60 ปีอนุญาตใช้พื้นที่ป่า 7.3 ล้านไร่ ครม.อนุมัติใช้ประโยช์เพิ่ม 6 ประเภท

by Chetbakers

ในอดีตกรมป่าไม้ออกใบอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนฯ รวม 7.3 ล้านไร่ ล่าสุด ครม.อนุมัติหลักการกฎกระทรวงใหม่ใช้ประโยชน์เพิ่มอีก 6 ประเภท สูงสุด 30 ปี

ประเทศไทยมีการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่ามาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ ทั้งเพื่อกิจการของรัฐ สาธารณูปโภค เหมืองแร่ การเกษตรและที่อยู่อาศัย ตลอดจนกิจกรรมด้านการศึกษาและวิจัย โดยกรมป่าไม้ระบุว่า หน่วยงานที่ขอใช้พื้นที่ป่ามีทั้งรัฐและเอกชนที่และมีการขอใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในหลายรูปแบบ

กรมป่าไม้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ 2509 เป็นต้นมา มีการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์พื้นที่ป่า 8,162 คำขอ รวมพื้นที่ประมาณ 7.34 ล้านไร่ โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 7,486 คำขอ รวมประมาณ 7.17 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มี 676 คำขอ รวมประมาณ 168,986 ไร่

การอนุญาตใช้ประโยชน์แบ่งออกเป็น 10 ประเภทหลัก เช่น สถานที่ปฏิบัติงาน การชลประทาน การไฟฟ้า เหมืองแร่ ศาสนา การขุดดิน–ทราย การทำประโยชน์และอยู่อาศัย การสร้างทาง การศึกษาวิจัยทางวิชาการ และอื่นๆ

เฉพาะปีงบประมาณ 2565 มีพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตรวม 835,782 ไร่ โดยกิจกรรมที่ใช้พื้นที่มากที่สุดคือ “ทำประโยชน์และอยู่อาศัย” 421,792 ไร่ ตามด้วย ศึกษาวิจัยทางวิชาการ 389,864 ไร่ ขณะที่ชลประทานได้รับอนุญาต 12,764 ไร่ เหมืองแร่ 2,044 ไร่ ไฟฟ้า 394 ไร่ และสร้างทาง 228 ไร่

ในอดีตในปีงบประมาณ 2555 มีการอนุญาตใช้พื้นที่รวม 230,483 ไร่ โดยชลประทานมีพื้นที่สูงสุด 79,775 ไร่ รองลงมาคือศึกษาวิจัยทางวิชาการ 53,615 ไร่ เหมืองแร่ 28,431 ไร่ และการไฟฟ้า 17,996 ไร่ โดยกิจกรรมที่กินพื้นที่ป่ามากที่สุดได้เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา และขึ้นอยู่กับโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุญาตในแต่ละปี

นอกจากข้อมูลการอนุญาตของสำนักการอนุญาต กรมป่าไม้แล้วยังพบข้อมูลจาก ก.ล.ต. ระบุว่า เอกชนที่ขอใช้พื้นที่ป่า เช่น บริษัทปูซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ อย่างเช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (แก่งคอย) จำกัด ยื่นคำขอประทานบัตรที่ 2-6/2564 สำหรับเหมืองหินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนและหินดินดาน เพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ใน ต.ท่าคล้อ ต.ทับกวาง และ ต.บ้านป่า อ.แก่งคอย จ.สระบุรี รวม 2,575 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก และอยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ 1A, 1B, 1AM และ 1BM ด้วย โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดล้อม ระบุว่าเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่เคยได้รับอนุญาตใช้พื้นที่มาก่อน และที่ประชุม ครม.วันที่ 18 พ.ย. 2568 เห็นชอบการผ่อนผันให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อทำเหมืองหินปูนและหินดินดานได้ โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าเป็น “พื้นที่เหมืองเดิมที่มีการทำเหมืองมาอย่างต่อเนื่อง” และประทานบัตรเดิมจะครบอายุวันที่ 26 ก.ย. 2570

นอกจากนั้ น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ท่าหลวง) ได้รับอนุญาตใช้พื้นที่ป่า จำนวน 954 ไร่ ใน จ.สระบุรี เพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ อายุการใช้สิ้นสุดปี 2573 โดยเป็นการขอใช้พื้นที่มาก่อน และ ครม. เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2547 เคยมีมติผ่อนผันให้บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ท่าหลวง) ใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A และ 1AM เพื่อทำเหมืองหินปูน ตามคำขอประทานบัตร 7–9/2543 และ 11/2543 รวมถึงคำขอเกี่ยวกับสถานที่เก็บขังน้ำขุ่นข้น/มูลดินทรายนอกเขตเหมือง

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใน ป่าสงวนแห่งชาติป่าพระพุทธบาทและป่าพา จ.สระบุรี และเอกสารระบุว่ามีการอนุญาตให้เอกชนใช้ประโยชน์พื้นที่มาก่อนการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ การใช้พื้นที่ป่าไม้ใน จ.สระบุรี ของ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย นอกจากทำหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ 4,580 ไร่ แล้งมี ไพรโรฟิลไลต์อีก 276 ไร่ (94+182)

ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) ได้รับอนุญาตใช้พื้นที่ป่า 4,973 ไร่ ใน ต.ที่วัง ต.ชะมาย และ ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ มีประทานบัตร 19 ฉบับ สิ้นสุดการใช้พื้นที่ปี 2578

ในขณะที่ จ.พิจิตร ทำยิปซัม 298 ไร่ จ.นครสวรรค์ ทำยิปซัม 1,153 กไร่ (856+297) จ.ลพบุรี เหมืองเหล็ก 193 ไร่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ 5,007 ไร่ และใน จ.ลำปาง 5,584 ไร่ (4,987 + 597) ตัวเลขที่รวบรวมจาก ก.ล.ต.ได้พบว่า SCG ได้รับอนุญาตใช้พื้นที่ป่ารวม 14,086 ไร่

นอกจากนั้น ข้อมูลกรมป่าไม้ยังระบุว่า บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) (SCCC) มีการขอต่ออายุการใช้พื้นที่ในป่าสงวนแห่งชาติป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก จ.สระบุรี เพื่อทำเหมืองหินปูนและหินดินดานสำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) พบคำขอ/โครงการเกี่ยวกับพื้นที่ป่าใน จ.ชลบุรี นอกจากนั้นมีบริษัท สยาม คอปเปอร์ รีซอร์สเซส จำกัด และ บริษัท พีวีเค ไมน์นิ่ง จำกัด มีรายการอนุญาตในพื้นที่ป่าวังโป่ง ป่าชนแดน และป่าวังกำแพง จ.เพชรบูรณ์ ขณะที่บริษัท ชัยโยอินดัสเตรียลปาร์ค จำกัด ขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าใน จ.ชลบุรี แต่ไม่มีตัวเลขยืนยันการใช้พื้นที่

ในขณะที่รัฐวิสาหกิจที่พบว่าขอใช้พื้นที่ป่า อย่างเช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พบการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าอย่างน้อย 4 รายการ ใน จ.ชลบุรี ประมาณ 151.6 ไร่ จ.ตาก มีคำขอใช้พื้นที่ในป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ท้อและป่าห้วยตากฝั่งขวา ฯลฯ

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ขอใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าตกพรม เพื่อปักเสาพาดสายระบบจำหน่ายไฟฟ้า 10 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา ใน จ.ชลบุรี และขอใช้เพื่อขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้าในป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่สอด จ.ตาก ด้านการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอใช้พื้นที่ป่าตามมาตรา 54 อย่างน้อย 11 ไร่ 2 งาน 77.4 ตร.ว. และอีกแปลง 2.4 ตร.ว. ใน จ.ชลบุรี

นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่ขอใช้พื้นที่ป่าสงวนฯ อีก อย่างเช่น กรมชลประทาน หน่วยงานด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ส่วนราชการทั่วไป รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสุดของกรมป่าไม้ ณ วันที่ 20 ก.พ. 2569 ระบุว่า มีคำขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 116,717 คำขอ อนุญาตแล้ว 11,466 คำขอ หรือ 9.8% และมีคำขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 อีก 187,521 คำขอ อนุญาตแล้ว 3,623 คำขอ หรือ 1.9% รวมทั้งหมด 304,238 คำขอ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การขอใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าให้สอดคล้องกับกิจกรรมและสถานการณ์ในปัจจุบัน

สาระสำคัญคือการ ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับปี 2558 และเพิ่มวัตถุประสงค์ที่สามารถขออนุญาตใช้ประโยชน์ในเขตป่าจากเดิม 10 ประการ เป็น 16 ประเภท โดยกิจกรรมใหม่ครอบคลุมตั้งแต่พลังงานทดแทน โทรคมนาคม สาธารณูปโภค การจัดการขยะ การจัดสวัสดิการกรมป่าไม้ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์อื่นที่มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือความมั่นคง

ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้กำหนดหลักเกณฑ์พื้นที่ที่จะอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ต้องไม่เป็นพื้นที่ที่ ครม.มีมติห้ามใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะ และไม่อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าชายเลนอนุรักษ์ หรือป่าชุมชนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในร่างกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ร่างกฎกระทรวงยังเพิ่มแนวทางการตรวจสภาพป่า ทั้งเอกสารและการลงพื้นที่จริง โดยเฉพาะกรณีส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่ได้รับการผ่อนผันตามมติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีคำขอรวม 187,521 คำขอ

อีกด้านหนึ่ง ผู้ได้รับอนุญาตจะมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติ เช่น ต้องใช้พื้นที่ตามวัตถุประสงค์และขอบเขตที่ได้รับอนุญาต และต้องไม่กระทำการหรือละเว้นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพป่าไม้หรือพื้นที่ป่านอกเขตที่ได้รับอนุญาต

ประเด็นที่น่าจับตาคือ กิจกรรมหลายประเภทในร่างกฎกระทรวงนี้กำหนดให้อายุการอนุญาตสำหรับกิจการบางประเภทเพิ่มขึ้น เช่น ผลิตปิโตรเลียมจากไม่เกิน 10 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี และต้องไม่เกินอายุประทานบัตร เก็บรักษา ขนส่ง หรือกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเลียม ไม่เกิน 30 ปี และไม่เกินอายุประทานบัตร
อยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรม ไม่เกิน 30 ปี ที่พักผ่อนหย่อนใจเชิงอนุรักษ์ ไม่เกิน 30 ปี เพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์สัตว์ป่า หรือสวนสัตว์ ไม่เกิน 30 ปี
ส่วนด้านการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการ ให้พิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่กิจการ

สำหรับ วัตถุประสงค์ใหม่กำหนดระยะเวลาอนุญาต ได้แก่ พลังงานทดแทน โทรคมนาคม สาธารณูปโภค และการจัดการขยะ ไม่เกิน 30 ปี ขณะที่การจัดสวัสดิการกรมป่าไม้ให้เป็นไปตามความจำเป็นและเหมาะสม ส่วนการใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง กำหนดไว้ ไม่เกิน 30 ปี เช่นกัน

นอกจากนี้ ร่างกฎกระทรวงยังเสนอให้ยกเลิกค่าธรรมเนียมหลายรายการ ทั้งค่าพิมพ์คำขอ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ค่าต่ออายุ ค่าการโอนใบอนุญาต และค่าใบแทนใบอนุญาต แต่ผู้ได้รับใบอนุญาตใช้พื้นที่ยังต้องชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงป่าหรือปลูกสร้างสวนป่า ตามอัตราที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต

เอกสารระบุว่า อัตราที่ใช้อยู่ตามประกาศที่เกี่ยวข้อง เช่น การทำเหมืองแร่ ไร่ละ 1,200 บาท และการสร้างศาสนสถาน ไร่ละ 200 บาท โดย ทส.จะปรับปรุงประกาศให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ใหม่ หากกฎกระทรวงมีผลใช้บังคับ

ทส.ให้เหตุผลประกอบว่าได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบจากกฎหมายแล้ว โดยเปิดรับความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์กรมป่าไม้ กองการอนุญาต และระบบกลางทางกฎหมาย ผลปรากฏว่าผู้แสดงความคิดเห็น 84.78% เห็นด้วย กับร่างกฎกระทรวงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเสนอข้อสังเกตหลายประเด็น เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์ตรวจสอบพื้นที่ให้ชัดเจน และไม่ให้ครอบคลุมพื้นที่ป่าที่ส่งมอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดำเนินการแล้ว

ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอให้เพิ่มการคุ้มครองพื้นที่ตั้งและพื้นที่ใกล้เคียงโบราณสถาน เพื่อป้องกันการใช้พื้นที่ป่าที่อาจกระทบต่อแหล่งโบราณสถาน และเสนอให้จัดทำบัญชีพื้นที่ป่าตามมติ ครม. ที่ยังไม่มีกฎหมายประกาศคุ้มครองหรือรับรองโดยตรง เพื่อให้ผู้ขออนุญาตสามารถตรวจสอบพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น

ด้านสำนักงาน ก.พ.ร. เสนอให้พิจารณาระยะเวลาการอนุญาตให้เหมาะสม โดยร่างกำหนดให้พิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และขยายได้ไม่เกิน 30 วัน รวมถึงเน้นการลดการเรียกเอกสารจากประชาชนและใช้ระบบอนุญาตหรือคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น

สำหรับมุมสิ่งแวดล้อม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกำกับให้การใช้ประโยชน์ในพื้นที่นั้นไม่ให้กระทบต่อระบบนิเวศและสภาพป่า และกระบวนการตรวจสอบพื้นที่ที่มีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้จริง

อ้างอิง:
• เอกสารที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นต่อ ก.ล.ต.
• RFD Data Catalog, สำนักการอนุญาต กรมป่าไม้

หมายเหตุ- จำนวนพื้นที่และองค์กรที่ขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าเป็นข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่ใช่ตัวเลขล่าสุดอย่างเป็นทางการ 

Copyright @2021 – All Right Reserved.