พบการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมมาทิ้งในพื้นที่ไรอ้อยใน จ.ปราจีนบุรี สูงเทียบเท่าตึก 2 ชั้น บริเวณรอยต่อ ต.ลาดตะเคียน–ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี
ประชาชนแจ้งเบาะแสพบการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมมาทิ้งในพื้นที่ปราจีนบุรีมาต่อเนื่อง ล่าสุดพบกองวัสดุจากกากอุตสาหกรรมสูงเทียบเท่าตึก 2 ชั้น บริเวณรอยต่อ ต.ลาดตะเคียน–ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ภายในพื้นที่ไร่อ้อยกว่า 1,000 ไร่
วัสดุที่มองจากภายนอกมีลักษณะคล้ายขี้ไก่แกลบ แต่ภายในปะปนด้วยเศษสายไฟบด เศษพลาสติก และชิ้นส่วนที่มีลักษณะคล้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีร่องรอยการใช้เครื่องจักรตักวัสดุจากกองไปโรยในแปลงอ้อยโดยรอบ ขณะที่บริเวณกองยังพบแนวน้ำสีแดงไหลซึมเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก
ล่าสุดเมื่อ 2 ก.ย. 2569 อาสาสมัครชุดผลักดันช้างป่า ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบกองวัสดุ/กากอุตสาหกรรมสูงเทียบเท่าตึก 2 ชั้นบริเวณรอยต่อ ต.ลาดตะเคียน–ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ภายในพื้นที่ไร่อ้อยกว่า 1,000 ไร่ วัสดุที่มองจากภายนอกมีลักษณะคล้าย ขี้ไก่แกลบ แต่ภายในปะปนด้วยเศษสายไฟบด เศษพลาสติก และชิ้นส่วนที่มีลักษณะคล้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีร่องรอยการใช้เครื่องจักรตักวัสดุจากกองไปโรยในแปลงอ้อยโดยรอบ ขณะที่บริเวณกองยังพบแนวน้ำสีแดงไหลซึมเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก
สิ่งที่ทำให้ชาวบ้านกังวลคือ หากขยะพิษเหล่านี้ปะปนและกระจายไปในพื้นที่เกษตร จะไหลงสู่ดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการของหน่วยงานรัฐที่จะยืนยันได้ว่ากองวัสดุทั้งหมดเป็นขยะพิษ หรือมีสารชนิดใดในระดับที่อันตรายมากแค่ไหน
การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมเกิดต่อเนื่อง
กรณีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาการร้องเรียนเรื่องการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ปราจีนบุรีที่เกิดขึ้นมาต่อเนื่อง โดยในเดือนกรกฎาคม 2569 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่บ้านเกาะลอย หมู่ 6 ต.หาดนางแก้ว อ.กบินทร์บุรี โดยร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลหาดนางแก้วและสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี
การตรวจสอบในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า อ.กบินทร์บุรีมีพื้นที่ถูกลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมหลายแห่ง ทั้ง ต.วังท่าช้าง ต.หาดนางแก้ว ต.วังตะเคียน และ ต.ลาดตะเคียน และเกิดมาตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งหน่วยพิทักษ์สิ่งแวดล้อมที่ 7 ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมใน ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี และพบบ่อดินปูด้วยแผ่นพลาสติก 4 บ่อ ลึกประมาณ 4–7 เมตร ซึ่งมีน้ำเสียขังอยู่ โดยมีการชี้แจงว่าเป็นน้ำชะขยะจากกิจการโรงงานประเภท 105
ในพื้นที่ ต.หาดนางแก้ว ก็มีประวัติการร้องเรียนเช่นกัน โดยในปี 2565 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ของบริษัทที่ประกอบกิจการทำสารปรับปรุงคุณภาพดินจากสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และพบกองวัตถุดิบหลายชนิด รวมถึงกองยิปซั่มสีดำ กากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย และกากของเสียจากการผลิตกรดน้ำส้ม โดยบางส่วนถูกกองกลางแจ้ง
“ขี้ไก่แกลบ” หรือฉากอำพารางกากอุตสาหกรรม?
จากการตรวจสอบกองวัสดุในไร่อ้อยล่าสุด พบว่าขี้ไก่แกลบอยู่ปะปนหรือคลุมวัสดุด้านล่าง เมื่อฝนชะล้างวัสดุชั้นบนออก จึงเห็นเศษสายไฟและวัสดุอุตสาหกรรมอยู่ภายในอย่างชัดเจน
ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ภายในกองที่มองภายนอกเหมือนขี้ไก่แกลบกลับพบเศษวัสดุจากโรงงาน รวมถึงสายไฟและพลาสติกจำนวนมาก และยังพบร่องรอยการนำวัสดุไปกระจายในแปลงอ้อยข้างเคียง ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า กากอุตสาหกรรมเหล่านี้ถูกนำมาปะปนกับขี้ไก่แกลบโดยบังเอิญ หรือมีเจตนาใช้วัสดุการเกษตรปกปิดการนำกากอุตสาหกรรมมาทิ้ง
ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า ผู้เช่าที่ดินอ้างว่าเดิมมีการนำขี้ไก่แกลบมาใช้ในไร่อ้อย แต่มีรถบรรทุกนำวัสดุอื่นเข้ามาเทบริเวณดังกล่าว ทำให้เกิดการปะปนกันของวัสดุ ดังนั้นจะต้องรอเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบต่อไปว่า รถบรรทุกคันใดเป็นผู้นำมา ใครเป็นผู้ว่าจ้าง รถมาจากไหน กากมีต้นทางจากโรงงานหรือกิจการใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนย้าย
ผลการตรวจสอบจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันตัวบุคคลหรือบริษัทว่าเป็นผู้สั่งนำกากอุตสาหกรรมมาปะปนกับขี้ไก่แกลบ ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่เริ่มกังวล เนื่องจากพบแนวน้ำสีแดงไหลออกจากกองวัสดุเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูฝนจึงสุ่มเสี่ยงที่มลพิษเหล่านี้จะไหลลงสู่พื้นที่การเกษตรโดยรอบ รวมถึงแหล่งน้ำ
การลงพื้นที่ของ ‘เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง’
สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ระบุว่า พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ของ จ.ปราจีน มาอย่างต่อเนื่อง โดยวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายลงพื้นที่ ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี พบกองผงสีดำ ซากถุงบิ๊กแบ็ก และเศษสายไฟบดย่อยกระจายอยู่ประมาณ 4 จุด รวมถึงบ่อน้ำที่มีคราบผิดปกติและกลิ่นคล้ายน้ำมัน
จากนั้นติดตามไปตรวจสอบใน ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว พบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างน้อย 4 จุดหลัก โดยมีทั้งเศษสายไฟบดย่อยและจุดทิ้งน้ำเสียลงบ่อน้ำ โดยกากที่พบในปราจีนบุรีและสระแก้วมีลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งประเภทวัสดุและรูปแบบการทิ้ง จึงอาจมีความเชื่อมโยงกัน
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ข้อมูล GPS ที่เครือข่ายฯ ติดตามพบรถบรรทุกพ่วงกลุ่มเดียวกันเดินทางเข้า–ออกโรงงานประเภท 106 หรือโรงงานรีไซเคิลแห่งหนึ่งใน ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา หลายครั้งในช่วงเวลาใกล้เคียงกับเหตุการณ์
คำถามที่หน่วยงานรัฐต้องตอบอย่างน้อย 8 ประเด็น
1. วัสดุในกองคืออะไร
2. มีสารอันตรายหรือโลหะหนักหรือไม่ และมีความเข้มข้นเท่าใด
3. ใครเป็นผู้ขนวัสดุเข้ามา
4. ใครเป็นผู้ว่าจ้าง และกากมาจากกิจการใด
5. เหตุใดกากอุตสาหกรรมจึงมาอยู่รวมกับขี้ไก่แกลบ
6. วัสดุถูกนำไปโรยในไร่อ้อยแล้วกี่ไร่
7. มีการนำวัสดุชุดเดียวกันไปทิ้งหรือใช้ในพื้นที่อื่นหรือไม่
8. ดิน น้ำ พืช และสัตว์ป่าได้รับผลกระทบหรือไม่
กองวัสดุสูงเท่าตึก 2 ชั้นกลางไร่อ้อยเป็นเพียงปลายทางที่มองเห็น แต่สิ่งที่สังคมต้องการรู้คือ กากเหล่านี้เดินทางมาจากไหน หากผลการตรวจสอบยืนยันว่ามีสารอันตราย การสอบสวนต้องเดินย้อนกลับตั้งแต่พื้นที่เกษตร รถขนส่ง ผู้ว่าจ้าง ผู้รับกำจัด ไปจนถึงโรงงานหรือแหล่งกำเนิดกาก เพราะผู้รับผิดชอบต่อปัญหาไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่คนที่นำของเสียไปทิ้งปลายทางเท่านั้น
อ้างอิง:
• การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม บ้านเกาะลอย ต.หาดนางแก้ว อ.กบินทร์บุรี วันที่ 14 ก.ค. 2569, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี
• การตรวจสอบข้อร้องเรียนลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี ปี 2565 พบพื้นที่บ่อ 4 บ่อ ลึก 4–7 เมตร และมีน้ำเสียขัง, สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7
• การตรวจสอบข้อร้องเรียนใน ต.หาดนางแก้ว ปี 2565 พบกองวัตถุดิบและกากหลายประเภท รวมถึงกากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย, สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7
• สืบจากกากพิษ ปราจีนฯ โยงสระแก้ว ‘หลักฐาน’ สำคัญที่ถูกปล่อยให้ลอยนวล, decode ThaiPBS
• รายงานการพบกองวัสดุขนาดมหึมากลางไร่อ้อย ต.ลาดตะเคียน–ต.เขาไม้แก้ว มีเศษสายไฟ เศษพลาสติก และร่องรอยการนำวัสดุไปโรยในพื้นที่กว่า 1,000 ไร่, Banmuang
