ภัยพิบัติเกิดถี่-รุนแรงขึ้น คนไทยเสี่ยงทุกปี! ไม่มีหลักประกันความปลอดภัย

by Chetbakers

น้ำท่วม ภัยแล้ง ฝนสุดขั้ว และความร้อนจัด กลายเป็นความเสี่ยงที่ประชาชนต้องลุ้นในทุกปี โดยไม่มีหลักประกันความปลอดภัยจากการป้องกันจากภาครัฐ

น้ำท่วม ภัยแล้ง ฝนสุดขั้ว และความร้อนจัด กำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่กระทบทั้งชีวิตและอาชีพของผู้คน ขณะที่ระบบเตือนภัยและการจัดการของภาครัฐยังมีช่องว่าง องค์กรระหว่างประเทศเสนอให้ไทยคิดไกลกว่าการเยียวยาหลังเกิดเหตุ ไปจนถึงการวางแผนอพยพย้ายถิ่นฐานและธุรกิจออกจากพื้นที่เสี่ยง

ลองนึกภาพคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนของทุกปี ต้องคอยติดตามระดับน้ำ ตรวจสอบว่าฝนจะตกหนักอีกเมื่อไร ถนนเส้นไหนจะถูกตัดขาด บ้านจะถูกน้ำท่วมอีกหรือไม่ และหากเกิดภัยพิบัติขึ้นจะต้องหยุดงาน หยุดเรียน หรือสูญเสียรายได้ไปมากน้อยแค่ไหน

สำหรับเกษตรกร มีความกังวลว่าฝนจะมาตรงฤดูกาลหรือไม่ น้ำจะพอสำหรับเพาะปลูกหรือเปล่า หากฝนตกหนักจนพืชผลเสียหาย หรือเกิดภัยแล้งยาวนาน จะมีเงินทุนเหลือพอสำหรับเริ่มต้นใหม่หรือไม่

ส่วนคนที่อยู่ในเมืองก็ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป เพราะฝนตกหนักเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจทำให้ถนนหลายสายกลายเป็นทางน้ำ การเดินทางหยุดชะงัก บ้านเรือนและสถานประกอบการได้รับความเสียหาย และคนทำงานรายวันอาจสูญเสียรายได้โดยไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับการชดเชยเพียงพอ

นี่คือสภาพชีวิตที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญ เมื่อภัยพิบัติไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่กลายเป็นความเสี่ยงที่ต้องเตรียมรับมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
สถานการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วหลายรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ฝนตกหนัก ภัยแล้ง และความร้อนจัด ซึ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และบริการสาธารณะ

รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า น้ำท่วมและภัยแล้งเป็นภัยสำคัญของไทย และมีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้นตามการคาดการณ์ภูมิอากาศ

รายงานยกตัวอย่างน้ำท่วมใหญ่ปี 2011 ที่มีผู้เสียชีวิต 680 คน ประชาชนได้รับผลกระทบ 13 ล้านคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 46,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่น้ำท่วมปี 2016 และ 2021 ยังส่งผลกระทบต่อประชาชนอีก 1.8 ล้านคน และ 1.3 ล้านคนตามลำดับ

ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2026 ระบุว่า ภัยพิบัติทางภูมิอากาศในปี 2025 ทำให้เด็กนักเรียนไทย 167,106 คนได้รับผลกระทบจนการเรียนหยุดชะงัก โดยน้ำท่วมเป็นสาเหตุหลัก

นอกจากนี้ ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่รายงานดังกล่าวกล่าวถึง มีประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 4 ล้านคน จากกว่า 1.4 ล้านครัวเรือนใน 47 จังหวัด และมีโรงเรียนได้รับผลกระทบ 988 แห่งใน 29 จังหวัด

ขณะที่ในเดือน ก.ย. 2026 กรุงเทพมหานครก็เผชิญน้ำท่วมจนมีการประกาศให้พื้นที่ทั้ง 50 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากน้ำท่วม ก่อนที่ UN-Habitat จะนำสถานการณ์ดังกล่าวมาเป็นกรณีศึกษาในการหารือเรื่องการวางแผนรับมืออุทกภัยในเมือง

UN-Habitat ระบุว่า น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติร้ายแรงที่สุดของไทย โดยมีดัชนีความเสี่ยงน้ำท่วม 9.8 จาก 10 ตามข้อมูล INFORM ปี 2025 ส่วนกรุงเทพฯ ซึ่งมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน และสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณ 48.7% อยู่ในกลุ่ม 10 เมืองชายฝั่งที่เผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมสูงที่สุดในโลก

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ภัยพิบัติไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบ้านเรือนหรือทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลต่อการศึกษา การทำงาน การเดินทาง การผลิตสินค้า และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนด้วย

ทุกคนรู้ว่าภัยพิบัติรุนแรงขึ้น แต่ประชาชนไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร
เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น ความสามารถในการเตรียมตัวล่วงหน้ามีความสำคัญไม่แพ้การช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ แต่ปัญหาหนึ่งที่ประเทศไทยเผชิญมาอย่างต่อเนื่องคือ ข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ยังไม่เป็นระบบเดียวกัน การแจ้งเตือนบางครั้งไม่ครอบคลุมพื้นที่ หรือประชาชนได้รับข้อมูลไม่เร็วพอที่จะตัดสินใจ

รายงาน OECD ปี 2025 ระบุว่า ระบบบริหารจัดการน้ำของไทยเกี่ยวข้องกับหน่วยงานและกระทรวงหลายแห่ง ทำให้เกิดปัญหาข้อมูลซ้ำซ้อนและขาดการประสานงาน ขณะที่ระบบเตือนภัยยังมีข้อจำกัด ทั้งข้อมูลภูมิประเทศและการใช้ประโยชน์ที่ดินที่จำเป็นต่อการประเมินความเสี่ยง รวมถึงระบบแจ้งเตือนผ่านข้อความ SMS ในบางพื้นที่ที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ

OECD ยังชี้ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้า การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการกระจายอำนาจให้หน่วยงานระดับพื้นที่สามารถตัดสินใจรับมือเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วขึ้น

ข้อกังวลเรื่องข้อมูลกระจัดกระจายไม่ได้มีเพียงองค์กรระหว่างประเทศที่ตั้งข้อสังเกต เพราะรัฐบาลไทยเองก็ยอมรับปัญหานี้เช่นกัน
โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2026 รัฐบาลเปิดตัวระบบ “One Map น้ำ” โดยระบุว่าปัญหาสำคัญของระบบเดิมคือข้อมูลเตือนภัยจากหน่วยงานต่างๆ ซ้ำซ้อน กระจัดกระจาย และไม่ตรงกัน ส่งผลให้การตัดสินใจและการเตรียมตัวของประชาชนล่าช้า

ระบบใหม่นี้รวบรวมข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติผ่านแดชบอร์ดกลางได้

การพัฒนาระบบดังกล่าวอาจเป็นความพยายามแก้ปัญหา แต่คำถามสำคัญคือ ระบบจะทำให้ประชาชนได้รับคำเตือนที่ถูกต้องและทันเวลาจริงหรือไม่ จะระบุได้หรือไม่ว่าน้ำจะมาถึงพื้นที่ใด เมื่อไร และมีความสูงเท่าใด รวมถึงจะเชื่อมต่อไปถึงการแจ้งเตือนระดับชุมชนและการอพยพได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

ต้องยอมรับว่าการมีแผนที่หรือแดชบอร์ดที่ทันสมัย ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะปลอดภัยโดยอัตโนมัติ หากข้อมูลไม่ถูกแปลงเป็นคำเตือนที่เข้าใจง่าย และไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจนในการนำประชาชนออกจากพื้นที่อันตราย

เมื่อทางเลือกมีจำกัดประชาชนจึงต้องอยู่กับความเสี่ยง
ปัญหาที่ใหญ่กว่าการเตือนภัยคือ ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่มีทางเลือกมากพอที่จะหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง คนที่มีบ้านอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากอาจรู้ดีว่าบ้านของตัวเองมีโอกาสถูกน้ำท่วม แต่การย้ายออกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบ้านเป็นทรัพย์สินที่ต้องผ่อนชำระ ที่ดินเป็นแหล่งทำกิน และครอบครัวมีงานหรือภาระผูกพันอยู่ในพื้นที่เดิม

เกษตรกรไม่สามารถย้ายไร่นาหรือสวนออกจากพื้นที่เสี่ยงได้ทันที ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยอาจไม่มีเงินทุนมากพอสำหรับย้ายสถานประกอบการหรือปรับปรุงอาคารให้รับมือกับน้ำท่วม

ในทางปฏิบัติ ประชาชนจึงอาจต้องเลือกระหว่างการอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อไป หรือยอมรับต้นทุนมหาศาลจากการย้ายถิ่นฐาน ซึ่งไม่ใช่ทุกครัวเรือนจะทำได้

รายงาน Thailand Migration Report 2024 ของเครือข่ายสหประชาชาติด้านการย้ายถิ่นในประเทศไทย ระบุว่า ระหว่างปี 2008–2022 ประเทศไทยมีการพลัดถิ่นภายในประเทศจากน้ำท่วมและพายุ รวมประมาณ 3.2 ล้านครั้งของการพลัดถิ่นใหม่ (new displacements)

รายงานยังชี้ให้เห็นว่า ภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำอาจผลักดันให้ประชาชนในชนบทเคลื่อนย้ายเข้าสู่เมืองเพื่อแสวงหาอาชีพและรายได้ พร้อมเสนอให้รัฐบูรณาการประเด็นการย้ายถิ่นเข้ากับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ และจัดให้มีระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ

นั่นหมายความว่า การย้ายถิ่นจากภัยพิบัติไม่ใช่เพียงเรื่องของคนที่บ้านถูกน้ำท่วมจนต้องอพยพชั่วคราว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การสูญเสียแหล่งทำกิน และการย้ายถิ่นเพื่อความอยู่รอดในระยะยาวด้วย

OECD เสนอให้ย้ายบ้านและธุรกิจออกจากพื้นที่เสี่ยง
ประเด็นที่น่าสนใจคือ องค์กรระหว่างประเทศไม่ได้เสนอเพียงให้ไทยสร้างเขื่อน ขุดคลอง หรือเพิ่มระบบระบายน้ำ แต่เริ่มพูดถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการตั้งถิ่นฐานด้วย

รายงาน OECD ปี 2025 ระบุว่า ในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรเป็นปัจจัยในการตัดสินใจย้ายครัวเรือนและสถานประกอบการออกจากพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โดยเสนอให้รัฐใช้ข้อมูลความเสี่ยงประกอบการวางผังเมืองและการลงทุน รวมถึงพิจารณามาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อสนับสนุนการย้ายย่านธุรกิจ

ข้อเสนอนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า หากพื้นที่ใดมีความเสี่ยงสูงจนการป้องกันไม่คุ้มค่า หรือไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ การย้ายออกจากพื้นที่อาจเป็นอีกหนึ่งมาตรการปรับตัวที่ต้องนำมาพิจารณา

ขณะเดียวกัน ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ก็มีแนวทางสนับสนุนประเทศไทยด้านการจัดการความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) ซึ่งครอบคลุมการจัดทำแนวทางด้านกฎหมาย สังคม และการเงิน เพื่อรองรับการย้ายครัวเรือนและชุมชนออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบบ่อยครั้ง รวมถึงการพัฒนาอาชีพทางเลือกให้ประชาชนที่ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐควรบังคับให้ประชาชนย้ายออกจากบ้าน แต่ชี้ว่าการย้ายถิ่นฐานอย่างเป็นระบบและสมัครใจ ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรับมือภัยพิบัติ โดยมีหลักประกันเรื่องที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน อาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตในพื้นที่ใหม่

ถึงเวลาย้ายเมืองหลวงออกจากกรุงเทพฯ หรือไม่?
เมื่อพูดถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วมและระดับน้ำทะเลสูงขึ้น คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ กรุงเทพฯ ยังเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการปกครองของประเทศในระยะยาวหรือไม่

OECD ระบุว่า กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและแผ่นดินทรุด โดยเสนอทั้งมาตรการป้องกันเมือง การปรับปรุงระบบระบายน้ำ การรักษาพื้นที่รับน้ำ และการนำความเสี่ยงภูมิอากาศมาประกอบการตัดสินใจย้ายครัวเรือนและธุรกิจออกจากพื้นที่เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม OECD ไม่ได้เสนอให้ประเทศไทยย้ายเมืองหลวง และยังไม่มีข้อแนะนำอย่างเป็นทางการจาก UN ให้ไทยย้ายกรุงเทพฯ เช่นกัน

การย้ายเมืองหลวงจึงยังเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องพิจารณาทั้งต้นทุนทางเศรษฐกิจ การบริหารราชการ การกระจายศูนย์กลางการพัฒนา และผลกระทบต่อประชาชนที่ยังต้องอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ต่อไป

สิ่งที่สำคัญกว่าการถกเถียงว่าจะย้ายเมืองหลวงหรือไม่ คือการตอบให้ได้ว่า หากกรุงเทพฯ และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญยังเผชิญความเสี่ยงสูง รัฐจะปกป้องประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างไร และหากบางพื้นที่ไม่สามารถป้องกันได้อย่างยั่งยืน จะมีแผนรองรับผู้ที่จำเป็นต้องย้ายออกอย่างไร

ถึงเวลาสร้างหลักประกันไม่ใช่ให้ประชาชนลุ้นชะตากรรมทุกปี
ธนาคารโลกประเมินว่า หากประเทศไทยไม่เร่งดำเนินมาตรการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบทางกายภาพจากน้ำท่วม ภัยแล้ง การกัดเซาะชายฝั่ง และความร้อน อาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลง 7–14% ภายในปี 2050

ขณะเดียวกัน การลงทุนด้านการป้องกันน้ำท่วม การคุ้มครองชายฝั่ง ความมั่นคงด้านน้ำ และการลดผลกระทบจากความร้อน สามารถช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ

ธนาคารโลกยังชี้ว่า การคุ้มครองทางสังคมมีความสำคัญต่อการสร้างความสามารถในการรับมือของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทั้งในด้านการช่วยเหลือที่ตรงกลุ่ม การตอบสนองต่อภัยพิบัติ และการลดความซ้ำซ้อนของระบบสวัสดิการ

ขณะที่รายงาน The Increasing Impacts of Heat in Thailand and Southeast Asia: Challenges and Emerging Solutions ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เมื่อเดือน มิ.ย. 2026 เสนอแนวทางจัดทำแผนรับมือความร้อนระดับประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการปกป้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง การระดมงบประมาณ และการประสานงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การรับมือภัยพิบัติในปัจจุบัน การประกาศเตือนภัยต้องแม่นยำ มีการเตรียมศูนย์พักพิง รวมถึงเตรียมงบประมาณในการจ่ายเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่ที่สำคัญกว่าในอนาคตจะ ต้องมีแผนระยะยาวที่ทำให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ของตนมีความเสี่ยงระดับใด จะได้รับการป้องกันอย่างไร และหากต้องย้ายออกจะมีหลักประกันรองรับชีวิตหลังการย้ายถิ่นอย่างไร

รัฐบาลจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ข้อมูลความเสี่ยงเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ พัฒนาระบบเตือนภัยที่แจ้งได้ทันเวลาและเข้าใจง่าย เชื่อมโยงการเตือนภัยกับแผนอพยพที่ปฏิบัติได้จริง กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีงบประมาณและเครื่องมือรับมือ ตลอดจนกำหนดมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่สูญเสียบ้าน ที่ดินทำกิน และรายได้จากภัยพิบัติ

ประชาชนไม่ต้องการฟังประโยคตกขอบที่ว่า “เอาอยู่” แต่อยากเห็นการเตรียมความพร้อมที่ดี มีแผนรับมือภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ นี่คือความเชื่อมั่นว่า เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง พวกเขาจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง มีเวลาเตรียมตัว มีหน่วยงานเข้าช่วยเหลือ และมีทางเลือกในการดำเนินชีวิตต่อไป

แน่นอนว่า ภัยพิบัติอาจไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่สามารถทำให้ความสูญเสียจำนวนมากลดลงได้ หากรัฐมีการเตรียมการอย่างดี ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงตามลำพัง

อ้างอิง:
• UN-Habitat and Mexico bring flood resilience dialogue to Bangkok Climate Action Week – UN-Habitat, United Nations in Thailand
• Thailand floods disrupt education, highlighting urgent need for climate-ready schools – UNICEF Thailand
• OECD Economic Surveys: Thailand 2025, Chapter 3: Adapting to a warmer and more volatile climate – OECD
• “รัฐบาลเปิด One Map น้ำ รวมคลังข้อมูลวิเคราะห์ภัยพิบัติล่วงหน้า” – รัฐบาลไทย
• Thailand Migration Report 2024 – UN Network on Migration in Thailand
• Thailand Country Climate and Development Report – World Bank
• The Increasing Impacts of Heat in Thailand and Southeast Asia: Challenges and Emerging Solutions – Asian Development Bank
• Thailand Country Page: Loss and Damage Support – Santiago Network, UNFCCC

Copyright @2021 – All Right Reserved.