ภัยพิบัติโหดสุดขั้ว เล่นแรงบนหลังคาโลก ธรรมชาติแจกใบแดงที่เนปาล

by Chetbakers

เทือกเขาฮินดูกูช–หิมาลัย หรือที่รู้จักกันว่า “หลังคาโลก” และเป็นขั้วโลกที่ 3 เพราะมีมวลน้ำแข็งและหิมะขนาดใหญ่ที่สุดของโลกนอกเหนือจากขั้วโลก

มาทำความรู้จักและเข้าใจภูมิภาคเทือกเขา “ฮินดูกูช–หิมาลัย” หรือ Hindu Kush Himalaya (HKH) หรือที่รู้จักกันว่า “หลังคาโลก” เทือกเขาบริเวณนี้ทอดยาวประมาณ 3,500 กิโลเมตร จากอัฟกานิสถานทางตะวันตกถึงเมียนมาทางตะวันออก

ครอบคลุมพื้นที่ของ 8 ประเทศ ได้แก่ อัฟกานิสถาน บังกลาเทศ ภูฏาน จีน อินเดีย เมียนมา เนปาล และปากีสถาน

สำหรับพื้นที่ที่มีธารน้ำแข็ง หิมะ และชั้นดินเยือกแข็งถาวร (permafrost) ของ HKH รวมกันเรียกว่า cryosphere ซึ่งไม่ใช่แผ่นน้ำแข็งผืนเดียวเหมือนกับขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ แต่ภูมิภาค HKH มักถูกเรียกว่า “ขั้วโลกที่สาม” (Third Pole) เพราะเป็นพื้นที่ที่มีมวลน้ำแข็งและหิมะขนาดใหญ่ที่สุดของโลกนอกเหนือจากขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้นั่นเอง

ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ (ICIMOD) ระบุว่า HKH มีธารน้ำแข็งมากกว่า 63,700 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 55,782 ตารางกิโลเมตร ขณะเดียวกัน ในภูมิภาค HKH มีทะเลสาบธารน้ำแข็งประมาณ 25,000 แห่ง และในจำนวนนี้ราว 200 แห่งถูกจัดว่าเป็นทะเลสาบที่มีอันตราย (dangerous glacier lakes) ซึ่งอาจก่อให้เกิด Glacial Lake Outburst Floods (GLOFs) หรือมหาอุทกภัยจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็งได้

ที่สำคัญมากกว่านั้นภูมิภาค HKH เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสำคัญอย่างน้อย 10 สายของเอเชีย คือ 1. อามูดาร์ยา ผ่านเอเชียกลาง เช่น อัฟกานิสถาน ทาจิกิสถาน อุซเบกิสถาน 2. สินธุ ผ่านจีน อินเดีย ปากีสถาน

  1. คงคา ผ่านอินเดีย บังกลาเทศ 4.พรหมบุตร ผ่านจีน อินเดีย บังกลาเทศ 5.อิรวดี ผ่านเมียนมา 6.สาละวิน ผ่านจีน เมียนมา และไทย 7.โขง ผ่านจีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม 8.แยงซี ผ่านจีน 9.เหลืองหรือเหือง ผ่านจีน 10.ทาริม ผ่านจีน โดยเฉพาะเขตซินเจียง

ทั้ง 10 ลุ่มน้ำนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงประชากรทั้งในภูมิภาคภูเขาและพื้นที่ปลายน้ำจำนวนมหาศาล HKH จึงเป็นระบบภูเขาขนาดมหึมา ประกอบด้วยหลายแนวเทือกเขา และพื้นที่ Third Pole ยังครอบคลุมที่ราบสูงทิเบตด้วย โดยมีระดับความสูงเฉลี่ยมากกว่า 4,000 เมตร ถือเป็นแหล่งกักเก็บน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดนอกเขตขั้วโลก

รู้จักภาพรวมธารน้ำแข็งกว่า 3,100 แห่งทั่วโลก

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Reviews Earth & Environment พบว่า ทั่วโลกมีธารน้ำแข็งประเภท surge-type glacier มากกว่า 3,100 แห่ง คำว่า surge ไม่ได้หมายความว่าธารน้ำแข็งเหล่านี้กำลังจะถล่มทั้งหมด แต่มีพฤติกรรมเร่งการไหลของมวลน้ำแข็งเป็นช่วงๆ จากพื้นที่สูงลงสู่พื้นที่ต่ำ และบางครั้งธารน้ำแข็งสามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

ธารน้ำแข็งประเภทนี้คิดเป็นประมาณ 1% ของธารน้ำแข็งทั่วโลก แต่ครอบคลุมพื้นที่ธารน้ำแข็งเกือบ 20% และกระจุกตัวอยู่มากในเขตอาร์กติก–กึ่งอาร์กติก และเอเชียภูเขาสูง หรือ High Mountain Asia

สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลคือมีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังทำให้รูปแบบการ surge คาดการณ์ได้ยากขึ้น และในบางกรณีการเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วสามารถกีดขวางแม่น้ำหรือสร้างเขื่อนน้ำแข็ง ทำให้เกิดทะเลสาบชั่วคราว เมื่อเขื่อนดังกล่าวพัง น้ำจำนวนมหาศาลอาจไหลทะลักลงสู่พื้นที่ด้านล่าง กลายเป็น Glacial Lake Outburst Flood หรือ GLOF

ธารน้ำแข็ง 81 แห่งเคยเกิดภัยพิบัติมาแล้ว

จากธารน้ำแข็ง surge-type มากกว่า 3,100 แห่ง อย่างน้อย 81 แห่งทั่วโลกเคยเกิดภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายมาแล้ว เช่น น้ำท่วมจากทะเลสาบที่ถูกกั้นด้วยน้ำแข็ง ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และการสูญเสียชีวิต ธารน้ำแข็งที่มีประวัติก่อภัยจำนวนมากอยู่ใน High Mountain Asia โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาคาราโครัม (Karakoram) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บริเวณปากีสถาน อินเดีย และจีน ซึ่งปี 2569 ภูมิภาคหิมาลัย–คาราโครัม เกิดเหตุการณ์ GLOF มากกว่า 388 ครั้ง จึงเป็นพื้นที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

เนปาลมีทะเลสาบธารน้ำแข็งที่เสี่ยง 47 แห่ง

สำหรับประเทศเนปาลตั้งอยู่ใจกลางเทือกเขาหิมาลัย โดยในลุ่มน้ำหลัก 3 แห่ง ได้แก่ Koshi, Gandaki และ Karnali มีทะเลสาบธารน้ำแข็งที่จัดอยู่ในกลุ่มทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีความเสี่ยง (potentially dangerous glacial lakes) จำนวน 47 แห่ง ซึ่งมีคุณลักษณะที่จำเป็นต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจาก GLOF

Glacial Lake Outburst Flood หรือ GLOF คือเหตุการณ์ที่น้ำจากทะเลสาบธารน้ำแข็งไหลทะลักออกมาอย่างฉับพลัน หลังโครงสร้างที่กั้นน้ำ เช่น สันตะกอนธารน้ำแข็ง หรือเขื่อนน้ำแข็งเกิดการพังทลาย น้ำที่ปล่อยออกมาสามารถพาเอาหิน โคลน น้ำแข็ง และเศษซากจำนวนมหาศาลไหลลงหุบเขาด้านล่าง มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีพลังทำลายล้างสูง อย่างที่เกิดขึ้นที่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต ในเขตราซูวาทางเหนือ เมื่อ 26 ส.ค. 2569 ซึ่งทำให้มีผู้คนเสียชีวิตเพิ่มเป็น 676 ราย และสูญหายร่วม 3,000 ราย (ข้อมูล ณ 29 ส.ค. 2569)

 

 

ทำไมโลกต้องรักษาธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ไว้

การสูญเสียธารน้ำแข็งหรือแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ละลาย หมายถึงการเปลี่ยนแปลงระบบน้ำ ภูมิอากาศ มหาสมุทร ระบบนิเวศ และความมั่นคงของมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน ธารน้ำแข้งในแต่ละพื้นที่จึงมีความสำคัญต่อโลกอย่างยิ่ง

  1. ฮินดูกูช–หิมาลัย: “หอคอยน้ำ” ของเอเชีย

ภูมิภาค ฮินดูกูช–หิมาลัย (HKH) หรือ “ขั้วโลกที่สาม” มีธารน้ำแข็ง หิมะ และชั้นน้ำแข็งบนภูเขาสะสมอยู่จำนวนมหาศาล ความสำคัญที่สุดของพื้นที่แห่งนี้คือ การทำหน้าที่เป็น “แหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ”

หิมะและน้ำแข็งจะสะสมในช่วงฤดูหนาว จากนั้นค่อยๆ ละลายและเติมน้ำให้แม่น้ำในช่วงฤดูร้อนหรือช่วงที่ฝนน้อย จึงทำหน้าที่คล้าย “อ่างเก็บน้ำที่สร้างโดยธรรมชาติ” ให้แก่แม่น้ำ 10 สาย (ที่กล่าวไว้ตอนต้น) ซึ่งมีความสำคัญต่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พลังงาน และระบบนิเวศ ของประชากรในพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ปลายน้ำที่ประมาณ 2,000 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ธารน้ำแข็งไม่ได้เป็นเพียง “ถังเก็บน้ำ” แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น น้ำแข็งละลายมากขึ้นในระยะแรกอาจทำให้แม่น้ำมีน้ำมากขึ้น และเมื่อธารน้ำแข็งสูญเสียมวลไปเรื่อยๆ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า peak water คือช่วงเวลาที่ปริมาณน้ำจากการละลายเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุด ก่อนจะลดลงเมื่อมวลน้ำแข็งเหลือน้อยลง

ดังนั้น หากธารน้ำแข็งหายไปมากเกินไป ปัญหาในอนาคตอาจไม่ใช่ปริมาณน้ำมากเกินไป แต่น้ำจะไม่เพียงพอในฤดูแล้ง (น้ำแข้.ละลายผิดช่วงเวลา) ขณะเดียวกันการละลายและถอยร่นของธารน้ำแข็งยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิด GLOF ซึ่งอันตรายมากอย่างที่เกิดที่ชายแดนเนปาล

  1. ขั้วโลกเหนือ: น้ำแข็งคือส่วนหนึ่งของ “เครื่องปรับอากาศโลก”

พื้นที่อาร์กติกมีทั้งน้ำแข็งทะเล และน้ำแข็งบนแผ่นดิน โดยเฉพาะแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ (Greenland Ice Sheet) เมื่อน้ำแข็งทะเลที่ลอยอยู่บนมหาสมุทรละลายจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นซึ่งอาจยังไม่ได้มากนัก เพราะน้ำแข็งลอยน้ำอยู่แล้ว

สิ่งที่น่ากังวลอีกประการคือ “ปรากฏการณ์อัลบีโด” (Albedo Effect) ซึ่งเกี่ยวข้องกับสีของพื้นผิวโลก โดยพื้นผิวสีขาวอย่างหิมะและน้ำแข็งสามารถสะท้อนแสงและความร้อนจากดวงอาทิตย์กลับสู่อวกาศได้มาก ขณะที่พื้นผิวสีเข้มอย่างมหาสมุทรจะดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ไว้มากกว่า

เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น น้ำแข็งจึงละลายและทำให้พื้นผิวสีขาวลดลง เมื่อมีพื้นผิวสีเข้มอย่างผิวน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ก็จะดูดซับความร้อนจากดวงอาทิตย์มากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นและทำให้น้ำแข็งละลายเร็วกว่าเดิม

จึงเกิดเป็น “วงจรป้อนกลับ” (ice-albedo feedback) กล่าวง่าย ๆ คือ น้ำแข็งละลาย พื้นผิวสีเข้มเพิ่มขึ้น ดูดซับความร้อนมากขึ้น โลกยิ่งอุ่นขึ้น น้ำแข็งยิ่งละลาย ทำให้ภาวะโลกร้อนสามารถเร่งตัวเองในบริเวณที่มีหิมะและน้ำแข็งปกคลุม

ฉะนั้น “อาร์กติก” จึงมีความสำคัญต่อสมดุลพลังงานของโลกอย่างมาก

กรีนแลนด์ก็เช่นกัน แต่แตกต่างออกไป เพราะน้ำแข็งส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน หากสูญเสียมวลน้ำแข็ง น้ำที่ไหลลงทะเลจะเพิ่มระดับน้ำทะเลโดยตรง ซึ่งข้อมูลของ NASA ระบุว่า Greenland Ice Sheet สูญเสียน้ำแข็งเฉลี่ยประมาณ 26.4 หมื่นล้านตันต่อปีในช่วงปี 2002–2025

ดังนั้น อาร์กติกจึงมีความสำคัญสองด้านพร้อมกัน โดยน้ำแข็งทะเล ควบคุมสมดุลความร้อน ส่วนน้ำแข็งกรีนแลนด์ ช่วยกำหนดระดับน้ำทะเลโลก

  1. ขั้วโลกใต้: แหล่งน้ำแข็งที่สำคัญที่สุดต่อระดับน้ำทะเล

หากพูดถึงน้ำแข็งที่ต้องรักษาไว้เพื่อป้องกันระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น “แอนตาร์กติกา” คือพื้นที่ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แอนตาร์กติกามี Antarctic Ice Sheet ซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดมหึมาปกคลุมทวีป

 

NASA ระบุว่า แอนตาร์กติกาสูญเสียน้ำแข็งเฉลี่ยประมาณ 1.3.5 แสนล้านตันต่อปี ในช่วงปี 2002–2025 และสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กังวลไม่ได้มีเพียงน้ำแข็งที่ละลายอยู่บนพื้นผิวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการที่น้ำแข็งบนแผ่นดินกำลังไหลลงสู่มหาสมุทรเร็วขึ้นด้วย

โดยเฉพาะในบริเวณ แอนตาร์กติกาตะวันตก (West Antarctica) ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนตัวจากแผ่นดินลงสู่ทะเล โดยมี Ice shelf หรือหิ้งน้ำแข็ง ซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากแผ่นดินและลอยอยู่บนมหาสมุทร ทำหน้าที่คล้าย “กำแพงหรือค้ำยัน” ช่วยชะลอการไหลของน้ำแข็งจากแผ่นดินไม่ให้ไหลลงทะเลเร็วเกินไป

ลองนึกภาพว่า ธารน้ำแข็งบนแผ่นดินคือก้อนน้ำแข็งที่กำลังค่อยๆ ไหลลงสู่ทะเล ส่วน Ice shelf เปรียบเหมือนสิ่งที่ช่วยพยุงและต้านการไหลเอาไว้ แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและน้ำทะเลอุ่นขึ้น Ice shelf บางแห่งอาจบางลง แตกหัก หรือถอยร่น เมื่อส่วนที่ช่วยค้ำยันอ่อนแอลง แรงต้านก็ลดลง ทำให้น้ำแข็งบนแผ่นดินสามารถไหลลงสู่มหาสมุทรได้เร็วขึ้น

ส่งผลให้น้ำแข็งบนแผ่นดินไหลลงทะเลมากขึ้น → น้ำแข็งบนทวีปลดลง → น้ำทะเลเพิ่มขึ้น

นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์จับตา Thwaites Glacier หรือที่มักถูกเรียกว่า “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นหนึ่งในธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ของแอนตาร์กติกาตะวันตก และการเปลี่ยนแปลงของมันอาจมีผลต่อระดับน้ำทะเลในอนาคต

  1. ถ้าน้ำแข็งหายไปจะเกิดอะไรขึ้นกับโลก?

ถ้าน้ำแข็งหายไป ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันทั้งหมด และไม่ได้เกิดขึ้นในระดับเวลาเดียวกัน

ระยะสั้น

  • อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงของน้ำท่วมจากน้ำแข็งและทะเลสาบธารน้ำแข็ง
  • น้ำหลากและดินถล่มในพื้นที่ภูเขา
  • ระบบนิเวศที่พึ่งพาน้ำเย็น
  • คลื่นความร้อนและสภาพอากาศสุดขั้ว

ระยะกลาง

  • จะเริ่มเห็นผลต่อความมั่นคงด้านน้ำ
  • เกษตรกรรม
  • พลังงานน้ำ
  • เมืองและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ระบบนิเวศ
  • ประมง

ระยะยาว

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงระบบภูมิอากาศในวงกว้าง จะทำให้เกิดการสูญเสียมวลน้ำแข็งจำนวนมากจากแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำทะเลในช่วงเวลาหลายศตวรรษถึงหลายพันปี

  1. แล้วประเทศไทยเกี่ยวข้องอย่างไร?

ประเทศไทยไม่มีธารน้ำแข็ง และไม่ได้อยู่ใกล้ขั้วโลก แต่ไทยอยู่ปลายน้ำของระบบภูมิอากาศโลก ผลกระทบที่ไทยต้องรับจะมาในรูปของฝนสุดขั้ว น้ำท่วม อุณหภูมิสูงขึ้น คลื่นความร้อน ฝนแปรปรวน ภัยแล้ง น้ำทะเลสูงขึ้น น้ำท่วมชายฝั่งและน้ำเค็มรุก สภาพอากาศสุดขั้ว ความเสียหายต่อเกษตร เมือง โครงสร้างพื้นฐาน และสุขภาพ

 

ดังนั้น แม้ธารน้ำแข็งที่เรากำลังพูดถึงจะอยู่ไกลจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร แต่การเปลี่ยนแปลงของมันสามารถมาถึงไทยผ่านระบบมหาสมุทร บรรยากาศ และวัฏจักรน้ำ

รายงาน State of the Climate in Asia 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า เอเชียยังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงปี 1991–2025 อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในเอเชียสูงกว่าช่วง 1961–1990 ประมาณสองเท่า

ปี 2568 ยังเกิดเหตุการณ์อากาศรุนแรงหลายประเภททั่วภูมิภาค ทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุ และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พายุไซโคลน Senyar ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในบางพื้นที่ของไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

สำหรับไทย ธนาคารโลกระบุว่า ความเสี่ยงทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ร้อนจัด การกัดเซาะชายฝั่ง และการขาดแคลนน้ำ และผลกระทบเหล่านี้กำลังส่งผ่านไปยังภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโดยรวม

ที่น่ากังวลคือ หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจัง ธนาคารโลกประเมินว่าผลกระทบทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ของไทยลดลง 7–14% ภายในปี 2593 และความเสียหายในบางปีอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายปีอย่างมาก

กรุงเทพฯ และเมืองชายฝั่งคือจุดเปราะบาง

ความเสี่ยงของไทยไม่ได้กระจายเท่ากันทุกพื้นที่ จากรายงาน Country Climate and Development Report ของธนาคารโลกชี้ว่า ความเสี่ยงน้ำท่วมในเขตเมืองของไทยอยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับหลายพื้นที่ทั่วโลก และกรุงเทพฯ มีความเปราะบางเป็นพิเศษ เพราะเป็นทั้งศูนย์กลางประชากร เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ขณะเดียวกัน ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเผชิญความเสี่ยงจากภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ และรูปแบบฝนที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งกระทบต่อภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

ดังนั้น ไทยไม่ได้เผชิญเพียง “ภัยน้ำท่วม” แต่กำลังเข้าสู่ยุคของ multi-hazard หรือภัยหลายรูปแบบที่เกิดพร้อมกันหรือส่งต่อมีผลกระทบถึงกัน อย่างเช่นฝนตกหนักอาจตามมาด้วยน้ำท่วม น้ำท่วมกระทบระบบไฟฟ้าและการคมนาคม ภัยแล้งกระทบแหล่งน้ำและการเกษตร อากาศร้อนจัดเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าและความเสี่ยงต่อสุขภาพ ขณะที่ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อเมืองและพื้นที่ชายฝั่ง

อ้างอิง:

1.Lovell, H., Benn, D. I., Jiskoot, H., et al. (2026). Glacier surging and surge-related hazards in a changing climate. Nature Reviews Earth & Environment, 7, 162–180.

2.Rather, A. F., Ahmed, R., Shamim, T., et al. (2026). Glacial lakes and GLOFs in a warming Himalaya-Karakoram region: current understanding, challenges, and the way forward. npj Natural Hazards, 3,

3.World Meteorological Organization (WMO). (2026). State of the Climate in Asia 2025. Geneva: WMO.

4.World Meteorological Organization (WMO). (2026). Extreme heat and rainfall, glacier loss and record ocean heat impact Asia in 2025. WMO.

5.Reuters. (2026). Risk of lake burst near China-Nepal disaster site wanes. Reuters, 29 August 2026.

6.Institute of Earth Sciences, University of Iceland. (2026). New research on surge-type glaciers, related hazards, and influence of climate change. University of Iceland.

7.Government of Nepal, Water and Energy Commission Secretariat (WECS). (2025). Flood, Drought and Climate Change Analysis of Nepal. Government of Nepal.

8.Government of Thailand / Department of Climate Change and Environment (DCCE). (2024). Thailand’s National Adaptation Plan (NAP). Submitted to the United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC).

9.World Bank. (2025). Thailand Country Climate and Development Report. Washington, DC: World Bank.

10.Khan, M. A., et al. (2021). Glacier-Related Hazards Along the International Karakoram Highway: Status and Future Perspectives. Frontiers in Earth Science.

11.Bolch, T., Kulkarni, A., Kaab, A., et al. (2021). Glacial change and hydrological implications in the Himalaya and Karakoram. Nature Reviews Earth & Environment.

12.Wester, P., Mishra, A., Mukherji, A., & Shrestha, A. B. (Eds.). (2019). The Hindu Kush Himalaya Assessment: Mountains, Climate Change, Sustainability and People. Springer / ICIMOD.

13.International Centre for Integrated Mountain Development (ICIMOD). (2021). Major River Basins in the Hindu Kush Himalaya (HKH) Region. ICIMOD Regional Database System.

14.Wester, P., et al. (2023). Water, Ice, Society, and Ecosystems in the Hindu Kush Himalaya: An Introduction. In Water, Ice, Society and Ecosystems in the Hindu Kush Himalaya. ICIMOD.

15.International Centre for Integrated Mountain Development (ICIMOD). (2026). The Hindu Kush Himalaya. ICIMOD.

16.International Centre for Integrated Mountain Development (ICIMOD). (2026). Hindu Kush Himalaya glaciers losing ice at double the rate since 2000. ICIMOD.

17.National Aeronautics and Space Administration (NASA). (2026). Ice Sheets – Earth Indicator. NASA Science.

18.World Meteorological Organization (WMO). (2021). The Global Climate 2011–2020: A Decade of Acceleration. Geneva: WMO.

Copyright @2021 – All Right Reserved.