คุณค่าของธรรมชาติไม่เคยถูกรัฐตีค่าเป็นตัวเลข? จึงเฉือนป่าผุดอ่างเก็บน้ำ

by Chetbakers

กรมชลประทานกำลังเฉือนผืนป่าเขาสิบหน้าชั้นออกจากกลุ่มผืนป่าภาคตะวันออก เพื่อแลกกับการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดไปหล่อเลี้ยงภาคอุตสากรรม

ผืนป่าขนาดใหญ่ใน จ.จันทบุรี ส่วนหนึ่งของกลุ่มป่าภาคตะวันออกกำลังถูกแปลงสภาพให้เป็น “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” เพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เมืองจันทบุรีและพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก ซึ่งป่าดิบชื้นบริเวณนี้ที่ใช้เวลาหลายร้อยปีในการก่อร่างขึ้นเป็น “บ้าน” ของสัตว์ป่า ทั้งช้างป่า นกเงือก สัตว์ป่าหายาก และต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาตลอดหลายชั่วอายุคน

หากวันหนึ่งผืนป่าถูกแทนที่ด้วยอ่างเก็บน้ำ สิ่งที่สูญเสียไปอาจไม่ใช่เพียงต้นไม้ หากแต่เป็นระบบนิเวศทั้งระบบที่ไม่อาจสร้างขึ้นใหม่ได้ในช่วงชีวิตของคนรุ่นนี้…หายไปแล้วคือหายไปเลย

ตอนที่ 1

มรดกผืนป่าตะวันออก: สมบัติทางธรรมชาติอันทรงคุณค่าของประเทศ
หากมองจากภาพถ่ายดาวเทียม จะพบว่าพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของภาคตะวันออกมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันตั้งแต่ จ.จันทบุรี สระแก้ว ระยอง ไปจนถึงตราด กลายเป็นสิ่งที่นักนิเวศวิทยาเรียกว่า “กลุ่มผืนป่าภาคตะวันออก” (Eastern Forest Complex) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผืนป่าดิบชื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย

ผืนป่าแห่งนี้ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นแหล่งต้นไม้ เพราะเป็นทั้งแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำหลายสาย เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหายาก และเป็นเส้นทางเชื่อมต่อการเคลื่อนย้ายของช้างป่าภาคตะวันออกที่ยังคงเหลืออยู่หลายร้อยตัว

นักวิชาการด้านนิเวศวิทยามักเปรียบผืนป่าลักษณะนี้ว่าเป็น “หัวใจของระบบนิเวศ” เพราะหากหัวใจหยุดเต้น แม้อวัยวะอื่นจะยังคงอยู่ แต่ระบบทั้งหมดก็ย่อมเสื่อมสลายตามไปด้วย

ภายในกลุ่มผืนป่าแห่งนี้ มีพื้นที่อนุรักษ์สำคัญหลายแห่งที่เชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียว ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว และอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา–เขาวง

พื้นที่ป่าทั้งหมดที่มีชื่อเรียกต่างกันนั้น ช้างป่า กระทิง หมีควาย เสือดาว และนกเงือก ต่างใช้ผืนป่าเหล่านี้เป็นบ้านหลังเดียวกัน เดินทางข้ามพื้นที่อนุรักษ์ตามฤดูกาลเพื่อหาอาหาร แหล่งน้ำ และพื้นที่สืบพันธุ์ การคงอยู่ของผืนป่าจึงขึ้นอยู่กับ “ความต่อเนื่อง” ของพื้นที่มากกว่าความอุดมสมบูรณ์ของป่าเพียงแห่งใดแห่งหนึ่ง

นั่นคือเหตุผลที่นักอนุรักษ์จำนวนมากมองว่า การสูญเสียพื้นที่ป่าเพียงไม่กี่พันไร่ อาจสร้างผลกระทบเกินกว่าขนาดของพื้นที่ เพราะจุดที่หายไปอาจเป็นคอขวดของระบบนิเวศทั้งผืน

เขาสิบห้าชั้น: ป่าต้นน้ำบนทางแยกของการพัฒนา
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดจะใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จ.จันทบุรี หรือกล่าวว่าจะมีป่าจำนวน 87,700 ไร่ ต้องจมน้ำเพื่อแลกกับอ่างเก็บน้ำส่งต่อไปยังพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก

พื้นที่แห่งนี้เป็นป่าดิบชื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เป็นต้นกำเนิดของลำห้วยและคลองหลายสาย รวมถึงคลองวังโตนดซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของจังหวัด ในฤดูฝน ผืนป่าทำหน้าที่ดูดซับน้ำฝนราวกับฟองน้ำขนาดมหึมา น้ำส่วนหนึ่งซึมลงใต้ดิน ก่อนจะค่อยๆ ไหลออกมาเป็นลำธารตลอดทั้งปี กระบวนการธรรมชาตินี้ช่วยลดความรุนแรงของน้ำหลาก และยังทำให้ปลายน้ำมีน้ำใช้แม้ในฤดูแล้ง

คุณค่าของเขาสิบห้าชั้นยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ตั้งแต่ช้างป่า กระทิง หมูป่า หมีควาย ลิง ค่าง ไปจนถึงนกเงือกและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่พบได้เฉพาะในป่าดิบชื้นของภาคตะวันออก

รายงานการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการยังพบพรรณไม้จำนวนมาก รวมถึงพันธุ์ไม้หายากและไม้ขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาหลายสิบถึงหลายร้อยปีจึงจะเติบโตเต็มที่ ป่าดิบชื้นในพื้นที่นี้จึงเป็นผลลัพธ์ของวิวัฒนาการทางธรรมชาติที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน

อีกบทบาทสำคัญคือการเป็น “ทางผ่าน” ของสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่า ซึ่งต้องเดินทางระหว่างผืนป่าหลายแห่งเพื่อหาอาหารและแหล่งน้ำ การลดทอนพื้นที่ป่าหรือทำให้พื้นที่ถูกแบ่งแยกด้วยอ่างเก็บน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน อาจทำให้เส้นทางเคลื่อนย้ายของสัตว์เปลี่ยนไป เพิ่มโอกาสเกิดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างในพื้นที่เกษตรกรรมรอบป่า

แม้ฝ่ายผู้ผลักดันโครงการจะเสนอว่า การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้กับประชาชน ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม แต่คำถามสำคัญที่ยังคงถูกถกเถียงคือ พื้นที่ป่าที่จะสูญเสียไปสามารถทดแทนได้จริงหรือไม่ และคุณค่าของระบบนิเวศที่ถูกน้ำท่วมควรถูกนำมาคิดรวมอยู่ในการประเมินความคุ้มค่าของโครงการเพียงใด

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว: บ้านหลังใหญ่สัตว์ป่าภาคตะวันออก
หากเขาสิบห้าชั้นเปรียบเสมือนประตูบานหนึ่งของผืนป่าตะวันออก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ก็คือหัวใจของระบบนิเวศทั้งหมด เขาสอยดาวได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดของประเทศ ด้วยพื้นที่ป่าดิบชื้นขนาดใหญ่ที่ยังคงความต่อเนื่อง ครอบคลุมภูเขาสลับซับซ้อน ลำธาร น้ำตก และหุบเขาที่แทบไม่ถูกรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์

ความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นบ้านของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นช้างป่า กระทิง หมีควาย เก้ง กวาง หมูป่า รวมถึงผู้ล่าอย่างเสือดาวและแมวป่าหลายชนิด ซึ่งการดำรงอยู่ของสัตว์ผู้ล่าเหล่านี้สะท้อนว่าระบบนิเวศยังคงมีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะรองรับห่วงโซ่อาหารได้ครบถ้วน

นอกจากนี้ เขาสอยดาวยังเป็นแหล่งอาศัยของนกเงือกหลายชนิด สัตว์ที่นักวิทยาศาสตร์ขนานนามว่าเป็น “ผู้ปลูกป่า” เพราะมีบทบาทสำคัญในการกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้จากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง หากจำนวนนกเงือกลดลง ความสามารถในการฟื้นตัวของป่าก็อาจลดลงตามไปด้วย

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เขาสอยดาวไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับผืนป่าโดยรอบ รวมถึงเขาสิบห้าชั้นและพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ จนเกิดเป็นเครือข่ายระบบนิเวศขนาดใหญ่ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่งจึงสามารถส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่นได้ในระยะยาว

ในทางนิเวศวิทยา การรักษาผืนป่าให้เชื่อมต่อกันมีความสำคัญไม่แพ้การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่า เพราะสัตว์ป่าต้องอาศัยการเคลื่อนย้ายเพื่อดำรงชีวิต หากทางเชื่อมถูกตัดขาด ประชากรสัตว์จะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กๆ มีความเสี่ยงต่อการผสมพันธุ์ในวงจำกัด การลดลงของความหลากหลายทางพันธุกรรม และอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ในระดับพื้นที่ในที่สุด

ดังนั้น คุณค่าของเขาสอยดาวจึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนชนิดพันธุ์ที่พบ แต่อยู่ในฐานะศูนย์กลางของระบบนิเวศทั้งผืน ซึ่งทำให้ผืนป่าภาคตะวันออกยังคงทำหน้าที่เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วน และเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่สร้างประโยชน์แก่ผู้คนอย่างเงียบงันมาโดยตลอด

ตอนที่ 2
เขาคิชฌกูฏ : มากกว่าภูเขาศักดิ์สิทธิ์คือป่าที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน
สำหรับคนไทยจำนวนมาก ชื่อของ “เขาคิชฌกูฏ” อาจทำให้นึกถึงรอยพระพุทธบาทที่มีผู้คนเดินทางขึ้นไปสักการะทุกปี แต่ในสายตาของนักนิเวศวิทยา ภูเขาแห่งนี้มีคุณค่ามากกว่านั้นอย่างมหาศาล เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏยังคงเป็นป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

ป่าดิบชื้นของเขาคิชฌกูฏได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมที่พัดความชื้นจากอ่าวไทยเข้าสู่แนวเทือกเขา ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีฝนตกชุกกว่าหลายพื้นที่ของประเทศ ความชื้นที่สะสมอยู่ตลอดปีเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ขนาดใหญ่ เฟิร์น มอส ไลเคน และพืชอิงอาศัยนานาชนิด ซึ่งล้วนเป็นตัวบ่งชี้ว่าระบบนิเวศยังคงมีความสมบูรณ์

ภายในผืนป่าแห่งนี้มีพันธุ์ไม้พื้นถิ่นจำนวนมาก รวมถึงไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีอายุนับร้อยปี ป่าเหล่านี้ทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ กักเก็บคาร์บอนไว้ในเนื้อไม้ ราก และดิน ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เขาคิชฌกูฏเป็นแหล่งกำเนิดของลำธารน้อยใหญ่จำนวนมาก น้ำฝนที่ตกลงบนยอดเขาจะค่อยๆ ซึมผ่านชั้นดินและรากไม้ ก่อนจะไหลออกเป็นลำธารที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรม ชุมชน และระบบนิเวศปลายน้ำ กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องจักรหรือพลังงานจากมนุษย์

นักวิชาการเรียกบทบาทเช่นนี้ว่า “บริการของระบบนิเวศ” (Ecosystem Services) ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ธรรมชาติมอบให้แก่สังคมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หากป่าต้นน้ำเสื่อมโทรม ความสามารถในการกักเก็บน้ำจะลดลง เกิดน้ำหลากรุนแรงในฤดูฝน และขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งมากขึ้น

นอกจากนี้ เขาคิชฌกูฏยังเป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับผืนป่าเขาสิบห้าชั้นและเขาสอยดาว ทำให้สัตว์ป่าสามารถเคลื่อนย้ายระหว่างพื้นที่อนุรักษ์ได้อย่างอิสระ ความเชื่อมโยงนี้คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรสัตว์ป่าในภาคตะวันออก

น้ำตกพลิ้ว : สายน้ำที่เริ่มต้นจากป่าดิบชื้น
แม้อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วจะมีขนาดเล็กกว่าพื้นที่อนุรักษ์หลายแห่งในภาคตะวันออก แต่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศของ จ.จันทบุรี โดยบริเวณลำธารภายในอุทยานเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำพื้นถิ่น สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก แมลงน้ำ และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอีกจำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของระบบนิเวศน้ำจืด หากป่าเสื่อมโทรม ความเปลี่ยนแปลงแรกที่มักเกิดขึ้นคือ น้ำขุ่นขึ้น อุณหภูมิน้ำสูงขึ้น และชนิดพันธุ์ที่อ่อนไหวต่อคุณภาพน้ำจะค่อยๆ หายไป

นอกจากความสำคัญทางนิเวศวิทยา น้ำตกพลิ้วยังเป็นพื้นที่ศึกษาธรรมชาติที่สำคัญ นักวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ สัตววิทยา และอุทกวิทยาใช้พื้นที่แห่งนี้ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีองค์ความรู้จำนวนมากที่นำไปใช้ในการอนุรักษ์ป่าดิบชื้นของประเทศไทย เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาค น้ำตกพลิ้วจึงเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายป่าต้นน้ำที่ช่วยรักษาความมั่นคงด้านน้ำให้กับจันทบุรี และเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของผืนป่าภาคตะวันออก

เขาชะเมา–เขาวง : ห้องทดลองธรรมชาติที่ยังมีชีวิต
อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา–เขาวง เป็นอีกหนึ่งผืนป่าดิบชื้นที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง หลายคนจะรู้จักพื้นที่แห่งนี้จากน้ำตกเขาชะเมาในฐานะแหล่งท่องเที่ยว แต่แท้จริงแล้วยังเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตนับพันชนิด ทั้งพืช สัตว์ แมลง เห็ดรา และจุลินทรีย์ที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบ

ทุกตารางเมตรของพื้นป่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ตั้งแต่จุลินทรีย์ที่ย่อยสลายใบไม้ ไส้เดือนดินที่ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน แมลงผสมเกสรที่ช่วยให้ต้นไม้ขยายพันธุ์ ไปจนถึงสัตว์ผู้ล่าที่ควบคุมสมดุลประชากรสัตว์ชนิดอื่น ความสัมพันธ์เหล่านี้อาจดูเล็กน้อยเมื่อมองแยกส่วน แต่เมื่อรวมกันกลับทำให้เกิดระบบนิเวศที่มีเสถียรภาพ สามารถฟื้นตัวจากภัยธรรมชาติและรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ดีกว่าป่าที่ถูกแบ่งแยกเป็นหย่อมเล็กๆ

เขาชะเมา–เขาวงยังเป็นพื้นที่สำคัญของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดกลางและขนาดใหญ่ รวมถึงนกป่าหลายชนิดที่ต้องอาศัยพื้นที่กว้างในการหาอาหารและสืบพันธุ์ การคงอยู่ของสัตว์เหล่านี้สะท้อนว่าระบบนิเวศยังทำงานได้อย่างสมบูรณ์

นักวิทยาศาสตร์หลายคนเปรียบผืนป่าลักษณะนี้ว่าเป็น “ห้องทดลองธรรมชาติ” เพราะการศึกษากระบวนการทางนิเวศในพื้นที่ที่ยังไม่ถูกรบกวน จะช่วยให้มนุษย์เข้าใจการทำงานของธรรมชาติ และสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมในอนาคต

เมื่อผืนป่าทั้งห้าแห่งรวมเป็นระบบนิเวศเดียวกัน
แม้พื้นที่อนุรักษ์ทั้ง 5 แห่ง จะมีชื่อเรียกและสถานะทางกฎหมายแตกต่างกัน แต่ในมุมมองของธรรมชาติ พวกมันไม่ได้แยกออกจากกัน

ช้างป่า – ไม่ได้รู้ว่าเส้นแบ่งเขตอุทยานอยู่ตรงไหน นกเงือก – ไม่ได้หยุดบินเมื่อถึงแนวเขตจังหวัด และเมล็ดพันธุ์ไม้ก็ไม่ได้หยุดงอกเพราะเปลี่ยนชื่อพื้นที่อนุรักษ์ ทุกชีวิตล้วนพึ่งพาความต่อเนื่องของผืนป่าเดียวกัน

นี่คือเหตุผลที่นักอนุรักษ์ให้ความสำคัญกับคำว่า “ความเชื่อมต่อของภูมิทัศน์” (Landscape Connectivity) มากกว่าการมองพื้นที่อนุรักษ์เป็นจุดๆ บนแผนที่ เพราะเมื่อผืนป่าถูกแบ่งออกเป็นส่วนย่อยด้วยถนน เขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำ การเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่าจะยากขึ้น ประชากรสัตว์ถูกแยกออกจากกัน และความหลากหลายทางพันธุกรรมจะค่อยๆ ลดลง

ในระยะยาว ผลกระทบเหล่านี้อาจไม่ปรากฏให้เห็นทันที แต่จะสะสมทีละเล็กละน้อย จนวันหนึ่งจำนวนสัตว์ป่าลดลง พันธุ์ไม้บางชนิดหายไป และระบบนิเวศที่เคยสมดุลเริ่มสูญเสียความสามารถในการฟื้นตัว

นักนิเวศวิทยาจึงมองว่า คุณค่าของผืนป่าภาคตะวันออกไม่ได้อยู่ที่จำนวนไร่ของพื้นที่ป่าเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การเป็น “ระบบเดียว” ที่ทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อน ตั้งแต่ยอดเขาที่รับน้ำฝน ป่าดิบชื้นที่กักเก็บน้ำ ลำธารที่หล่อเลี้ยงชุมชน ไปจนถึงสัตว์ป่าที่ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์และรักษาความสมดุลของธรรมชาติ

เมื่อจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งหายไป ภาพทั้งภาพย่อมไม่สมบูรณ์ดังเดิม และนั่นคือคำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องร่วมกันพิจารณา ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่ป่าผืนหนึ่งให้กลายเป็นอ่างเก็บน้ำ ว่าเรากำลังสูญเสียเพียงพื้นที่บางส่วน หรือกำลังกระทบต่อระบบนิเวศทั้งผืนที่ใช้เวลาหลายศตวรรษในการก่อร่างสร้างตัว

ตอนที่ 3
ป่าที่ให้มากกว่าไม้: คุณค่าที่ไม่ปรากฏในงบฯ โครงการ

ในอดีตการประเมินความคุ้มค่าของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่มักคำนวณจากต้นทุนการก่อสร้าง ปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ ผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น หรือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการลงทุน แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและนักนิเวศวิทยาทั่วโลกต่างชี้ให้เห็นว่า วิธีคิดเช่นนั้นอาจไม่สะท้อน “ต้นทุนที่แท้จริง” เพราะคุณค่าจำนวนมหาศาลของธรรมชาติไม่เคยถูกนำมาคิดเป็นตัวเลข

องค์การสหประชาชาติเรียกคุณค่าเหล่านี้ว่า “บริการของระบบนิเวศ” (Ecosystem Services) หมายถึงประโยชน์ที่ธรรมชาติมอบให้แก่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตน้ำสะอาด การกักเก็บคาร์บอน การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน การผสมเกสรของแมลง การควบคุมน้ำหลาก การลดอุณหภูมิ หรือแม้แต่คุณค่าทางวัฒนธรรมและการพักผ่อนหย่อนใจ

ผืนป่าภาคตะวันออกคือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของระบบนิเวศที่ให้บริการเหล่านี้อย่างครบถ้วน โดยไม่ต้องมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใดๆ

ป่าดิบชื้นของเขาสิบห้าชั้น เขาสอยดาว เขาคิชฌกูฏ น้ำตกพลิ้ว และเขาชะเมา–เขาวง ทำหน้าที่เป็น “โรงงานผลิตน้ำ” ตามธรรมชาติ รับน้ำฝนไว้ในชั้นดินและรากไม้ แล้วค่อยๆ ปล่อยลงสู่ลำธารตลอดทั้งปี ช่วยลดความรุนแรงของน้ำท่วมในฤดูฝน และบรรเทาปัญหาภัยแล้งในฤดูแล้ง

ในขณะเดียวกัน ป่ายังทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ ซึ่งเป็นบริการที่มีความสำคัญมากขึ้นทุกปี ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น ป่ายังเป็นคลังพันธุกรรมของพืชและสัตว์นับพันชนิด หลายชนิดพบได้เฉพาะในภาคตะวันออกของประเทศไทย การสูญเสียถิ่นอาศัยอาจหมายถึงการสูญเสียทรัพยากรชีวภาพที่อาจมีคุณค่าต่อการแพทย์ การเกษตร หรือการพัฒนาพันธุ์พืชในอนาคต

คุณค่าเหล่านี้ไม่สามารถประเมินได้เพียงจากจำนวนต้นไม้ที่ถูกตัด หรือจำนวนไร่ของพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม เพราะสิ่งที่สูญเสียคือ “การทำงานของระบบธรรมชาติ” ที่วิวัฒน์ขึ้นตลอดเวลาหลายร้อยปี

การพัฒนาและการอนุรักษ์ต้องเดินไปด้วยกัน
ไม่มีข้อสงสัยว่า น้ำคือปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต การเกษตร อุตสาหกรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจ จ.จันทบุรีเองก็เผชิญความท้าทายด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งหรือเมื่อความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดจึงได้รับการผลักดันในฐานะหนึ่งในแนวทางเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำของพื้นที่

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “ควรมีอ่างเก็บน้ำหรือไม่” หากแต่อยู่ที่ว่า การเลือกพื้นที่ก่อสร้างและรูปแบบการจัดการน้ำสามารถลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติได้มากเพียงใด

ในหลายประเทศ การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับแนวคิด “Nature-based Solutions” หรือการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา เช่น การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำเดิม การลดการสูญเสียน้ำในระบบชลประทาน และการบริหารจัดการอุปสงค์การใช้น้ำควบคู่กับการเพิ่มแหล่งน้ำใหม่

แนวทางเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรสร้างอ่างเก็บน้ำ แต่สะท้อนว่าการตัดสินใจควรพิจารณาทางเลือกหลายรูปแบบ พร้อมประเมินต้นทุนและผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน

ในกรณีของคลองวังโตนด ประเด็นที่สังคมถกเถียงกันมาโดยตลอดคือ พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าที่มีคุณค่าสูง หากมีการดำเนินโครงการ จึงควรมีการติดตามผลกระทบต่อระบบนิเวศ การเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพิจารณามาตรการลดผลกระทบและทางเลือกอื่นๆ อย่างโปร่งใส

บทเรียนจากโลก : ป่าที่หายไปสร้างคืนไม่ได้ง่าย
หลายประเทศมีประสบการณ์จากการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ บางโครงการประสบความสำเร็จในการเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและพลังงาน แต่หลายโครงการก็สร้างผลกระทบระยะยาวต่อความหลากหลายทางชีวภาพ การอพยพของสัตว์ป่า คุณภาพน้ำ และวิถีชีวิตของชุมชน

บทเรียนสำคัญคือ แม้โครงสร้างพื้นฐานจะสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เมื่อหมดอายุการใช้งาน แต่ระบบนิเวศป่าดิบชื้นที่สูญเสียไปอาจต้องใช้เวลาหลายร้อยปีจึงจะฟื้นกลับมาใกล้เคียงกับสภาพเดิม และในบางกรณีอาจไม่สามารถฟื้นคืนได้เลย

นั่นทำให้แนวคิดเรื่อง “การหลีกเลี่ยงผลกระทบ” (Avoidance) กลายเป็นหลักการสำคัญของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศ กล่าวคือ หากมีทางเลือกที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกันโดยกระทบพื้นที่ธรรมชาติน้อยกว่า ก็ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังก่อน

ผืนป่ามีความสำคัญน้อยมากกว่า GDP
คุณค่าของผืนป่าทั้งห้าแห่งของภาคตะวันออก ตั้งแต่เขาสิบห้าชั้นซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำของคลองวังโตนด เขาสอยดาวที่เป็นศูนย์กลางของความหลากหลายทางชีวภาพ เขาคิชฌกูฏที่หล่อเลี้ยงสายน้ำ น้ำตกพลิ้วที่สะท้อนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน้ำจืด ไปจนถึงเขาชะเมา–เขาวงซึ่งเป็นห้องทดลองธรรมชาติที่ยังมีชีวิต

แม้แต่ละแห่งจะมีลักษณะเฉพาะของตนเอง แต่ทั้งหมดทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียว เป็นระบบนิเวศที่ช่วยกักเก็บน้ำ ผลิตอากาศบริสุทธิ์ ดูดซับคาร์บอน เป็นบ้านของสัตว์ป่า และหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านเกษตรกรรม การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของผู้คน

คำถามสำคัญวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยต้องการอ่างเก็บน้ำหรือไม่ แต่คือ ประเทศไทยให้คุณค่ากับผืนป่าที่เหลืออยู่มากเพียงใด เพราะเมื่อป่าดิบชื้นผืนหนึ่งถูกเปลี่ยนเป็นอ่างเก็บน้ำ เราไม่ได้สูญเสียเพียงต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียวบนแผนที่ แต่กำลังเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศที่ใช้เวลาหลายศตวรรษในการก่อร่าง เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วน และเป็นต้นทุนธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงผู้คนโดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทน

อ้างอิง:
• Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services (IPBES). Global Assessment Report on Biodiversity and Ecosystem Services. 2019.
• Millennium Ecosystem Assessment. Ecosystems and Human Well-being: Synthesis. Island Press, 2005.
• Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC). Climate Change 2022: Impacts, Adaptation and Vulnerability.
• Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO). The State of the World’s Forests (ฉบับล่าสุด).
• กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. ข้อมูลอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา–เขาวง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว.
• กรมชลประทาน. รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี.
• สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.). เอกสารประกอบการพิจารณารายงาน EHIA โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด.
• มูลนิธิสืบนาคะเสถียร. รายงานวิเคราะห์ผลกระทบโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดต่อพื้นที่อนุรักษ์และความหลากหลายทางชีวภาพ.
• International Union for Conservation of Nature (IUCN). Guidelines for Forest Landscape Connectivity and Protected Area Management.

Copyright @2021 – All Right Reserved.