รัฐมนตรีวราวุธขยับเอาผิดโรงงานลักลอบทิ้งกากพิษอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC และ ปราจีนบุรี หากกระทบประชาชนและสิ่งแวดล้อมจ่อเอาผิดฐานฟอกเงิน
การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมกลายเป็นกิจวัตรประจำประเทศไทย และรัฐมนตรีคนปัจจุบันเพิ่งเริ่มหยิบปัญหานี้มาเป็นวาระใหญ่ของกระทรวงอุตสาหกรรมอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ประกาศยกระดับการปราบปรามขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และ จ.ปราจีนบุรี หลังพบพฤติการณ์ที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายและสร้างผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
มาตรการที่ประกาศมีตั้งแต่การสั่งหยุดหรือปิดโรงงาน การดำเนินคดีอาญา การฟ้องแพ่งเรียกค่าใช้จ่ายในการกำจัดและฟื้นฟูพื้นที่ ไปจนถึงการพยายามผลักดันให้การลักลอบขนย้ายและทิ้งกากอุตสาหกรรมเชื่อมโยงกับกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมทั้งใช้ระบบติดตามการขนส่งกากด้วย GPS และ e-Manifest เพื่อควบคุมเส้นทางตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
แต่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ มาตรการ “เอาผิดถึงที่สุด” ที่ประกาศในวันนี้ ต่างจากสิ่งที่รัฐทำมาตลอดหลายสิบปีอย่างไร และที่ผ่านมาไทยลงโทษผู้ประกอบการที่ลักลอบทิ้งกากพิษจริงจังมากน้อยแค่ไหน
คำตอบจากหลักฐานที่ตรวจสอบได้คือ มีการดำเนินคดีและมีคำพิพากษาลงโทษจริง แต่จำนวนคดีที่ไปถึงขั้นศาลและมีโทษจำคุกอย่างชัดเจนยังมีน้อยเมื่อเทียบกับขนาดของปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน
กรมโรงงานฯ อ้างบทลงโทษเดิมเบาเกินไป
ย้อนกลับไปปี 2564 กรมโรงงานอุตสาหกรรมเคยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า การลักลอบทิ้งกากของเสียและการปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัดเป็นความผิดร้ายแรง แต่กฎหมายในเวลานั้นกำหนดโทษหลักเป็นปรับไม่เกิน 200,000 บาท และมีอายุความในการดำเนินคดีเพียง 1 ปี ทำให้บางคดีไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ทันเวลา
กรมโรงงานฯ จึงเสนอให้แก้กฎหมายเพิ่มโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี เพื่อยืดอายุความและเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการไม่เลือก “เสี่ยงทำผิด” เพราะต้นทุนของการถูกจับต่ำกว่าต้นทุนการจัดการกากอย่างถูกต้อง
นี่คือจุดสำคัญของปัญหา เพราะหากการลักลอบทิ้งกากสามารถลดต้นทุนการกำจัดจากหลักล้านหรือหลักสิบล้านบาท เหลือความเสี่ยงเพียงค่าปรับหลักแสน การกระทำผิดก็อาจกลายเป็น “ต้นทุนทางธุรกิจ” มากกว่าจะเป็นความเสี่ยงทางอาญา
ยิ่งเห็นชัดจากข้อมูลปี 2565 ที่กรมโรงงานฯ ระบุว่า ได้ดำเนินคดีกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่รายงานการขนกากออกนอกโรงงานมากกว่า 50,000 ราย พร้อมยอมรับว่าปัญหาการลักลอบทิ้งกากเป็นปัญหาเรื้อรังที่มีมานานและยังแก้ไขไม่ได้
ศาลเคยลงโทษจริงมากน้อยแค่ไหนหรือไม่?
แน่นอนว่าศาลเคยสั่งลงโทษหลายคดี ทั้งจำคุก ปรับ และให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบค่ากำจัดของเสีย โดยคดีที่เห็นภาพชัดที่สุดต คือ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จ.ระยอง ซึ่งมีการครอบครองวัตถุอันตรายและการปล่อยสารอันตรายลงแหล่งน้ำสาธารณะ ศาลจังหวัดระยองพิพากษาให้บริษัทปรับ 350,000 บาท โดยมีกรรมการบริษัทถูกจำคุกรวม 5 ปี 15 เดือน และศาลสั่งริบของกลางเพื่อให้กรมโรงงานฯ นำไปบำบัดหรือกำจัดอย่างถูกต้อง โดยบริษัทและกรรมการต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว
อีกคดีสำคัญคือ คดีลักลอบกองและฝังกลบกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่พบกากที่เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายประมาณ 26,880 ตัน ในปี 2564 คดีนี้ใช้เวลาประมาณ 4 ปี จึงมีคำพิพากษาในเดือนมีนาคม 2568 คดีนี้มีจำเลย 3 ราย ได้แก่ เจ้าของที่ดิน บริษัทผู้ขนส่ง และกรรมการบริษัท ศาลลงโทษทั้งจำคุกและปรับ โดยโทษจำคุกบางส่วนรอลงอาญา และที่สำคัญศาลยังมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้ง 3 ราย ร่วมกันชำระค่ากำจัดกากให้กรมโรงงานฯ ประมาณ 124.9 ล้านบาท
นี่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนหลัก Polluter Pays Principle หรือหลักการ PPP ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดกรณีหนึ่ง ซึ่งภาคประชาชนพยายามผลักดันให้มีการออกกฎหมายบังคับมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาจบลงแค่ “จับ-ปรับ” แต่ผู้กระทำผิดต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสียที่ตัวเองสร้างขึ้นด้วย
อีกคดี ในปี 2568 ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราพิพากษาคดี บริษัท เอวายแอลพี จำกัด ซึ่งถูกตรวจพบว่า เป็นโรงงานรีไซเคิลที่ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการครอบครองขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเข้าข่ายวัตถุอันตราย คดีนี้บริษัทถูกปรับ ขณะที่ผู้จัดการโรงงานถูกจำคุก 3 ปี 3 เดือน และปรับ 175,000 บาท โดยโทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี
นอกจากนี้ ศาลสั่งให้ของกลางส่งมอบกรมโรงงานฯ เพื่อบำบัดหรือกำจัดอย่างถูกต้อง และให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด คดีดังกล่าวนี้เป็นอีกหลักฐานว่า ศาลไทยมีคำพิพากษาลงโทษผู้ประกอบการและผู้บริหารจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคดีจะจบด้วยการจำคุกจริง เพราะหลายคดีมีการ “รอลงอาญา”
“เอกอุทัย” คดีที่ศาลสั่งลงโทษจำคุกจริง
ในปี 2567 ศาลจังหวัดสีคิ้วมีคำพิพากษาคดี บริษัท เอกอุทัย จำกัด สาขากลางดง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียและสารอันตราย โดยบริษัทถูกปรับรวม 250,000 บาท และกรรมการบริษัทถูกจำคุก 2 ปี 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญา จากความผิดตามกฎหมายวัตถุอันตรายและกฎหมายการสาธารณสุข
คดีนี้ถือเป็นอีกตัวอย่างที่ชี้ว่า เมื่อข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานไปถึงศาล ผู้บริหารของกิจการสามารถได้รับโทษจำคุกจริง ไม่ใช่เพียงค่าปรับทางปกครอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระบวนการยุติธรรมมีความล่าช้า ทำให้คดีจำนวนมากยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและดำเนินคดี
ปัญหาคือ เมื่อเกิดเหตุลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจำนวนมาก กระบวนการไม่ได้จบที่การตรวจพบ อย่างเช่น คดีลักลอบทิ้งกากในพื้นที่สวนยูคาลิปตัส จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2568 เจ้าหน้าที่ระบุว่า พบผู้กระทำผิด 3 ราย ซึ่งรับสารภาพ และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งฟ้อง ขณะที่คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวนและติดตามความคืบหน้า
กรณี จ.ชลบุรี ในปี 2568 ก็เช่นกัน เจ้าหน้าที่พบเส้นทางขนส่งกากที่เชื่อมโยงผู้ก่อกำเนิดกากผู้ขนส่ง และพื้นที่ลักลอบทิ้ง ก่อนรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งกล่าวได้ว่าบ้านเรามีช่องว่างสำคัญของระบบบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะบางกรณีรัฐต้องเป็นคนรับผิดชอบค่าจ่ายค่ากำจัดก่อนอีกด้วย
กรณี แวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จ.ราชบุรี เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญ หลังกรมโรงงานฯ ต้องเข้าไปจัดการกากของเสียและดินปนเปื้อนจำนวนมาก โดยมีการดำเนินโครงการขนย้ายกากของเสียประมาณ 13,439 ตัน ออกจากพื้นที่เพื่อบำบัดและกำจัด โดยต้องรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่าย
ส่วนกรณีโกดังเถื่อนใน อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ล่าสุดกรมโรงงานฯ ระบุว่าต้องใช้งบประมาณ 54 ล้านบาท เพื่อเคลียร์ของเสียเคมีอันตรายกว่า 7,500 ตัน และจึงค่อยดำเนินการเรียกคืนค่าใช้จ่ายจากผู้กระทำผิดภายหลัง
ดังนั้น คำว่า “Polluter Pays” ในทางปฏิบัติยังเรียกไม่ได้ว่า 100% เพราะในหลายกรณีประชาชนและรัฐไม่สามารถรอให้คดีสิ้นสุดก่อนที่จะกำจัดสารพิษได้ เมื่อกากคุกคามน้ำ ดิน หรือสุขภาพประชาชน รัฐจึงต้องใช้เงินภาษีเข้าไปจัดการก่อน แล้วจึงค่อยไล่เบี้ยผู้กระทำผิด
ที่ผ่านมาไทยละเลยเอาผิดโรงงานหรือไม่
ไม่สามารถกล่าวได้ว่ารัฐไทยไม่แก้ปัญหาขยะพิอุตสาหกรรม เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่ามีทั้งการสั่งหยุดโรงงาน เพิกถอนใบอนุญาต ดำเนินคดีอาญา และเคยมีคำพิพากษาจำคุก รวมถึงการเรียกค่าเสียหายระดับหลายสิบถึงหลักพันล้านบาท
ตัวอย่างที่ใหญ่กว่านั้นคือคดี บริษัท ที เอช เอช โมลีโพรเซสซิ่ง จำกัด ซึ่งศาลจังหวัดฉะเชิงเทรามีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายประมาณ 1,770 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย จากกรณีสารปนเปื้อนแพร่ลงสู่อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสาธารณะ แต่กรมโรงงานฯ ยอมรับว่าระบบบังคับใช้กฎหมายในอดีตยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะเอาผิดการลักลอบทิ้งกากพิษอุตสาหกรรมให้เด็ดขาด หลาบจำ หากหลักฐานชี้ไปอีกทาง จึงกล่้าวได้ว่า โทษเดิมต่ำ อายุความสั้น และเป็นอุปสรรคต่อการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ
ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจึงมักได้รับทราบการตรวจพบกากพิษจำนวนมากเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งในโรงงาน โกดัง พื้นที่ร้าง บ่อดิน และพื้นที่เกษตรกรรม ขณะที่การจัดการของเสียหลังเกิดเหตุบางครั้งต้องใช้งบประมาณรัฐก่อนหลายสิบล้านบาท ฉะนั้นประเทศไทยจึงยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการบังคับใช้กฎหมาย จึงไม่สามารถทำให้ผู้ก่อมลพิษแบกรับต้นทุนเต็มจำนวนมาโดยตลอด
ข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรมในปี 2569 จึงขยับไปไกลกว่าการจับและปรับ โดยพยายามดึงเครื่องมือด้านการเงินเข้ามาตัดวงจรธุรกิจ ตั้งแต่การตรวจสอบเส้นเงิน การยึดและอายัดทรัพย์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงความผิดเกี่ยวกับกากอุตสาหกรรมเข้ากับกฎหมายฟอกเงิน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 กรมโรงงานฯ เพิ่งหารือกับสำนักงาน ปปง. เรื่องการกำหนดให้การลักลอบขนย้ายและทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน และระบุว่าประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของสภาผู้แทนราษฎร
จับรถขนกากได้ต้องสาวไปถึง “คนสั่ง”
อีกเครื่องมือที่ไทยมีอยู่แล้วคือระบบ E-Fully Manifest สำหรับบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมแบบครบวงจร และกรมโรงงานฯ กำลังพัฒนาให้การติดตาม GPS และ e-Manifest ครอบคลุมการขนส่งกาก พร้อมใช้ AI ตรวจจับความผิดปกติของข้อมูลและสมดุลมวลของกาก
แนวคิดนี้สำคัญ เพราะปัญหาการลักลอบทิ้งกากไม่ได้เกิดเฉพาะที่ “ปลายทาง” แต่เกิดได้ตั้งแต่การแจ้งชนิดกาก การว่าจ้างผู้ขนส่ง การนำออกจากโรงงาน ไปจนถึงการนำไปทิ้งในพื้นที่ที่ไม่มีใบอนุญาต
หากระบบสามารถตรวจสอบได้ว่า กากออกจากโรงงานเท่าไร ใครเป็นผู้ขนส่ง ไปที่ไหน และปลายทางรับจริงเท่าไร ช่องว่างระหว่างต้นทางกับปลายทางจะกลายเป็นสัญญาณผิดปกติที่รัฐสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ บทเรียนสำคัญของกรมโรงงานฯ ไม่ใช่ “จับให้ได้มากที่สุด” แต่ต้องทำให้ “ทิ้งแล้วไม่คุ้ม” และ “ไม่กล้าทิ้งอีก” หรือสั่งปิดโรงงานให้เข็ดหลาบไปเลย
ไม่เช่นนั้นแล้ว ปัญหากากอุตสาหกรรมจะวนๆ อยู่สังคมไทยหากกิจการเหล่านั้นคิดว่า “ต้นทุนการกำจัด” ให้ถูกต้อง “แพงกว่าค่าปรับ” จึงละเลยความรับผิดชอบมาอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ในวันที่รัฐมนตรีประกาศ “ล้างบาง” ขบวนการกากพิษ สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง ไม่ใช่เพียงจำนวนโรงงานที่ถูกตรวจค้น แต่คือ จำนวนคดีที่ส่งถึงศาล จำนวนเจ้าของกิจการ ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท ถูกลงโทษจริง จำนวนเงินที่รัฐเรียกคืนได้สมน้ำสมเนื้อ และผู้ก่อมลพิษต้องเป็นคนจ่ายค่าฟื้นฟูเอง ตลอดจนประชาชนจะต้องได้รับการชดเชยผลกระทบที่เหมาะสม ที่สำคัญหากสามารถลากข้าราชการที่มีส่วนผิดมาลงโทษได้จะเป็นสิ่งที่คนในสังคมนี้พึงปรารถนา
หากการผลักดันนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง มีรูปธรรม มีจำนวนตัวเลขที่ตอกย้ำว่า Polluter Pays มากขึ้นอย่างที่รัฐมนตรีวราวุธประกาศไว้จริง ประชาชนจะมีความหวังกับระบบราชการและฝ่ายการเมืองมากขึ้น
อ้างอิง:
กรมโรงงานอุตสาหกรรม. “กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าปราบปรามการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม…” กรมโรงงานอุตสาหกรรม, 8 กันยายน 2569.
กรมโรงงานอุตสาหกรรม. “กรมโรงงานฯ เร่งแก้ปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม เพิ่มโทษ…” กรมโรงงานอุตสาหกรรม, 2564.
กรมโรงงานอุตสาหกรรม. “กรมโรงงานฯ ดำเนินคดีโรงงานไม่รายงานการขนกากอุตสาหกรรม…” กรมโรงงานอุตสาหกรรม, 2565.
กรมโรงงานอุตสาหกรรม. “ศาลพิพากษาคดีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ต.ดีลัง จ.ลพบุรี…” กรมโรงงานอุตสาหกรรม, 2568.
กรมโรงงานอุตสาหกรรม. “ศาลพิพากษาคดีบริษัท วิน โพรเสส จำกัด…” กรมโรงงานอุตสาหกรรม, 2568.
กรมโรงงานอุตสาหกรรม. “ศาลพิพากษาคดีบริษัท เอวายแอลพี จำกัด…” กรมโรงงานอุตสาหกรรม, 2568.
กรมโรงงานอุตสาหกรรม. “ศาลพิพากษาคดีบริษัท เอกอุทัย จำกัด…” กรมโรงงานอุตสาหกรรม, 2567.
กรมโรงงานอุตสาหกรรม. “คดีบริษัท ที เอช เอช โมลีโพรเซสซิ่ง จำกัด…” กรมโรงงานอุตสาหกรรม, 2567.
กรมโรงงานอุตสาหกรรม. ข้อมูลระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมและระบบ E-Fully Manifest.
ขอบคุณภาพจาก: เพจมูลนิธิบูรณะนิเวศ
