เอ็นจีโอแถลงการณ์ด่วนมีเบาะแสยืนยันนายทุนอุตสาหกรรมตั้งค่าหัวคนละ 2 ล้าน สังหาร ‘สุนทร’ และ ‘สุเมธ’ 2 นักปกป้องสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) แถลงการณ์เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 เรื่อง นักปกป้องสิทธิมนุษยชนภาคตะวันออกกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงต่อการใช้ความรุนแรงระดับ ‘ลอบสังหาร’ เนื้อหาระบุว่า ภาคตะวันออกเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ ผืนดิน แหล่งน้ำ ธรรมชาติ และอากาศบริสุทธิ์เคยเป็นฐานชีวิตที่มั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่
ทว่าเมื่อสายลมแห่งการพัฒนาโหมกระหน่ำ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้ามารุกราน เบียดขับวิถีชุมชน แปรเปลี่ยนธรรมชาติและทรัพยากรให้กลายเป็นผลประโยชน์ของคนเฉพาะกลุ่ม จนทำให้หลายพื้นที่เกิดผลกระทบและความเสื่อมโทรมในขั้นวิกฤต
การเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ไม่ควรเติบโตบนคราบน้ำตาและการสูญเสียของประชาชน ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ สถานการณ์มลพิษอุตสาหกรรม การขยายตัวของโรงงานรีไซเคิลผิดกฎหมาย การลักลอบทิ้งขยะพิษ และการเข้ามาของกลุ่มทุนข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ ได้นำพาภาคตะวันออกไปสู่จุดวิกฤตถึงแก่ชีวิต
เมื่อผลประโยชน์จากการพัฒนาถูกปล่อยให้อยู่เหนือการบังคับใช้กฎหมาย และการตรวจสอบของภาครัฐไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ที่ลุกขึ้นปกป้องสิ่งแวดล้อม เปิดโปงการกระทำที่ผิดกฎหมาย และปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ จึงตกเป็นเป้าหมายของการคุกคามมากขึ้น นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่สะท้อนถึงวิกฤตของการกำกับดูแลและหลักนิติธรรมของประเทศ
เราได้รับการยืนยันถึงเบาะแสอันน่าตระหนก เกี่ยวกับการลงขันจ้างวานมือปืนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และปราจีนบุรี เพื่อลอบสังหารนักปกป้องสิทธิมนุษยชนภาคตะวันออก ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมาย พฤติการณ์ข่มขู่ ติดตาม และคุกคามชีวิตอย่างเปิดเผยนี้ ไม่เพียงแต่พุ่งเป้าไปที่แกนนำในพื้นที่อย่างคุณสุนทร คมคาย และคุณสุเมธ เหรียญพงษ์นาม เท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณเตือนภัยอันตรายต่อนักต่อสู้และชาวบ้านอีกหลายคนในพื้นที่
ลักษณะความรุนแรงที่ไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสองท่าน มีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่นายประจบ เนาวโอภาส นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาต้านภัยกากสารเคมีและขยะพิษถูกสังหารเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2556 ซึ่งยังคงเป็นอุทาหรณ์เตือนใจพี่น้องภาคตะวันออก ที่วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่ฝังรากลึกอยู่ในศาลและกระบวนการยุติธรรม จนทำให้ผู้จ้างวานข้าถูกยกฟ้องนั้น รัฐไทยไม่ควรรีรอให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป
ซึ่งตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา มีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกสังหารและคุกคามสะสมมากกว่า 60 คน ภายใต้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ที่ปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลและกลุ่มทุนอยู่เหนือกฎหมายและความยุติธรรม
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเพียงสองคน หากแต่เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาชนทุกคนที่ลุกขึ้นใช้สิทธิในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบการใช้อำนาจ และปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ อาจตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นเดียวกัน หากรัฐยังไม่สามารถยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดได้
การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจึงไม่ใช่เพียงการคุ้มครองชีวิตของบุคคล แต่คือการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วม ตรวจสอบการใช้อำนาจ และปกป้องธรรมชาติและทรัพยากรของประเทศ ความรับผิดชอบนี้เป็นหน้าที่ของรัฐ มิใช่ภาระที่ประชาชนต้องแบกรับเพียงลำพัง
ด้วยความเคารพต่อกฎหมาย สิทธิชุมชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และภาคีเครือข่าย ขอเรียกร้องอย่างเร่งด่วนที่สุด ดังนี้ :
• สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย : ต้องเร่งสืบสวนสอบสวนกลุ่มอิทธิพล ขบวนการว่าจ้างมือปืน และผู้บงการเบื้องหลังอย่างจริงจัง พร้อมจัดตั้งกลไกคุ้มครองความปลอดภัยแก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและครอบครัวโดยเร่งด่วน
• กระทรวงยุติธรรม : ต้องเร่งบังคับใช้มาตรการคุ้มครองพยานเชิงรุก และวางระบบป้องกันภัยคุกคามทางกายภาพและการฟ้องปิดปาก (SLAPPs) อย่างเป็นรูปธรรม
• กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานกำกับดูแลพื้นที่ EEC : ต้องเข้าปราบปรามโรงงานรีไซเคิล กากอุตสาหกรรม ขยะพิษผิดกฎหมาย ตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้นอมินีหรือประกอบกิจการเลี่ยงกฎหมาย และสั่งปิดกิจการที่สร้างมลพิษกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเด็ดขาด
• คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) : ขอให้คงมาตรการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ประสานการปฏิบัติงานร่วมกับรัฐบาลไทย และส่งเสริมระบบคุ้มครองที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล
พวกเราเห็นว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต้องไม่แลกกับผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และต้องไม่แลกมาด้วยชีวิตของประชาชน
การพัฒนาจะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อประชาชนสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพในการปกป้องสิทธิมนุษยชน ปกป้องสิ่งแวดล้อม และตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐและทุนได้อย่างปลอดภัย หากการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อคัดค้านและต่อต้านการพัฒนาต้องแลกด้วยการคุกคามและทารุณกรรมต่อชีวิต ซึ่งเป็นการกระทำที่ขาดทั้งความเป็นธรรมและความชอบธรรมแล้ว จึงไม่อาจเรียกว่าการพัฒนาได้
เราขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคม ร่วมเป็นปราการปกป้องและคุ้มครองชีวิตนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และร่วมกันส่งเสียงทวงคืนผืนแผ่นอันอุดมสมบูรณ์ให้กับภาคตะวันออกอย่างเร่งด่วน
ด้าน iLaw หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเพจ iLaw วันเดียวกัน มีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า ‘สุเมธ-สุนทร’ นักปกป้องสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก เสี่ยงถูกลอบสังหาร หลังพบเบาะแสจ้างมือปืน
สุเมธ เหรียญพงศ์นาม: ถูกติดตาม ข่มขู่ วางยาสุนัข และข่าวแว่วเรื่องมือปืน
สุเมธ เหรียญพงศ์นาม และ สุนทร คมคาย เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิชุมชน จากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง จังหวัดปราจีนบุรี ทั้งสองทำงานร่วมกับชุมชนในการติดตามตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การขนส่งของเสียอันตราย และการประกอบกิจการโรงงานรีไซเคิล ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และชลบุรี
ในปี 2568 สุเมธตรวจสอบกระบวนการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานรีไซเคิลในตำบลกรอกสมบูรณ์ และเรียกร้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต่อมาเขาถูกบริษัทเอกชนดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ
ปลายเดือน พ.ค. 2569 สุเมธได้รับคำเตือนจากหลายบุคคลว่า อาจมีการลงขันว่าจ้างมือปืนเพื่อสังหารผู้ที่มีบทบาทในการตรวจสอบปัญหาสิ่งแวดล้อม ต่อมาเกิดเหตุผิดปกติบริเวณบ้านพักของสุเมธ ไม่ว่าจะเป็นเสียงสุนัขเห่าต่อเนื่องในเวลากลางคืน ร่องรอยรถยนต์บริเวณหน้าบ้าน และมีการพบขวดน้ำดื่ม ก้นบุหรี่ และขวดยาชูกำลังในบริเวณทางเข้าบ้าน ทำให้ครอบครัวของสุเมธเชื่อว่าอาจมีบุคคลเข้ามาเฝ้าสังเกตุการณ์
13 มิ.ย. 2569 สุเมธได้รับการแจ้งเตือนว่า อาจมีการว่าจ้างมือปืนจากต่างจังหวัดให้เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ และแนะนำให้เขาหลีกเลี่ยงการพักในสถานที่เดิมเป็นประจำ ขณะเดียวกัน ก็มีบุคคลติดต่อเข้ามาสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบโรงงาน และพยายามขอเข้ามา “พูดคุย”
.
2 ส.ค. 2569 สุนัข 2 ตัวที่บ้านของสุเมธเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ และอีกหนึ่งตัวป่วยอย่างรุนแรง ในวันถัดมา ขณะที่สุเมธกำลังลงพื้นที่สังเกตโรงงาน ได้มีรถยนต์สีดำเข้ามาจอดประชิดด้านหลัง โดยไม่มีเหตุอันสมควรที่จะจอดในบริเวณดังกล่าว ภายในมีชาย 4 คน ทำให้เชื่อได้ว่า สุเมธกำลังถูกเฝ้าติดตาม
สุนทร คมคาย: “มีการลงขันจะฆ่าแหลม”
สุนทร คมคาย เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม จากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เขาทำงานร่วมกับชุมชนในการตรวจสอบปัญหามลพิษและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมานานกว่า 13 ปี ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาเผชิญกับโทรศัพท์ข่มขู่ การฝากข้อความผ่านบุคคลใกล้ชิดให้ยุติการเคลื่อนไหว และการถูกติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
20 ก.ค. 2569 มีผู้ได้ยินการสนทนาในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรีว่า “มีการลงขันจะฆ่าแหลม” ซึ่ง “แหลม” เป็นชื่อเล่นของสุนทร
ต่อมาในวันที่ 28 ก.ค. 2569 สุนทรได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า ผู้ประกอบการโรงงานบางส่วนกำลังระดมเงินเพื่อว่าจ้างบุคคลให้ใช้ความรุนแรงต่อสุเมธและสุนทร โดยตั้งค่าหัวถึงคนละ 2 ล้านบาท
3 ส.ค. 2569 หลังสุนทรเผยแพร่คลิปเกี่ยวกับมลพิษและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า “คนรอความตาย55555” แม้ข้อความดังกล่าวเพียงลำพังอาจไม่เพียงพอจะยืนยันการเตรียมก่อเหตุ แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับคำเตือนและข้อมูลจากหลายแหล่งที่สอดคล้องกัน ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์การคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกำลังทวีความรุนแรงขึ้น
เครดิตภาพ: iLaw
