ฟ้าฝนแค่ส่วนหนึ่ง น้ำท่วมน่านปัญหาโครงสร้าง และการเมืองที่ไม่เป็นธรรม

by Chetbakers

น้ำท่วมหนักในหลายอำเภอของ จ.น่าน มองผิวเผินอาจเข้าใจว่ามาจากฝนตกหนักเกินไป และชาวบ้านตัดไม้ทำลายป่า แต่ปมที่ลึกกว่านั้นคือปัญหาเชิงโครงสร้าง

ภาพมวลน้ำป่าสีแดงขุ่นที่ไหลทะลักเข้าท่วมอำเภอปัว ท่าวังผา จนเอ่อล้นเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจและโบราณสถานสำคัญอย่างวัดภูมินทร์ ในอำเภอเมือง จ.น่าน ชวนให้คนทั่วไปมักตั้งคำถามซ้ำๆ ว่าสาเหตุของวิกฤตน่านมาจากฝนตกหนักเกินไป หรือเพราะชาวบ้านตัดไม้ทำลายป่า?” แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น น่านมีปัญหาที่ซับซ้อนซ่อนอยู่ภายใต้โครงสร้างการจัดการของรัฐที่ไม่เป็นธรรมในอีกหลายมิติ

จากคำถามแรก มีส่วนจริงในแง่กายภาพ แต่เป็นข้อกังขาผิวเผินที่เสมือนปิดตาข้างหนึ่ง โดยมองข้าม “โครงสร้างอันเปราะบาง” ที่ถูกสร้างและสะสมมาอย่างยาวนาน บทเรียนจากลุ่มน้ำน่านสะท้อนชัดเจนว่า น้ำท่วมใหญ่ไม่ใช่เพียง “ภัยธรรมชาติที่ฝนตกลงมาจากฟ้า” หากแต่เป็นผลผลิตจาก เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) และปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทอดทับอยู่บนภูมิทัศน์ของลุ่มน้ำมานานนับทศวรรษ

1. กายภาพ ‘แอ่งกระทะ’ กับสัญญาณเตือนจากอวกาศ
ในเชิงภูมิศาสตร์ น่านเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง ถูกล้อมรอบด้วยทิวเขาผีปันน้ำและทิวเขาหลวงพระบาง โดยมีพื้นที่ราบและหุบเขาตอนกลางอย่าง อำเภอเมือง ปัว ท่าวังผา ภูเพียง และเวียงสา เป็น “แอ่งกระทะรับน้ำ” ที่มีประชาชนตั้งถิ่นฐานอย่างหนาแน่น

ข้อมูลเชิงประจักษ์จากดาวเทียมของ GISTDA และกรมป่าไม้ เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า พื้นที่ป่าคงสภาพลดลง โดยในช่วงปี 2558–2568 พื้นที่ป่าของน่านลดลงไปกว่า 29,059 ไร่ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ต้นน้ำสำคัญอย่างอำเภอเฉลิมพระเกียรติ และทุ่งช้าง

นอกจากนั้น ภาพที่ซ้อนทับลงไปพบการรุกคืบของพืชเชิงเดี่ยว โดยข้อมูลจากแพลตฟอร์ม EcoPlant ของ GISTDA ระบุว่า ในปี 2567–2568 น่านมีพื้นที่เกษตรกรรมในเขตป่าและพื้นที่สูงถึง 2.69 ล้านไร่ (35.47% ของพื้นที่จังหวัด) พืชที่ปลูกมากที่สุดอันดับ 1 คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4.4 แสนไร่ ตามด้วยยางพารา 3 แสนไร่ และข้าว 3.3 แสนไร่

เมื่อป่าต้นน้ำสูญเสียความสามารถในการซับน้ำและชะลอกระแสน้ำ (Sponge effect) ร่วมกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาสูงชัน มวลน้ำฝนสะสมจึงไหลหลากลงสู่พื้นที่แอ่งกระทะด้านล่างด้วยความเร็วและมีความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างพะเนินเทินทึกที่ใครก็มิอาจรับไหว

2. เกษตรเชิงเดี่ยวบนพื้นที่สูง: โทษ ‘นายทุน’ หรือ ‘ชาวบ้าน’
คำถามสำคัญคือ ทำไมชาวบ้านบนพื้นที่สูงจึงต้องถางป่าปลูกข้าวโพด? หากวิเคราะห์ผ่านเศรษฐศาสตร์การเมือง เกษตรกรรายย่อยไม่ได้ปลูกข้าวโพดเพราะอยากทำลายป่า แต่พวกเขาตกอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ที่บีบบังคับ พวกเขาไร้สิทธิในที่ดินทำกิน เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิทำกิน จึงไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนหรือนโยบายช่วยเหลือจากรัฐได้

ในขณะเดียวกัน วงจรอุปถัมภ์และหนี้สินที่เกิดจากการผูกขาดโดยบรรษัทเกษตรขนาดใหญ่และพ่อค้าคนกลาง ทั้งด้านเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เคมีพันธุ์ และระบบสินเชื่อก็เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เมื่อทางเลือกของเกษตรกรจำกัด ในโครงสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชเชิงเดี่ยว จึงกลายเป็น “ทางรอดเดียว” เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ แม้จะรู้ว่าสร้างความเสื่อมโทรมให้แก่หน้าดินก็ตาม

ดังนั้น การโทษว่า “ภูเขาหัวโล้นทำน้ำท่วม” จึงเป็นวาทกรรมปัดความรับผิดชอบที่โยนบาปให้คนปลายน้ำของห่วงโซ่ทุนนิยม ทั้งที่ “ผลกำไร” จากการขายอาหารสัตว์และเนื้อสัตว์ไหลเข้าสู่นายทุนและธุรกิจเอกชน แต่ “ต้นทุนความเสี่ยงทางนิเวศ” (น้ำท่วม ดินถล่ม บ้านเรือนพัง) กลับถูกทิ้งไว้ให้คนในลุ่มน้ำน่านและงบประมาณแผ่นดินเป็นผู้แบกรับ

3. รัฐรวมศูนย์กับการบริหารน้ำแบบแยกส่วน
นอกเหนือจากปัจจัยด้านทุนแล้ว โครงสร้างการบริหารจัดการของรัฐ คืออีกหนึ่งจุดสลักสำคัญที่ทำให้วิกฤตนี้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการบริหารแบบแยกส่วน ธรรมชาติของลุ่มน้ำไหลเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว (ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ) แต่ระบบราชการไทยกลับตัดแบ่งอำนาจการจัดการออกเป็นส่วนๆ

กรมป่าไม้ดูแลต้นไม้, กรมชลประทานดูแลน้ำ, กรมส่งเสริมการเกษตรดูแลพืช, และกระทรวงมหาดไทยดูแลภัยพิบัติ ผลลัพธ์คือการแก้ปัญหาแบบต่างคนต่างทำ ตั้งรับเป็นรายโครงการ เช่น การสร้างพนังกั้นน้ำ การขุดลอกลำน้ำ หรือแจกถุงยังชีพ โดยไม่เคยแตะต้องปัญหาการจัดการที่ดินและการฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำอย่างเป็นเอกภาพ

การกระจายอำนาจที่ไม่เป็นจริงก็เป็นอีกอุปสรรค โดยชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง กลับไม่มีอำนาจและงบประมาณในการวางแผนจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำของตนเอง

4. จาก ‘การปกครองธรรมชาติ’ สู่ ‘ประชาธิปไตยทางนิเวศ’
ทางออกจากวิกฤตน้ำท่วมน่านอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแจกถุงยังชีพ หรือการกวาดต้อนจับกุมชาวบ้านออกจากป่า แต่คือการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งในปัจจุบัน “โครงสร้างเดิม” กำลังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างน้อยใน 3 มิติหลัก

มิติที่ 1: สิทธิที่ดินกับความจริงของความยากจน (Land Rights & Poverty)
ข้อจำกัดจากโครงสร้างเดิม: กฎหมายป่าไม้แบบดั้งเดิม (เช่น พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484, พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507) ตีตราพื้นที่กว่า 85% ของ จ.น่าน ให้เป็นเขตป่าของรัฐ ส่งผลให้ประชาชนกลายเป็น “ผู้บุกรุก” โดยปริยาย แม้กลไกใหม่อย่าง คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) หรือ ม.64/ม.121 จะเปิดช่อง แต่ก็เป็นเพียงสิทธิทำกินชั่วคราวที่ไม่สามารถนำไปค้ำประกันแปลงสินเชื่อเพื่อปรับเปลี่ยนระบบเกษตรกรรมได้

ใครคือคนทำไร่บนดอย และยากจนแค่ไหน?: ประชาชนใน จ.น่าน มากกว่า 50%–60% ไร้เอกสารสิทธิที่ดินสมบูรณ์ (ไม่มี น.ส.3ก. หรือโฉนด) ผู้ที่ทำไร่ข้าวโพดบนพื้นที่สูงประกอบด้วยสองกลุ่มหลัก คือ กลุ่มชาติพันธุ์ (เช่น ม้ง เมี่ยน ขมู) และเกษตรกรไทยพื้นราบที่ขยายที่ดินขึ้นบนดอย เนื่องจากพื้นที่ราบลุ่มมีจำกัด

ความเหลื่อมล้ำและสัดส่วนรายได้: จากข้อมูลสถิติจังหวัดและงานวิจัยความยากจน น่านมีสัดส่วนครัวเรือนเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภาคเหนือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีรายได้สุทธิเฉลี่ยเพียง 20,000 – 40,000 บาท/ครัวเรือน/ปี (หลังหักค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา และค่ารถไถ) และมากกว่า 80% ตกอยู่ในสภาวะหนี้สินเรื้อรัง (เฉลี่ยหนี้สิน 100,000 – 300,000 บาท/ครัวเรือน กับ ธ.ก.ส. และพ่อค้าคนกลาง) ข้าวโพดจึงเป็นพืชเดียวที่ให้เงินกู้ล่วงหน้า มีรับซื้อถึงที่ และใช้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวสั้นเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ตามวงรอบ

มิติที่ 2: โครงสร้างบริหารจัดการน้ำที่พิกลพิการ (Distorted Water Governance)
ความบิดเบี้ยวของโครงสร้างเดิม: โครงสร้างการจัดการน้ำของไทยปฏิบัติตามแนวทาง “การควบคุมธรรมชาติ (Command and Control)” ผ่านส่วนกลาง โดยมีคณะกรรมการลุ่มน้ำ ตาม พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจและงบประมาณส่วนใหญ่ยังผูกขาดอยู่ที่ส่วนราชการหลัก (กรมชลประทาน, กรมทรัพยากรน้ำ, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

แล้วทำไมจึงเป็นสาเหตุให้น้ำท่วม?:
การบริหารแยกส่วน ไร้เอกภาพ: กรมป่าไม้เร่งปลูกป่า/กวาดขันพื้นที่ต้นน้ำ โดยไม่สนว่าเกษตรกรจะเอาอะไรกิน; กรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนปัจจัยการผลิต; กรมชลประทานเน้นสร้างโครงสร้างแข็ง (Hard Infrastructure) เช่น พนังกั้นน้ำและเขื่อน แต่ขาดการเชื่อมโยงระบบนิเวศซับน้ำ (Sponge Ecosystem)

โครงสร้างแบบ Top-down ปิดกั้นภูมิปัญญาท้องถิ่น: ชุมชนต้นน้ำ (ผู้ดูแลป่า) ชุมชนกลางน้ำ และชุมชนปลายน้ำ (ผู้รับน้ำ) ไม่เคยถูกจัดวางให้อยู่ในโครงสร้างการตัดสินใจร่วมกัน การออกแบบสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำหรือการระบายน้ำจากส่วนกลางบ่อยครั้งจึงสร้างผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำโดยไม่ตั้งใจ

ไร้งบประมาณที่กระจายสู่ท้องถิ่น: อบต. และเทศบาลในพื้นที่น่านมีงบประมาณจำกัด ไม่สามารถวางระบบผันน้ำหรือจัดการพื้นที่รับน้ำ (Floodplain) ขนาดใหญ่ของตนเองได้ ต้องรอคอยงบประมาณจัดสรรรายปีจากส่วนกลางเท่านั้น

มิติที่ 3: ดึงต้นทุนนิเวศกลับสู่ผู้ได้ประโยชน์ (Extended Producer Responsibility – EPR)
ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain): การปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูงในน่านที่ทำให้ป่าหายไปนับล้านไร่ ถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการของ “อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์และเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่” ซึ่งในประเทศไทยมีบรรษัทเกษตรอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ไม่กี่รายผูกขาดตลาด

การกอบโกยผลประโยชน์กดทับความสูญเสีย
บรรษัทและธุรกิจอาหารสัตว์: สร้างรายได้รวมนับแสนล้านถึงหลายล้านล้านบาทต่อปี จากห่วงโซ่อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และส่งออก โดยได้วัตถุดิบข้าวโพดราคาถูกซึ่งเป็นผลผลิตจากการทำลายป่าต้นน้ำ โดยไม่ต้องแบกรับ “ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม” (Environmental Externalities)

เกษตรกรน่าน: ต้องแบกรับภาระหนี้สิน รับความเสี่ยงจากราคาตกต่ำ และสภาพดินเสื่อมโทรม โดยได้ส่วนแบ่งรายได้เพียงเศษเสี้ยวของมูลค่าอุตสาหกรรมทั้งหมด

สังคมและภาครัฐ: ต้องจ่ายงบประมาณแผ่นดินนับพันล้านบาทในแต่ละปี เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน เยียวยาน้ำท่วม-ดินถล่ม และฟื้นฟูระบบนิเวศ

ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้อง EPR โดยให้บรรษัทเอกชนที่รับซื้อข้าวโพดหรือใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่นี้ ต้องถูกบังคับใช้มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) แบบ 100% ว่าข้าวโพดไม่ได้มาจากพื้นที่รุกรานป่า พร้อมทั้งต้องจัดตั้ง “กองทุนฟื้นฟูลุ่มน้ำและเปลี่ยนผ่านระบบเกษตร” โดยหักเปอร์เซ็นต์จากกำไรอุตสาหกรรมเข้ามาอุดหนุนเกษตรกร ให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากการปลูกข้าวโพดไปสู่วนเกษตร (Agroforestry) หรือการปลูกไม้เศรษฐกิจผสมผสาน โดยที่เกษตรกรยังมีรายได้ยังชีพในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน 3–5 ปีแรก

วิกฤตน้ำท่วมน่านในวันนี้ จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยว่า เราไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมน่านได้ด้วยการมองแค่ปริมาณฝน คนตัดไม้ทำลายป่า แต่ต้องแก้ที่โครงสร้างความเหลื่อมล้ำ การกระจายอำนาจ และระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมต่อธรรมชาติและผู้คน

อ้างอิง:
• เมื่อน้ำท่วมน่านไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่คือผลผลิตจากโครงสร้าง วิเคราะห์ผ่านเศรษฐศาสตร์การเมืองของลุ่มน้ำ: จากการปกครองธรรมชาติสู่ประชาธิปไตยทางนิเวศ, Localist ThaiPBS. (2569)
• “น่าน” น้ำหลาก สัญญาณเตือนจากอวกาศ “สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่”, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (2569)
• รายงานสถานการณ์พื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย รายจังหวัด, กรมป่าไม้. (2568)
• รายงานการวิเคราะห์ปัญหาหนี้สิน สิทธิที่ดิน และการขยายตัวของพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน, ศูนย์วิจัยและสนับสนุนการพัฒนานโยบายที่ดินและทรัพยากร. (2566)
• การประเมินต้นทุนภายนอกทางสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานเกษตรอุตสาหกรรมและแนวทางการใช้นโยบาย EPR, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
• รายงานการสำรวจสถานภาพความยากจนและทางเลือกในการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรบนพื้นที่สูง จังหวัดน่าน, มูลนิธิฮกจั่ว / เครือข่ายประชาสังคมจังหวัดน่าน

เครดิตภาพ: เพจ ธนพงษ์ ธรรมสอน

Copyright @2021 – All Right Reserved.