กรมการแพทย์แผนไทยฯ ขับเคลื่อนนโยบาย ‘หนึ่งพื้นที่หนึ่งอัตลักษณ์สมุนไพร’ นำร่องดัน “ว่านสาวหลง” โกอินเตอร์เพิ่มราคา 80,000 – 150,000 บาทต่อลิตร
นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ปี 2567 เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 230 ล้านล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสกว่า 4,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการต่อยอดสมุนไพรไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สินค้าและบริการเวลเนสมูลค่าสูง เพื่อแข่งขันในตลาดโลก
ทั้งนี้ กรมฯ ได้ขับเคลื่อนแนวคิด “หนึ่งพื้นที่หนึ่งอัตลักษณ์สมุนไพร” หรือ ‘One Area One Herbal Identity’ โดยเลือก ‘ว่านสาวหลง’ สมุนไพรที่พบมากทางภาคเหนือ และเป็นพืชที่มีเอกลักษณ์ทางกลิ่นและอยู่คู่วิถีชีวิตล้านนา ทั้งการต้มดื่มเพื่อบรรเทาอาการร้อนใน ขับลม และการต้มอาบเพื่อบำรุงผิวพรรณ
ดังนั้น จึงจะพัฒนาแบรนด์เครื่องหอมและน้ำมันนวดพรีเมียมจากว่านสาวหลงเพื่อสร้างภาพจำระดับสากลให้ผู้คนทั่วโลกนึกถึงล้านนา เช่นเดียวกับที่นึกถึงซากุระเมื่อไปญี่ปุ่น นึกถึงโสมเมื่อพูดถึงเกาหลีใต้ หรือนึกถึงลาเวนเดอร์ของฝรั่งเศส โดยตั้งเป้าหมายยกระดับรายได้ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกสมุนไพรต้นน้ำในพื้นที่ภาคเหนือให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ภายในระยะเวลา 3 ปี
ด้าน ภญ.พันธ์วิรา เวยสาร ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ทางกองฯ ได้ร่วมออกแบบแนวคิดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจาก “ว่านสาวหลง” ร่วมกับภาคีเครือข่ายวิจัย สถาบันการศึกษาในพื้นที่ภาคเหนือ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปสมุนไพร เพื่อผลักดันสู่ Herbal Brand of Lanna พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ
อาทิ น้ำมันนวดสมุนไพร “มนต์พระเส้น” ที่มีเอกลักษณ์ของกลิ่นว่านสาวหลง ก่อนต่อยอดสู่ชุดผลิตภัณฑ์ “มนต์ดอกไม้เมืองเหนือ Lanna Blossom” จากดอกไม้พื้นถิ่นล้านนา ได้แก่ กาสะลอง ซ้องปีบ เก็ดถะหวา และสารภี ซึ่งการใช้นวัตกรรมสกัด “ว่านสาวหลง” เป็นน้ำมันหอมระเหยพรีเมียม ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้สูงถึง 20 เท่า เปลี่ยนจากราคาวัตถุดิบแห้งหลักร้อยบาทต่อกิโลกรัม พุ่งสูงถึง 80,000 – 150,000 บาทต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SMEs และเครือข่ายสปาภาคเหนือกว่า 30 ราย ขอยื่นรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้แล้ว โดยก้าวต่อไปจะมุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์สู่มาตรฐานสากล พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเครื่องสำอาง เพื่อผลักดันแบรนด์สมุนไพรล้านนาเป็นโมเดลต้นแบบในการสร้างรายได้สู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสร้างเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืนต่อไป
ส่องเทรนด์สมุนไพรไทยบนเวทีโลก
ในยุคที่ผู้คนทั่วโลกต่างหันมาใส่ใจสุขภาพในแบบองค์รวม (Holistic Health) และมองหาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อทั้งร่างกายและสิ่งแวดล้อม “สมุนไพร” จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของภูมิปัญญาคนรุ่นเก่าในตำราโบราณอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตาในฐานะ Green Soft Power ของประเทศไทยที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ความน่าสนใจคือ ตลาดโลกในปัจจุบันมีความต้องการ “สารสกัดจากพืช” (Plant Extract) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดสารสกัดจากพืชทั่วโลกจะเติบโตขึ้นไปถึง 5.94 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว ๆ 2 ล้านล้านบาท) เนื่องจากผู้บริโภคยุคใหม่พยายามหลีกเลี่ยงสารเคมีสังเคราะห์ และหันมาพึ่งพาพลังจากธรรมชาติในการดูแลตัวเองแทน ซึ่งนี่คือโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทย
ภาพรวมสมุนไพรไทยในตลาดโลกยุคปัจจุบัน
ปัจจุบันสมุนไพรไทยได้รับการยกระดับผ่านนวัตกรรมและการผลักดันเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้จับมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เดินหน้าผลักดันสมุนไพรไทยให้เป็นอีกหนึ่งซอฟท์พาวเวอร์ที่ดีเด่นดังของประเทศ
การขับเคลื่อนนี้อยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ที่มุ่งยกระดับสมุนไพรไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยการเชื่อมโยงสมุนไพรเข้าสู่ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองและธุรกิจบริการสมัยใหม่ เช่น สปา และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคทั่วโลกได้ง่ายขึ้น
ตัวเลขการส่งออกล่าสุด พืชสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สารสกัดของไทยมีอัตราการขยายตัวที่น่าทึ่ง โดยมีประเทศคู่ค้าหลักอย่าง “จีน” เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่รองรับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานและการยอมรับในระดับสากลของสมุนไพรไทยกำลังไต่ระดับขึ้นอย่างมั่นคง
7 สมุนไพรไทยตัวเต็ง (Herbal Champions) ที่โดดเด่น
จากบัญชีสมุนไพรเศรษฐกิจหลักของประเทศ นี่คือ 7 รายชื่อที่มีศักยภาพสูงสุดในการบุกตลาดสากล ด้วยงานวิจัยรองรับและสรรพคุณที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในยุคนี้
- มะระขี้นก (Bitter Melon) – ดาวรุ่งดวงใหม่ระดับหมื่นล้าน
โอกาสในตลาดโลก: ตลาดมะระขี้นกทั่วโลกมีมูลค่าสูงกว่า 28,000 ล้านบาท โดดเด่นมากในกลุ่มผู้รักสุขภาพและผู้ที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือด โดยไทยได้พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ “สาเกต 101” ซึ่งให้สารสำคัญที่ชื่อว่า ชาแรนติน (Charantin) สูงกว่าเดิมถึง 2 เท่า ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำสัญญาส่งออกไปยังประเทศจีนได้ล่วงหน้าคิดเป็นมูลค่ากว่า 250 ล้านบาท
- ขมิ้นชัน (Turmeric) – ราชาแห่งการต้านอักเสบ
เป็นสมุนไพรที่ฝั่งตะวันตกยอมรับอย่างกว้างขวางในกลุ่ม อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และอาหารเสริม โดดเด่นด้วยสารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในร่างกาย ปัจจุบันถูกนำมาสกัดให้อยู่ในรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมง่าย (Bioavailability สูง) เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มสุขภาพและสกินแคร์ระดับพรีเมียม
- กระชายขาว (Fingerroot) – เกราะป้องกันแนวหน้า
ได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตสุขภาพระดับโลกงานวิจัยในไทยพบว่า สารสกัดจากกระชายขาวมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อและการเจริญเติบโตของเซลล์ร้ายบางชนิด เช่น เซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดสารสกัดเพื่อการแพทย์ทางเลือกและการสร้างภูมิคุ้มกัน
- ฟ้าทะลายโจร (Green Chiretta) – ยาสามัญประจำบ้านระดับสากล
เป็นที่ยอมรับในฐานะยาจากธรรมชาติที่ช่วยบรรเทาอาการหวัดและอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน การควบคุมมาตรฐานสารสำคัญ แอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ให้คงที่และได้มาตรฐานสากล ทำให้ฟ้าทะลายโจรของไทยสามารถก้าวข้ามผ่านเกณฑ์มาตรฐานยาในหลายประเทศ ยกระดับจากสมุนไพรพื้นบ้านสู่ความมั่นคงทางยาในระดับภูมิภาค
- กระชายดำ (Black Galingale) – โสมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้สรรพคุณโดดเด่นด้านการบำรุงพละกำลัง เพิ่มการไหลเวียนโลหิต และช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย มักถูกนำไปเป็นส่วนผสมหลักในอาหารเสริมสำหรับผู้ชายและเครื่องดื่มเพิ่มพลังงานเกรดพรีเมียม ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีราคารับซื้อจากเกษตรกรค่อนข้างสูง
- ไพล (Plai) – ตัวจริงเรื่องการฟื้นฟูกล้ามเนื้อและสปา
ยืนหนึ่งในอุตสาหกรรม Wellness, ธุรกิจสปาไทย และผลิตภัณฑ์บรรเทาปวดในตลาดยุโรป น้ำมันหอมระเหยจากไพลมีฤทธิ์ลดการอักเสบและคลายกล้ามเนื้อได้ดี ทั้งยังมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตอบโจทย์เทรนด์การบำบัดด้วยกลิ่น (Aromatherapy) ที่กำลังเติบโตอย่างมากในซีกโลกตะวันตก
- บัวบก (Gotu Kola) – ขวัญใจวงการบิวตี้และสมอง
วงการสกินแคร์ระดับโลกนิยมเรียกว่า “Cica” สารสกัดจากบัวบกช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูผิวได้ดี จึงเป็นส่วนผสมหลักที่ขาดไม่ได้ในเครื่องสำอางกลุ่ม Clean Beauty
ยิ่งไปกว่านั้น บัวบกยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Nootropics (สารอาหารบำรุงสมองและระบบประสาท) ซึ่งเป็นเทรนด์อาหารเสริมที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจเพื่อช่วยเรื่องความจำและสมาธิ
การผลักดันสมุนไพรไทยไปสู่ระดับสากลในฐานะ Green Soft Power ไม่ใช่แค่เรื่องของการขายวัตถุดิบแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่มันคือโอกาสครั้งใหญ่ของ “เกษตรกรรมมูลค่าสูง” และการส่งเสริม “Regenerative Agriculture” (เกษตรฟื้นฟู) ในประเทศไทยอีกด้วย
อ้างอิง:
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. “เดินหน้าดันสมุนไพรไทยให้เป็นอีก 1 ซอฟท์พาวเวอร์ ที่ดีเด่นดังของไทย”.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. “แผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566-2570 และการขับเคลื่อนสมุนไพรเศรษฐกิจ (Herbal Champions)”.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. “แนวโน้มสถานการณ์/โอกาสของผลิตภัณฑ์สมุนไพร ในตลาดยุคปัจจุบัน (Plant Extract Market Trend)”.
- กองนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย. “รายงานสถานการณ์สินค้าสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สารสกัดของประเทศไทย”.
