ครม. เดินหน้าโรดแมป CCS อ่าวไทยตอนบน วางรากฐานเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมขยายสินเชื่อ SME Green หนุนปรับเครื่องจักร-ยานพาหนะสะอาด
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (มกราคม 2569) ถึงมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว โดยเห็นชอบโครงการดักจับคาร์บอน (CCS) ในอ่าวไทยตอนบน เพื่อมุ่งสู่ Net Zero พร้อมปรับเกณฑ์สินเชื่อ SME Green Productivity เพิ่มวงเงินเป็น 30 ล้านบาทต่อราย และขยายเวลาถึงสิ้นปี 2569
ขับเคลื่อนเทคโนโลยี CCS อ่าวไทยตอนบน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050
นางสาวลลิดา เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นำเสนอต่อที่ประชุม ครม. เพื่อรับทราบแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 และสอดคล้องกับเป้าหมาย NDC ของประเทศ
เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครม. ได้มอบหมายให้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการกฎระเบียบและนโยบายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่มอบหมายให้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการกำกับดูแลระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินทางธรณีวิทยา พื้นที่อ่าวไทยตอนบน
โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น โดยมีกิจกรรมหลักประกอบด้วย:
- ปี 2569: เริ่มประมวลผลข้อมูลคลื่นไหวสะเทือน และเข้าพื้นที่สำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนในอ่าวไทยตอนบนประมาณ 1,000 ตารางกิโลเมตร (คาดเริ่มไตรมาส 3)
- ปี 2570: ดำเนินการเจาะหลุมสำรวจพร้อมวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินศักยภาพเชิงลึก
- ปี 2577 เป็นต้นไป: หากผลการศึกษายืนยันความเหมาะสม จะเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งบนบกและทะเล เช่น สถานีรวบรวมก๊าซ หลุมอัดกลับ และท่อขนส่งใต้ทะเล เพื่อรองรับการอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ ครม. ยังพร้อมพิจารณาสิทธิประโยชน์ด้านผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและการยกเว้นอากรขาเข้าวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อให้โครงการนี้เป็นรากฐานสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ
อัดฉีดสินเชื่อ SME Green Productivity ขยายวงเงิน-ยืดเวลาช่วยผู้ประกอบการ
ในวันเดียวกัน ครม. ยังได้เตรียมพิจารณาเห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท ซึ่งดำเนินการผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เพื่อสนับสนุนให้ SME เข้าถึงเงินทุนต้นทุนต่ำในการยกระดับธุรกิจสู่มาตรฐานสีเขียว
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 มีการอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 4,826 ล้านบาท (ร้อยละ 32 ของวงเงิน) เพื่อให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ผู้ประกอบการมากขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์ 3 ประการ ภายใต้กรอบวงเงินเดิม ดังนี้:
- ขยายระยะเวลาคำขอกู้: จากเดิมสิ้นสุดสิ้นปี 2568 เป็น สิ้นสุดวันที่ 30 ธันวาคม 2569
- ปรับกลุ่มเป้าหมายยานพาหนะ: เพิ่มเติมให้ครอบคลุมการเปลี่ยน “ยานพาหนะ” มาใช้พลังงานสะอาดนอกเหนือจากระบบ EV เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่ง
- ขยายวงเงินสินเชื่อต่อราย: เพิ่มจากไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็น ไม่เกิน 30 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนสูงในเครื่องจักร เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะกิจการในนิคมอุตสาหกรรม
สำหรับเงื่อนไขสินเชื่อยังคงความจูงใจด้วย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก โดยรัฐบาลจะช่วยชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยให้ คาดว่าการปรับเกณฑ์ครั้งนี้จะช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งทุนได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1,700 ราย เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 68,700 ล้านบาท และรักษาการจ้างงานได้ไม่น้อยกว่า 27,680 อัตรา
นางสาวลลิดา ย้ำในช่วงท้ายว่า การดำเนินงานทั้งสองส่วนนี้เป็นการทำงานเชิงบูรณาการที่โปร่งใสและรอบคอบ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
