“วราวุธ ศิลปอาชา” กางแผนยุทธศาสตร์ LCC ปฏิรูปโครงสร้างการเงิน-พลังงานไทย หนุน กนอ. นำร่อง 3 นิคมฯ สร้างระบบนิเวศคาร์บอนเครดิตมาตรฐานโลก คาดสร้างรายได้หมื่นล้านใน 10 ปี
ในยุคที่ทั่วโลกกำลังขับเคี่ยวกันด้วยมาตรการกำจัดก๊าซเรือนกระจก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมไทยภายใต้โครงการ Low Carbon Cities & Carbon Market Development (LCC) ซึ่งไม่ใช่แค่โครงการสิ่งแวดล้อมทั่วไป แต่คือ “ยุทธศาสตร์ระดับชาติ” ที่จะเข้ามาปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและพลังงานของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ระบบนิเวศการเงินคาร์บอน: สะพานเชื่อมไทยสู่ตลาดโลก
เป้าหมายสำคัญของโครงการ LCC คือการสร้างระบบนิเวศการเงินคาร์บอน (Carbon Finance Ecosystem) ที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐไทยและองค์กรระดับโลก ซึ่งมีหมุดหมายสำคัญดังนี้:
- ธันวาคม 2568: ครม. มีมติเห็นชอบโครงการความร่วมมือระหว่าง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ธนาคารโลก (World Bank)
- กลไกทางการเงิน: ดำเนินการผ่าน EXIM Bank และ ธนาคารกรุงไทย เพื่อสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียว
- มาตรฐานระดับสูง: ใช้ระบบ Digital MRV (Monitoring, Reporting, and Verification) เพื่อตรวจสอบและรับรองการลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็นที่ยอมรับในสากล
กนอ. นำร่อง 3 พื้นที่ยุทธศาสตร์ เปลี่ยน “อากาศ” เป็น “ทุน”
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ตอบรับเป็นหน่วยงานนำร่องภาครัฐ (PSOs) โดยได้รับงบสนับสนุนการลงทุนกว่า 3,500 ล้านบาท มุ่งเน้นไปที่ 3 นิคมอุตสาหกรรมหลัก:
- นิคมอุตสาหกรรมลำพูน
- นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ
- นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ.ชลบุรี (แก้ไขจากระยองตามเขตพื้นที่จริง)
โดยใช้โมเดลธุรกิจ ESCO (Energy Service Company) ที่หน่วยงานรัฐจะชำระค่าบริการจากส่วนต่างของพลังงานที่ประหยัดได้ ช่วยลดภาระงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (EE) รวมถึงการปรับใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในพื้นที่
ทำไมโครงการ LCC ถึงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย?
การผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ของไทยให้มีความโปร่งใส จะช่วยแก้ปัญหา “Greenwashing” หรือการฟอกเขียวที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง
ตัวเลขคาดการณ์ความสำเร็จใน 10 ปีข้างหน้า
- ลดก๊าซเรือนกระจก: 2.33 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- รายได้จากคาร์บอนเครดิต: เฉลี่ย 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 120 ล้านบาท/ปี)
- โอกาสใหม่: การสร้าง Green Jobs หรือทักษะอาชีพสีเขียวที่กำลังเป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงานโลก
ก้าวต่อไปสู่ Net Zero 2050
โครงการ LCC คือฟันเฟืองหลักที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 การสร้างราคาคาร์บอนเครดิตที่ “ยุติธรรมและขายได้จริง” ในตลาดโลก จะเป็นตัวเร่งให้ภาคเอกชนไทยปรับตัว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลกที่วัดกันด้วย “รอยเท้าคาร์บอน”
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ: ทำไมไทยต้องเร่งสปีดสู่ Carbon Market?
รับมือมาตรการ CBAM ของยุโรป: โครงการ LCC คือเกราะป้องกันสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทย ในการเตรียมพร้อมรับมือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ช่วยให้สินค้าไทยมีหลักฐานการลดคาร์บอนที่ชัดเจนและจับต้องได้ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
- ปลดล็อก Article 6 สู่สากล: การพัฒนาตลาดคาร์บอนนี้สอดคล้องกับ Article 6 ของความตกลงปารีส (Paris Agreement) ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะช่วยสร้างมาตรฐานให้คาร์บอนเครดิตของไทยเป็นที่ยอมรับและมีราคาสูงขึ้นในระดับสากล
- เปลี่ยนภาระเป็นโอกาสทางธุรกิจ: การสร้างระบบนิเวศคาร์บอนเครดิตที่โปร่งใส ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนด้านภาษีสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างรายได้หมุนเวียนและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมสีเขียว
- ยกระดับความเชื่อมั่นด้วย Digital MRV: การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (Digital MRV) ช่วยลดข้อกังวลเรื่องการ “ฟอกเขียว” (Greenwashing) และทำให้คาร์บอนเครดิตจากไทยเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงในสายตาผู้ซื้อทั่วโลก
