ผลศึกษาชุด ‘เอกนิติ’ สรุปชัดโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้ม เสี่ยงเป็นภาระงบประมาณ ผลตอบแทนทางการเงินติดลบ ผลักดันใช้ท่าเรือระนองแทน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ แถลงเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า คณะกรรมการสรุปผลการศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเพื่อเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน (แลนด์บริดจ์) พบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีความน่าจะเป็นในการดำเนินโครงการในระดับต่ำ จึงจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบการ “ยุติโครงการ” ด้วยเหตุผล ดังนี้
- มีความเสี่ยงต่อภาระงบประมาณ
- มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมค่อนข้างสูง ยังขาดการบูรณาการที่เป็นเอกภาพในเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งยังไม่ครบถ้วน
- จำเป็นต้องดูแลผลกระทบในภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ให้มากกว่านี้ ทั้งระบบนิเวศทางทะเล วิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงผืนป่า
- จากการรับฟังความเห็นก็ยังมีความเห็นต่างในสังคม ทั้งกลุ่มที่สนับสนุน คือ ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมการผลิต แต่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีความกังวลและยังไม่ได้ตัดสินใจ
“ประเด็นที่น่ากังวลคือเรื่องสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใส มีกลุ่มที่คัดค้านคือกลุ่มอนุรักษ์ทางทะเล เพราะฉะนั้นจึงมีการเสนอแนะว่า ควรมีแนวทางสร้างความเชื่อใจและเชื่อมั่น” นายเอกนิติกล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อภาคเอกชนในภาคใต้ต้องการทางออกทะเลฝั่งอันดามัน ซึ่งปัจจุบันมีท่าเรือระนอง โดยจะมีการพิจารณาดำเนินการปรับปรุง เพื่อใช้ท่าเรือระนองให้เป็นไปตามศักยภาพ รวมถึงพิจารณาเชื่อมโยงเรื่องทางรถไฟ ที่จะเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง และระบบการขนส่งทางราง หรือ Missing Link ที่สามารถใช้โอกาสเชื่อมโยงไปทางเหนือขึ้นไปประเทศจีน รวมถึงเชื่อมโยงไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออก
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สรุปว่าเป็นการพับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ใช่หรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า “ก็จะว่าอย่างนั้นก็ได้”
สำหรับผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทางผู้แทนปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประธานคณะทำงานชุดที่ 2 ระบุว่า ผลกระทบสิ่งแวดล้อมมี 9 ประเด็นหลัก เช่น พื้นที่ก่อสร้างโครงการพาดผ่านพื้นที่เปราะบางทั้งพื้นที่ป่าไม้และภูเขาสูงจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่า
นอกจากนี้ พื้นที่จังหวัดระนองเป็นป่าชายเลนขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลและพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก หากมีโครงการอาจกระทบต่อการขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้
รวมทั้งยังเป็นการทำลายการท่องเที่ยวได้ เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างทับซ้อนกับแหล่งปะการังและจุดดำน้ำสำคัญระดับโลก รวมถึงอาจกระทบต่อแหล่งโบราณคดีใต้น้ำที่ยังไม่ได้สำรวจ
ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ในฐานะประธานคณะทำงานชุดที่ 1 กล่าวว่า จากการปรับปรุงผลการศึกษาตามสภาวะเศรษฐกิจโลกปี 2568 พบว่าจากการศึกษาผลตอบแทนทางการเงิน (Rate of Return) ลดลงจาก 8% เหลือเพียง 4.8% โดยเมื่อคิดมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบ จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกกว่า 6 แสนล้านบาท กลายเป็นติดลบถึง 10,287 ล้านบาท
นอกจากนั้น ปริมาณสินค้าไม่คุ้มค่า เนื่องจากปริมาณตู้สินค้าลดลง 15-16% ส่งผลให้ผลตอบแทนลดลงถึง 38% นอกจากนี้ สายการเดินเรือหลัก 9 ใน 10 รายของโลกได้ไปลงทุนในโครงการอื่นที่คล้ายคลึงกันแล้ว เหลือเพียงรายเดียวที่มีส่วนแบ่งการตลาดน้อย อีกทั้งขั้นตอนการขนถ่ายสินค้า ไม่ว่าการใช้เรือ รถยนต์ และรถไฟ มีหลายข้อต่อและคำนวณเวลาไว้เพียง 3 วันเศษโดยไม่ได้รวมความเสี่ยงหน้างาน ซึ่งในทางปฏิบัติถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก
