กรมทรัพยากรน้ำบาดาลพัฒนา ‘นิติอุทกธรณีวิทยา’ แกะรอยมลพิษทางน้ำ

by Chetbakers

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ยกระดับการใช้ “นิติอุทกธรณีวิทยา” แกะรอยแหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนลงสู่ชั้นน้ำใต้ดิน

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการในงาน “แถลงผลการตรวจสารปนเปื้อน วิเคราะห์สาเหตุ และข้อเสนอแก้ปัญหาน้ำเสีย จังหวัดสระบุรี” พร้อมนำเสนอข้อมูลและแนวทางการปฏิบัติงานที่สั่งสมจากประสบการณ์การลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการปนเปื้อนในน้ำใต้ดินหลายแห่ง

ดร.มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในงาน “แถลงผลการตรวจสารปนเปื้อน วิเคราะห์สาเหตุ และข้อเสนอแก้ปัญหาน้ำเสีย จังหวัดสระบุรี” เมื่อเร็วๆ นี้

 

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่าแม้การตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำตามค่ามาตรฐานจะช่วยบ่งชี้ได้ว่า สารชนิดใดมีค่าเกินเกณฑ์และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนหรือระบบนิเวศ แต่ข้อมูลดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะระบุอย่างชัดเจนว่ามลพิษมีต้นกำเนิดจากแหล่งใด เคลื่อนที่ผ่านเส้นทางใด และมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมใดในพื้นที่

ดังนั้น การตรวจสอบพื้นที่ปนเปื้อนจึงจำเป็นต้องพิจารณาพารามิเตอร์อื่นเพิ่มเติม นอกเหนือจากรายการที่กำหนดไว้ในมาตรฐานทั่วไป เพื่อค้นหา “ลายเซ็นทางเคมี” หรือ “ลายนิ้วมือทางเคมีของน้ำ” เนื่องจากชนิดของสาร สัดส่วน และความสัมพันธ์ระหว่างพารามิเตอร์ต่างๆ สามารถสะท้อนถึงแหล่งที่มา กระบวนการเปลี่ยนแปลง และเส้นทางการเคลื่อนที่ของมลพิษได้

“ผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่เปรียบเสมือนพยานที่บันทึกสิ่งซึ่งเกิดขึ้นตลอดเส้นทางการเคลื่อนที่ของน้ำ หน้าที่ของนักอุทกธรณีวิทยา คือ การแปลความหมายของข้อมูลเหล่านั้น และเชื่อมโยงให้เห็นว่าสารแต่ละชนิดกำลังบอกอะไร มีความสัมพันธ์กับแหล่งกำเนิดมลพิษหรือไม่ และสามารถนำไปใช้ประกอบการสืบสวนได้มากน้อยเพียงใด” ดร.มนัสวี กล่าว

การตรวจน้ำบาดาลและน้ำผิวดินอย่างรอบด้าน
การตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงมิได้จำกัดอยู่เพียงการเก็บตัวอย่างน้ำบาดาล แต่ยังครอบคลุมถึงน้ำผิวดินและองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อมโดยรอบ เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบความสัมพันธ์และประเมินว่า การปนเปื้อนมีโอกาสเคลื่อนตัวลงสู่ชั้นน้ำบาดาลหรือไม่ จากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทีมผู้เชี่ยวชาญพบว่าน้ำผิวดินในบางจุดปรากฏลักษณะเฉพาะทางเคมีอย่างค่อนข้างชัดเจน จึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงลึกและเปรียบเทียบกับประสบการณ์จากพื้นที่ปนเปื้อนแห่งอื่น เพื่อพิจารณาว่าลักษณะดังกล่าวสามารถใช้เป็นหลักฐานในการระบุเอกลักษณ์ของแหล่งกำเนิดมลพิษได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการตรวจสอบน้ำผิวดิน คือ “เวลา” เนื่องจากน้ำผิวดินเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว สารปนเปื้อนอาจถูกเจือจางจากน้ำฝน การไหลมาบรรจบกันของลำน้ำหลายสาย หรือเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนและสภาพแวดล้อมโดยรอบ จนทำให้องค์ประกอบทางเคมีเปลี่ยนแปลงไป หากลงพื้นที่ล่าช้าหลักฐานสำคัญบางส่วนอาจลดลงหรือสูญหายก่อนการตรวจสอบ

ในทางกลับกันน้ำบาดาลเคลื่อนที่ผ่านช่องว่างของชั้นดินและชั้นหินอย่างช้าๆ การสืบสวนการปนเปื้อนในชั้นน้ำใต้ดินจึงต้องอาศัยข้อมูลหลายด้านมาประมวลร่วมกัน ทั้งระดับน้ำ ทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน ลักษณะชั้นดินชั้นหิน ตำแหน่งบ่อน้ำบาดาล และผลการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี เพื่อสร้างภาพรวมของการแพร่กระจายมลพิษให้มีความชัดเจนมากที่สุด

“นิติอุทกธรณีวิทยา” เติมเต็มช่องว่างของพยานบุคคล
หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของคดีสิ่งแวดล้อม คือ การขาดพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบปล่อยน้ำเสีย การฝังกลบของเสีย หรือการต่อท่อระบายสารปนเปื้อน ประชาชนในพื้นที่มักรับรู้ได้เพียงผลกระทบปลายทาง เช่น น้ำเปลี่ยนสี มีกลิ่นผิดปกติ หรือระบบนิเวศเสื่อมโทรม แต่ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่ใด

ข้อมูลด้านอุทกธรณีวิทยาและองค์ประกอบทางเคมีของน้ำจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น “พยานทางวิทยาศาสตร์” เพื่อเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว เพราะสารที่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับน้ำสามารถสะท้อนเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทาง ตั้งแต่แหล่งกำเนิดไปจนถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ที่ผ่านมาหลักฐานจากลายนิ้วมือทางเคมีของน้ำถูกนำไปใช้สนับสนุนการตรวจสอบคดีสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่ อาทิ กรณีการปนเปื้อนในจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดระยอง และพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นๆ โดยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในชั้นการสอบสวน การพิจารณาของพนักงานอัยการ และกระบวนการยุติธรรม

บูรณาการหลายหน่วยงาน ตรวจสอบครบทุกมิติ
การจัดการคดีสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานตามบทบาทและอำนาจหน้าที่ โดยหน่วยงานกำกับดูแลโรงงานจะตรวจสอบกิจกรรมภายในสถานประกอบการตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมจะตรวจสอบผลกระทบตามกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขณะที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะเข้ามาเสริมความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในกรณีที่พื้นที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนลงสู่ชั้นน้ำใต้ดิน

การเก็บตัวอย่างน้ำบาดาลมีขั้นตอนเฉพาะและซับซ้อนกว่าการเก็บตัวอย่างน้ำผิวดิน ตั้งแต่การตรวจสอบสภาพบ่อ การสูบน้ำค้างท่อออกก่อนเก็บตัวอย่าง การควบคุมระยะเวลาและวิธีเก็บรักษาตัวอย่าง ไปจนถึงการวัดระดับน้ำและประมวลผลทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน หากพื้นที่ตรวจสอบมีบ่อน้ำบาดาลจำนวนน้อยหรือมีจุดตรวจวัดไม่เพียงพอ ข้อมูลที่ได้อาจยังไม่สามารถสะท้อนภาพการเคลื่อนที่ของมลพิษได้อย่างสมบูรณ์ จึงอาจจำเป็นต้องสำรวจเพิ่มเติม หรือพัฒนาเครือข่ายบ่อติดตามคุณภาพน้ำให้ครอบคลุมและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมองว่า “นิติอุทกธรณีวิทยา” เป็นศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในอนาคต ไม่เพียงช่วยระบุแหล่งกำเนิดมลพิษ แต่ยังสนับสนุนการวางแผนเฝ้าระวัง การป้องกันพื้นที่เสี่ยง การฟื้นฟูแหล่งน้ำ ตลอดจนการกำหนดมาตรการรับผิดชอบต่อความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรมและมีหลักฐานรองรับ

ศาสตร์ดังกล่าวต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้เชิงทฤษฎี ประสบการณ์ภาคสนาม และการวิเคราะห์ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เนื่องจากแหล่งปนเปื้อนแต่ละแห่งมีสภาพธรณีวิทยา ชนิดของสาร และพฤติกรรมการเคลื่อนที่แตกต่างกัน จึงไม่มีแนวทางสำเร็จรูปที่สามารถใช้ได้เหมือนกันในทุกกรณี นักวิชาการจำเป็นต้องคัดเลือกพารามิเตอร์และออกแบบกระบวนการตรวจสอบให้เหมาะสมกับโจทย์เฉพาะของแต่ละพื้นที่

ดังนั้น การพัฒนาองค์ความรู้ด้านนิติอุทกธรณีวิทยาจึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของนักธรณีวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำบาดาล จากผู้ตรวจวัดและประเมินคุณภาพน้ำ สู่การเป็นกำลังสำคัญในการสืบค้นข้อเท็จจริงทางสิ่งแวดล้อมด้วยพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ มีความน่าเชื่อถือ และตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อคุ้มครองประชาชน ระบบนิเวศ และทรัพยากรน้ำบาดาลของประเทศอย่างยั่งยืน

Copyright @2021 – All Right Reserved.