
30 ก.ย. 2569 – เด็ก ม.6 ใช้เวลา 4 ชั่วโมง เขียนเว็บรายงานน้ำท่วมฉะเชิงเทราแบบเรียลไทม์ ช่วยฝ่าวิกฤต, มติชน
30 ก.ย. 2569 – เด็ก ม.6 พัฒนาแอปรายงานน้ำท่วมแบบเรียลไทม์ ช่วยคนแปดริ้วฝ่าวิกฤต, เดลินิวส์
1 ต.ค. 2569 – รายการ เปิดใจน้อง “ธีร์” พัฒนาแอปน้ำท่วม, สำนักข่าว Today
2 ต.ค. 2569 – นายนนทพรรษ จิตรรังสรรค์ กับแอปช่วยเหลือน้ำท่วมฉะเชิงเทรา, โรงเรียนสุจิปุลิ
4 ต.ค. 2569 – จากเว็บรายงานน้ำท่วม “ฉะเชิงเทรา” สู่ floodthai.org ให้ใช้งานทั่วประเทศ, ผู้จัดการออนไลน์
5 ต.ค. 2569 – ศูนย์ช่วยเหลือน้ำท่วมทั่วประเทศไทย, floodthai.org
ขอบคุณภาพจาก: สำนักข่าว Today


