ปั้น EEC ดัน Data Center แลกผืนป่าต้นน้ำที่หายไปได้ไม่คุ้มเสีย?

by Chetbakers

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่รัฐบาลหวังดันลงทุน Data Center ในพื้นที่ EEC แลกการทำลายผืนป่าต้นน้ำ 12,000 ไร่ ได้อาจไม่คุ้มเสีย

ในยุคที่ประเทศไทยต้องปรับตัวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงเป็นเป้าหมายแรกที่รัฐบาลคาดหวังในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างศูนย์ข้อมูล (Data Center) มูลค่า 1-2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาลในระบบระบายความร้อน (Cooling System) ตลอด 24 ชั่วโมง 

ทว่า เบื้องหลังการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับแสนล้านบาทนี้ กลับต้องแลกด้วยการสูญเสียพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นกว่า 7,503 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนช่องอีก 7,097 ไร่ เพื่อสร้าง “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติกรอบวงเงิน 7,200 ล้านบาท ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเมื่อรวม 2 พื้นที่เท่ากับเราจะเสียพื้นที่ป่าไปถึง 14,600 ไร่ (ภายหลังมีการปรับลดพื้นที่น้ำท่วมอุทยานฯ 6,191 ไร่ และป่าสงวนฯ 5,791 ไร่ รวม 11,982 ไร่)

ทำความรู้จักอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น
อุทยานฯ เขาสิบห้าชั้น ตั้งอยู่ใน อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี มีพื้นที่รวมประมาณ 73,836.60 ไร่ (118.14 ตารางกิโลเมตร) เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก (จันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, สระแก้ว) ซึ่งทำหน้าที่เป็นทางเชื่อมต่อทางชีวภาพ (Ecological Corridor) ที่กั้นระหว่างอุตสาหกรรมชลบุรี-ระยองกับผืนป่าตะวันออก

ลักษณะภูมิประเทศและอุทกวิทยา มีสภาพเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ยอดเขาสูงสุดคือ “ยอดเขาสิบห้าชั้น” (สูง 802 เมตรจากระดับน้ำทะเล) มีปริมาณฝนตกชื้นสูงเฉลี่ยมากกว่า 3,000 มิลลิเมตรต่อปี ลงสู่ชั้นน้ำบาดาลแล้ว ยังกักเก็บคาร์บอนในรูปของชีวมวล (Biomass Carbon Storage) ได้สูงถึง 100–150 ตันคาร์บอนต่อไร่

ป่าแห่งนี้ทำหน้าที่เสมือน “ฟองน้ำธรรมชาติ” ซับน้ำฝนและเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารสายสำคัญของจันทบุรี โดยเฉพาะคลองโตนด ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ไหลผ่านพื้นที่ เป็นพื้นที่ป่าดิบชื้น (Tropical Rain Forest) และป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest) ที่มีไม้เรือนยอดสูงแน่นทึบ 3–4 ชั้นที่สมบูรณ์ มีไม้ยาง ไม้ตะเคียน พะยอม ไม้ชั้นกลางและชั้นล่าง (Sub-canopy & Understory) มีกะพ้อ, ระกำ, หมากป่า, กล้วยไม้ป่า และเฟิร์นสายพันธุ์โบราณ รวมทั้งพืชพรรณท้องถิ่นหลากชนิด ทำหน้าที่กักเก็บคาร์บอนและรักษาสมดุลนิเวศวิทยาของภาคตะวันออก

ทรัพยากรสัตว์ป่าแห่งนี้เป็นถิ่นอาศัยและเส้นทางเคลื่อนย้าย (Corridor) สำคัญของสัตว์ป่าขนาดใหญ่ ได้แก่ ช้างป่า (ประชากรหลักของภาคตะวันออก), กระทิง, วัวแดง, กวางป่า, เก้ง, เสือโคร่ง, เสือลายเมฆ, หมี และนกสงวน/นกคุ้มครอง เช่น นกเงือกกรามช้าง, นกกาฮัง ซึ่งต้องการต้นไม้ขนาดใหญ่ในการทำรัง, นกกระสาคอขาว, งูเหลือม, งูจงอาง และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเฉพาะถิ่น ดังนั้นผืนป่าแห่งนี้เป็นแหล่งกระจายพันธุ์และถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองมากกว่า 200 ชนิด

ป่าสงวนฯ ขุนช่องหนึ่งในป่ารอยต่อ
ป่าสงวนแห่งชาติขุนช่องตั้งอยู่ในท้องที่ ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ของป่าสงวนแห่งชาตินี้ได้ถูกผนวกและประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จึงเป็นป่าส่วนหนึ่งของผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ซึ่งทำหน้าที่เป็นระเบียงเชื่อมต่อทางชีวภาพ (Ecological Corridor) ระหว่างผืนป่าต่างๆ

สภาพพื้นที่เป็นป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้งที่สมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำลำธารของ คลองโตนด ลำน้ำสายหลักของจันทบุรี มีไม้เรือนยอดสูง อาทิ ไม้ยาง/ยางนา ตะเคียนทอง กระบาก พะยอม พนอง, สำรอง และชุมแพรก ส่วนพืชชั้นล่างและไม้พุ่ม อาทิ หวาย ระกำป่า หมากป่า พืชตระกูลขิง-ข่า อีกทั้งเป็นแหล่งอาศัยของกล้วยไม้ป่าหายาก เช่น เหลืองจันทบูร ป่าเต็งรังบางส่วนพบในบริเวณพื้นที่ลอนลาดแห้งแล้ง มีไม้เด่นได้แก่ กราด, กระโดน, ส้าน, เต็ง, รัง และ แสลงใจ

เนื่องจากป่าขุนช่องมีความสมบูรณ์และเชื่อมต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จึงเป็นถิ่นอาศัยและเส้นทางเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่าหลากชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ เช่น ช้างป่าซึ่งเป็นประชากรหลักของช้างป่าภาคตะวันออก กระทิง วัวแดง กวางป่า เก้ง รวมถึงสัตว์นักล่าและสัตว์ขนาดกลาง อย่างเช่น เสือโคร่ง เสือลายเมฆ หมีควาย/หมีหมา หมูป่า ชะนีมงกุฎ

รวมถึงสัตว์จำพวกนก เช่น นกเงือก (เช่น นกกก, นกแก๊ก) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของต้นไม้ขนาดใหญ่ นกกระสาคอขาว ไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ฟ้าหลังขาว นกขุนทอง สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์น้ำ เช่น ลั้ง (กิ้งก่ายักษ์) ตุ๊กแกป่าตะวันออก กบภูเขา พันธุ์ปลาในลำธาร เช่น ปลาพลวงหิน ปลาแขยงหิน ปลากั้ง

ป่าขุนช่องยังทำหน้าที่นิเวศบริการและมีความสำคัญเชิงระบบนิเวศฟองน้ำธรรมชาติและแหล่งต้นน้ำ โดยทำหน้าที่ซึมซับปริมาณน้ำฝน (ซึ่งสูงเฉลี่ยกว่า 3,000 มิลลิเมตร/ปี) ป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน และปลดปล่อยน้ำลงสู่คลองโตนดในฤดูแล้งแหล่งกักเก็บคาร์บอน (Carbon Sink) ป่าดิบชื้นที่แน่นทึบในบริเวณนี้ช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ปรับระดับอุณหภูมิและความชื้นในภูมิภาคตะวันออก

สผ.ยังไม่อนุมัติการเพิกถอนพื้นที่อุทยาน
บรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เปิดเผยไว้เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 ว่า ในขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้อนุมัติหรืออนุญาตให้ใช้พื้นที่ หรือเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น เพื่อดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำวังโตนด

“เป็นเพียงการให้ความเห็นตามขั้นตอนที่กรมชลประทานเสนอผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อประกอบการนำเสนอ ครม.พิจารณาโครงการเท่านั้น มิใช่การอนุมัติให้ดำเนินการหรือเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติตามที่มีการเข้าใจ” เลขาธิการ สผ.ระบุ

ประเด็นสำคัญก็คือ แม้กรมชลประทานจะได้ไฟเขียวจาก ครม.ในการใช้งบประมาณ แต่ก่อนที่จะขอใช้พื้นที่หรือเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ กรมชลประทานจะต้องทบทวนรายละเอียดของโครงการและปรับลดขนาดพื้นที่ให้มีความเหมาะสมตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รวมทั้งต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติจะต้องเสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2564 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้พิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโครงการ และมีข้อกำหนดให้กรมชลประทานดำเนินการเพิ่มเติมหลายประเด็น ได้แก่ การทบทวนการใช้พื้นที่โครงการให้เหมาะสมและใช้เท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงศักยภาพของพื้นที่ การสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับการใช้น้ำและการอยู่ร่วมกับสัตว์ป่า การสำรวจข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินให้เป็นปัจจุบัน ก่อนจัดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามมาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของ ครม.

นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดให้จำกัดการใช้พื้นที่ให้น้อยที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า โดยต้องหารือร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อกำหนดขนาดโครงการที่เหมาะสม รวมทั้งต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่กำหนดไว้ในรายงาน EHIA อย่างเคร่งครัด…

คำถามคือสร้างอ่างเก็บน้ำแล้วใครได้ใช้น้ำมากกว่ากัน
ข้ออ้างหลักของรัฐบาลในการผลักดันอ่างเก็บน้ำแห่งนี้คือ “การช่วยเหลือเกษตรกรสวนผลไม้จันทบุรี” แต่เมื่อพิเคราะห์ตัวเลขการจัดสรรน้ำอย่างถี่ถ้วน อ่างเก็บน้ำความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) แห่งนี้ ถูกออกแบบไว้ในฐานะ “แหล่งน้ำผันสำรอง” (Water Grid) ข้ามลุ่มน้ำ เพื่อส่งต่อไปยัง จ.ระยองและชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมใน EEC ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรม Data Center ที่รัฐบาลภาคภูมิใจในการดึงทุนข้ามชาติเข้ามานั้น เป็นอุตสาหกรรมที่ “กินน้ำตะกละ” เพราะต้องใช้น้ำมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมงในระบบหล่อเย็น เพื่อป้องกันเซิร์ฟเวอร์ร้อนเกินไป คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า เหตุใดเราจึงต้องตัดป่าไม้จันทบุรี เพื่อเอาน้ำไปหล่อเย็นคอมพิวเตอร์ในพื้นที่ EEC?

การพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่ละเลยต้นทุนนิเวศวิทยา
การคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) ของกรมชลประทาน มักประเมินเพียงมูลค่าของน้ำและพืชผลทางเกษตร แต่กลับละเลย “ต้นทุนทางนิเวศวิทยา” ที่ประเมินค่าไม่ได้ ป่าเขาสิบห้าชั้นเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นฟองน้ำธรรมชาติและถังเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ ป่าดิบชื้น 7,000 ไร่ที่กำลังจะถูกน้ำท่วมขัง คือการทำลายต้นไม้นับแสนต้นที่มีมูลค่ากักเก็บคาร์บอนนับร้อยล้านบาทต่อปี

ที่รุนแรงกว่านั้น ป่าแห่งนี้คือถิ่นอาศัยหลักของช้างป่ากว่า 200 ตัว รวมถึงสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าหายาก อย่างเสือลายเมฆ นกเงือก และกระทิง การตัดป่าต่ำซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของช้าง เท่ากับเป็นการไล่ช้างออกจากบ้านเข้าสู่สวนผลไม้ของชาวบ้าน ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มูลค่าความเสียหายจากข้อขัดแย้ง “คนกับช้าง” นี้ จะกลายเป็นภาระที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องแบกรับ แต่กลับไม่เคยถูกนำไปหักออกจากผลตอบแทนของ EEC

ความย้อนแย้งของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ชาวสวนจันทบุรีพึ่งพาตนเองด้วยการขุดสระในไร่นาและการรักษาระบบนิเวศป่าต้นน้ำ การที่เกษตรกรเริ่มประสบปัญหาน้ำไม่พอในช่วงหลัง ไม่ใช่เพราะขาดอ่างเก็บน้ำ แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเป็นผลมาจากการทำลายป่าไม้ทั่วโลก การแก้ปัญหาแล้งด้วยการ “ตัดป่าเพิ่ม” จึงเป็นการแก้ปัญหาแบบย้อนแย้งที่ไม่มีใครเขาทำกันในยุคที่โลกมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืน

อะไรคือตัวชี้วัดความคุ้มค่าของอ่างเก็บน้ำกันแน่?
การเอาตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจสั้นๆ ของ EEC มาแลกกับความพินาศของระบบนิเวศผืนป่าตะวันออก คือการประเมินความคุ้มค่าที่ผิดทิศผิดทาง ป่าไม้ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ด้วยเงิน 7,200 ล้านบาท และไม่มีเทคโนโลยี Data Center ใดสามารถทดแทนการทำหน้าที่ของป่าในการสร้างน้ำและอากาศบริสุทธิ์ได้

หากรัฐบาลยังคงเดินหน้ากลบป่าเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ผลประโยชน์จะตกอยู่กับกลุ่มทุนอุตสาหกรรม ขณะที่มรดกทางธรรมชาติและวิกฤตสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นทายาทกรรมที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันจ่าย..กล่าวได้ว่าในยุคที่โลกโหยหาความยั่งยืนและมุ่งสู่ Nature Positive การสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อสวนทุเรียน จึงได้ไม่คุ้มเสีย

Copyright @2021 – All Right Reserved.