การเฉือนที่อุทยานฯ ทับลาน 1.5 แสนไร่ แจกประชาชน กระทบระบบนิเวศของผืนป่าภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างมาก และยังเปิดประตูให้นายทุนด้วยหรือไม่?
ความพยายามในการพิทักษ์ผืนป่าของประเทศไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดหักเหครั้งสำคัญและน่ากังวลที่สุดในประวัติศาสตร์วงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ วันที่ 15 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมี สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นั่งเป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเฉือนและเพิกถอนพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติทับลานจำนวนกว่า 1.55 แสนไร่ (ครอบคลุมพื้นที่กลุ่มที่ 1, 2, 3 และ 5) ออกจากเขตอุทยานฯ แล้วส่งมอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำไปจัดสรรที่ทำกินให้แก่เกษตรกร
การตัดแปลงผืนป่ามรดกโลกขนาดมหึมาเช่นนี้ ไม่เพียงแต่สั่นคลอนเสถียรภาพทางระบบนิเวศของผืนป่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง แต่ถูกตั้งข้อสังเกตว่านี่เป็นการ “นับหนึ่ง” สู่การเปิดประตูบานใหญ่ให้ทุนอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มผลประโยชน์เข้าฮุบที่ดินของรัฐในอนาคตหรือไม่ ซึ่งภาคประชาสังคมและองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อย่างเช่น มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้กาง “ไทม์ไลน์”ตั้งแต่ปี 2506 ถึง 2569 เพื่อแสดงให้เห็นกระบวนการต่อสู้ แย่งชิง และเปลี่ยนผ่านนโยบายที่ดินของรัฐที่หละหลวม จนนำมาสู่การสูญเสียผืนป่าอันเป็นสมบัติของชาติในท้ายที่สุด
63 ปี มหากาพย์แห่งการเฉือนป่าทับลาน
หากเราย้อนมองประวัติศาสตร์การคุ้มครองพื้นที่ป่าบริเวณนี้ จะพบว่ารัฐไทยใช้เวลาและความพยายามยาวนานในการสถาปนากฎหมายเพื่อรักษาความสมบูรณ์ทางนิเวศวิทยา ทว่าในท้ายที่สุดกลับพ่ายแพ้ต่อกลไกทางการเมืองและนโยบายการจัดการที่ดินของรัฐ
การสถาปนาผืนป่า (2506 – 2516)
- 12 พ.ย. 2506 : คณะรัฐมนตรีมีมติให้รักษาพื้นที่ป่าในจังหวัดนครราชสีมา-ปักธงชัย-โชคชัย โดยกำหนดให้ ป่าวังน้ำเขียว ป่าครบุรี ป่าเขาภูหลวง ป่าแก่งใหญ่ และป่าแก่งดินสอ เป็น “ป่าไม้ถาวร” เพื่อเป็นหลักประกันทางธรรมชาติ
- 2509 – 2516: รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 แทนกฎหมายเก่า และตรากฎกระทรวงกำหนดให้ผืนป่าเหล่านี้ รวมถึงป่าครบุรีและป่าวังน้ำเขียว ยกระดับขึ้นเป็น “ป่าสงวนแห่งชาติ”
จุดเริ่มต้นความขัดแย้งเมื่อกฎหมาย ส.ป.ก.วิ่งเข้าทับป่า (2518 – 2523)
- 2518: รัฐประกาศพ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในท้องที่ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นการประกาศทับป่าสงวนแห่งชาติป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสะโตน นอกจากนี้ในเขต อ.เสิงสาง และครบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่อิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รัฐได้อพยพประชาชนเข้ามาอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าครบุรีเพื่อความมั่นคง
- 2521: มีการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินทับซ้อนกับป่าสงวนแห่งชาติป่าวังน้ำเขียวเพิ่มเติม
- ข้อกฎหมายที่ถูกบิดเบือน: คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติทันที เป็นเพียงการกำหนดขอบเขตเท่านั้น” หาก ส.ป.ก. จะเข้าดำเนินการปฏิรูปที่ดินแปลงใด จะต้องมีแผนงานและงบประมาณพร้อมดำเนินการทันที และ ส.ป.ก. มีหน้าที่ต้องกันพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ส่งคืนให้แก่กรมป่าไม้ แต่ทางปฏิบัติกลับไม่มีการแยกแยะอย่างรัดกุม
- 2522 – 2523: เกิดการจัดตั้ง “หมู่บ้านไทยสามัคคี” ขึ้นในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมบริเวณตําบลวังน้ำเขียว ทว่าจากการสำรวจของกรมอุทยานฯ พบว่าแนวของ ส.ป.ก. ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแก่งดินสอฯ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่เคยอนุมัติ และไม่มีหลักฐานการส่งมอบพื้นที่จากกรมป่าไม้
กำเนิดอุทยานแห่งชาติทับลาน (2524 – 2541)
- 2524: รัฐบาลประกาศพ.ร.ฎ.กำหนดแนวเขต “อุทยานแห่งชาติทับลาน” โดยนำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 3 ป่า (ครบุรี, วังน้ำเขียว, แก่งดินสอฯ) มารวมกัน แต่เนื่องจากไม่มีการสำรวจพื้นที่จริงทางกายภาพก่อนประกาศ จึงทำให้แนวเขตอุทยานฯ ไปซ้อนทับกับที่ทำกินและหมู่บ้านจัดสรรเพื่อความมั่นคงที่รัฐจัดตั้งไว้ก่อนหน้านี้
- 2535: มีมติ ครม. ให้จำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้เป็น 3 เขต คือ เขตป่าอนุรักษ์ (Zone C) เขตป่าเศรษฐกิจ (Zone E) และเขตป่าเกษตรกรรม (Zone A) ซึ่งปรากฏว่าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ (Zone C) ได้ทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยของราษฎรบางส่วน
- 2538: กรมป่าไม้ และ ส.ป.ก. ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน โดยกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจนว่า พื้นที่ที่ไม่สมควรนำไปปฏิรูปที่ดินและต้องกันคืนกรมป่าไม้ คือ พื้นที่ที่มีสภาพเป็นป่า, พื้นที่ล่อแหลมคุกคามต่อระบบนิเวศ, พื้นที่ภูเขาสูงชัน (ความลาดชันตั้งแต่ 35% ขึ้นไป) และพื้นที่ต้นน้ำลำธาร
- มติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 (จุดเปลี่ยนสำคัญ): รัฐบาลเปลี่ยนหลักการจากการปรับปรุงแนวเขต มาเป็นการ “พิสูจน์สิทธิและการครอบครองใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง” โดยยึดวันประกาศสงวนหวงห้ามป่าไม้ครั้งแรกเป็นลำดับ หากพบว่าอยู่มาก่อนจริงจะให้สิทธิอยู่อาศัยต่อ แต่หากเป็นพื้นที่เปราะบางทางนิเวศวิทยา รัฐต้องอพยพราษฎรออกและจัดสรรที่ทำกินใหม่ให้
เส้นปี 2543 และมติเงื่อนงำ (2543 – 2565)
- 2543: กรมป่าไม้รังวัดหาค่าพิกัด GPS และฝังหลักเขตยาว 456 กิโลเมตร จำนวน 1,348 หลัก เกิดเป็น “แนวเขตสำรวจปี พ.ศ. 2543” ทว่าในเวลานั้นราษฎรจำนวนมากไม่ยอมมานำชี้แนวเขตแปลงถือครองเพราะคาดหวังจะให้รัฐยกเลิกแนวเขตอุทยานฯ ทั้งหมด เส้นปี 2543 จึง ไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ในเวลานั้น และทางกฎหมายยังคงต้องยึดแนวเขตตาม พ.ร.ฎ. ปี 2524
- 2554 – 2558: เกิดคดีบุกรุกป่าและเปลี่ยนมือที่ดินป่าไม้ไปสร้างรีสอร์ตและบ้านพักตากอากาศหรูในพื้นที่วังน้ำเขียว-ทับลาน มีการดำเนินคดีทวงคืนผืนป่าสูงถึง 365 คดี
- 2563: ผู้ตรวจการแผ่นดินพยายามผลักดันให้รัฐใช้เส้นปี 2543 เพื่อแก้ปัญหา แต่หน่วยงานบริหารชี้แจงว่าทำไม่ได้ เพราะจะกระทบต่อคดีความของผู้บุกรุกป่าที่อยู่ในชั้นศาล เนื่องจากสถานะที่ดินจะเปลี่ยนจากป่าอนุรักษ์ไปเป็น ส.ป.ก. ซึ่งจะทำให้ความผิดทางอาญาฐานบุกรุกป่าหลุดไป คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติในการประชุมเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 จึงมีมติยืนยันให้ใช้แนวเขตปี 2524 ตามเดิม
- 2564 – 2565: รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งรัดนโยบายจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map มาตราส่วน 1:4,000) และในวันที่ 22 พ.ย. 2565 ครม. มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขผลกระทบจาก One Map โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
การเผด็จศึกเพิกถอนป่าอนุรักษ์ (2566 – 2569)
- 2566: คทช. และ ครม. ยุคปลายรัฐบาลประยุทธ์ มีมติเห็นชอบให้ใช้เส้นสำรวจแนวเขตปี 2543 ในการจำแนกที่ดิน ส่งผลให้พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานถูกเสนอเพิกถอนถึง 2.7 แสนไร่เศษ เพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. แม้ว่ากรรมการอุทยานแห่งชาติผู้ทรงคุณวุฒิอย่าง ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ และ ศศิน เฉลิมลาภ จะแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างรุนแรงและขอสงวนสิทธิ์ไม่เห็นชอบ โดยเตือนว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนและสร้างบรรทัดฐานที่เลวร้ายต่อป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ
- 15 มิ.ย. 2569: มหากาพย์จบลงเมื่อคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ยุค สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. เป็นประธาน มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนพื้นที่ป่าทับลานจำนวน 1.55 แสนไร่ ส่งมอบให้ ส.ป.ก. นำไปจัดสรรแก่เกษตรกร
คุณค่าที่ควรหวงแหนในฐานะแนวเชื่อมต่อทางนิเวศและมรดกโลก
อุทยานแห่งชาติทับลานไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่สีเขียวบนแผนที่ แต่คือส่วนหนึ่งของ กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางธรรมชาติ (World Heritage Site) โดยยูเนสโก (UNESCO)
- ผืนป่าแห่งความหวังในการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง
ในทางกีฏวิทยาและสัตววิทยา ผืนป่าเขาใหญ่ไม่มีรายงานการพบเสือโคร่งตามธรรมชาติมานานหลายปีแล้ว ทว่าอุทยานแห่งชาติทับลานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ คือผืนป่าที่มีประชากรเสือโคร่งหนาแน่นและมีการขยายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง นักวิจัยและนักอนุรักษ์ทั่วโลกตั้งความหวังสูงสุดไว้ว่า ผืนป่าทับลานจะเป็น “สะพานเชื่อมทางนิเวศ” (Ecological Corridor) ที่ทำให้เสือโคร่งสามารถเดินข้ามและกระจายพันธุ์กลับคืนสู่ป่าเขาใหญ่ได้อีกครั้ง การเฉือนพื้นที่ป่าตรงกลางออกไป 1.55 แสนไร่ ย่อมเป็นการตัดขาดโอกาสในการกู้คืนประชากรเสือโคร่งในป่าเขาใหญ่ไปโดยปริยาย
- ทางผ่านและแหล่งอาศัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่
พื้นที่ราบต่ำที่ถูกระบุให้เพิกถอนในครั้งนี้ หลายจุดเป็นพื้นที่ราบซึ่งมีงานวิจัยเชิงประจักษ์ยืนยันว่า สัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น ช้างป่า กระทิง และเลียงผา ใช้ประโยชน์ในการหาอาหารและเป็นเส้นทางอพยพเคลื่อนย้ายระหว่างผืนป่าทับลานและอุทยานแห่งชาติต่างๆ การเปลี่ยนสภาพป่าเป็นที่ดินเกษตรกรรมหรือสิ่งปลูกสร้าง จะเพิ่มวิกฤตความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า (Human-Wildlife Conflict) ให้รุนแรงยิ่งขึ้น ดั่งเช่นปัญหาช้างป่ารุกรานพื้นที่เกษตรกรรมที่แก้ไม่ตกในปัจจุบัน
- เสี่ยงถูกถอดถอนจากการเป็นมรดกโลก
หลักเกณฑ์ของยูเนสโกในการคงสถานะมรดกโลก คือการรักษา “คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล” (Outstanding Universal Value: OUV) ซึ่งรวมถึงความต่อเนื่องและบูรณภาพของผืนป่า (Integrity) การที่รัฐบาลไทยยินยอมให้เฉือนพื้นที่ป่าอนุรักษ์ออกไปเกือบสองแสนไร่ ถือเป็นการลดทอนคุณค่าและทำลายบูรณภาพของผืนป่าอย่างร้ายแรง ซึ่งอาจส่งผลให้กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ถูกขึ้นบัญชีเป็น “มรดกโลกที่กำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย” (World Heritage in Danger) หรือถูกถอดถอนจากการเป็นมรดกโลกในท้ายที่สุด
ใครจะพิสูจน์เกษตรกรตัวจริงหรือนอมินีนายทุน?
คำถามสำคัญที่ igreen และภาคประชาชนสงสัยและเกิดคำถามต่อมติของคณะกรรมการอุทยานฯ ยุค “สุชาติ ชมกลิ่น” ก็คือ ในพื้นที่ 1.55 แสนไร่ที่เฉือนออกจากอุทยานฯ ทับลานครั้งนี้ รัฐจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์คือเกษตรกรผู้ยากไร้และไม่มีที่ดินทำกินดั้งเดิมจริง? และจะสร้างความมั่นใจให้สาธารณะได้อย่างไรว่าจะไม่มี “นายทุน” เข้าไปใช้เกษตรกรเพื่อยึดพื้นที่เหล่านี้ไปในที่สุด (เงินซื้อได้ทุกอย่าง)
เมื่อพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงทางกายภาพของพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยเฉพาะในเขต อ.วังน้ำเขียว พื้นที่ที่ทับซ้อนส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนสภาพจากพื้นที่เกษตรกรรมกรรมชีพไปสู่การเป็น รีสอร์ตหรู บ้านพักตากอากาศ และสถานประกอบการท่องเที่ยว นานแล้ว ข้อมูลจากกรมอุทยานฯ ระบุชัดเจนว่า มีการดำเนินคดีบุกรุกป่ากับกลุ่มทุนและผู้ครอบครองผิดกฎหมายที่ไม่ได้มีฐานะยากจนถึง 500 หลังคาเรือน
การใช้ข้ออ้างเรื่อง “One Map” และการเปลี่ยนสถานะที่ดินเป็น ส.ป.ก. 4-01 จะส่งผลกระทบเชิงลบทางกฎหมายและการอนุรักษ์ ดังนี้
- ฟอกขาวให้ผู้กระทำผิดกฎหมาย: เมื่อพื้นที่หลุดจากการเป็นอุทยานแห่งชาติ คดีความทางอาญาฐานบุกรุกป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน อัยการ หรือศาล จะประสบปัญหาข้อกฎหมายทันที เนื่องจากวัตถุแห่งการกระทำความผิด (ความเป็นป่าอนุรักษ์) ได้ถูกยกเลิกไป กลายเป็นการทำผิดเงื่อนไขของ ส.ป.ก. ซึ่งมีบทลงโทษเพียงแค่การเพิกถอนสิทธิ์ สิทธิในการลงโทษทางอาญาของรัฐจึงสูญสิ้นไปโดยปริยาย
- เอื้อประโยชน์การซื้อขายเปลี่ยนมือ: เป็นที่ทราบกันดีว่าที่ดิน ส.ป.ก. ในปัจจุบันมีความพยายามในการยกระดับให้สามารถเปลี่ยนมือและเอื้อต่อการลงทุนได้มากขึ้น การเอารูปแปลงที่ดินปี 2543 ซึ่งขาดความสมบูรณ์และล้าหลังไปกว่า 23 ปีมาประกาศใช้ จึงเป็นการเปิดช่องให้เกิด “ขบวนการนอมินี” ที่นายทุนจะเข้ามาซื้อสิทธิ์และครอบครองที่ดินมรดกโลกอย่างถูกกฎหมายในอนาคต
- โดมิโนเอฟเฟกต์ต่อป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ: ผืนป่าอนุรักษ์ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าล้วนประสบปัญหาทับซ้อนกับที่ดินทำกินของราษฎรแทบทั้งสิ้น หากกรณีอุทยานแห่งชาติทับลานสามารถ “เฉือนป่าแจก ส.ป.ก.” ได้สำเร็จ ย่อมกลายเป็น บรรทัดฐาน (Precedent) ให้พื้นที่ป่าอนุรักษ์อื่นๆ ทั่วประเทศใช้โมเดลเดียวกันนี้ในการกดดันรัฐบาลเพื่อเพิกถอนป่า ซึ่งจะทำลายระบบพื้นที่คุ้มครองธรรมชาติของไทยจนล่มสลาย
ทางออกที่ไม่ทำลายป่า: ทำไมไม่ใช้ “มาตรา 64″ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562?
ข้ออ้างของฝ่ายการเมืองและกลุ่มทุนที่ว่า “จำเป็นต้องเพิกถอนป่าเพื่อช่วยเหลือคนจน” นั้น เป็นข้ออ้างที่รับฟังไม่ได้ในทางกฎหมายปัจจุบัน เนื่องจากใน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 64 ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาราษฎรไร้ที่ทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ไว้อย่างรัดกุมอยู่แล้ว
|
แนวทางแก้ไขปัญหา |
โมเดล ส.ป.ก. (มติบอร์ดอุทยานฯ 2569) |
โมเดล มาตรา 64 พ.ร.บ.อุทยานฯ 2562 |
|
สถานะที่ดิน |
เพิกถอนออกจากอุทยานฯ กลายเป็นที่ดิน ส.ป.ก. |
ยังคงเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติและที่ดินของรัฐ |
|
การควบคุมดูแล |
ควบคุมยาก เสี่ยงต่อการซื้อขายเปลี่ยนมือให้นายทุน |
รัฐควบคุมเข้มงวด ห้ามเปลี่ยนมือ ห้ามซื้อขายตกทอดได้เฉพาะทายาทโดยธรรม |
|
ผลกระทบทางคดี |
คดีบุกรุกป่า (รีสอร์ต) อาจหลุดพ้นความผิดทางอาญา |
ไม่กระทบต่อคดีความบุกรุกป่าเดิม กลุ่มทุนยังต้องถูกดำเนินคดี |
|
การอนุรักษ์ |
สูญเสียผืนป่าถาวร 1.55 แสนไร่ |
ราษฎรอยู่ร่วมกับป่า มีหน้าที่ช่วยรัฐดูแลและฟื้นฟูผืนป่า |
การเลือกใช้กลไกมาตรา 64 จะช่วยให้เกษตรกรดั้งเดิมผู้ยากไร้มีสิทธิทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยที่ประเทศชาติไม่จำเป็นต้องสูญเสียผืนป่าแม้แต่ไร่เดียว และรัฐยังคงมีอำนาจในการจัดการ จัดระเบียบ และป้องกันไม่ให้นายทุนเข้ามาฮุบดินแดนแนวเชื่อมต่อมรดกโลก
คุณค่าที่หายไปกับความมึนงงใน “ยุคสุชาติ”
มติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ภายใต้การนำของ สุชาติ ชมกลิ่น กำลังจะจารึกหน้าประวัติศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบะสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยที่อยู่ในยุคการยอมจำนนต่อกระแสทุนนิยมและการเมืองท้องถิ่นมากกว่าการทำหน้าที่ปกป้องสมบัติทางนิเวศวิทยาของมวลมนุษยชาติ
63 ปีที่ผ่านมา ผืนป่าทับลานรอดพ้นจากภัยสงคราม ลัทธิการเมือง รอดพ้นจากการสัมปทานไม้ ทว่ากลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับการจัดสรรที่ดินผ่านระบบแผนที่ที่ขาดบูรณภาพ การเฉือนป่าทับลาน 1.55 แสนไร่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้งเรื่องเขตแดน แต่คือตัวบ่งชี้ว่า รัฐบาลไทยยังคงมองเห็น “ป่าไม้และสัตว์ป่า” เป็นเพียงทรัพยากรที่มีไว้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง ยอมแลกสถานะ “มรดกโลก” ที่เป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งชาติ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่คนบางกลุ่ม
