5 จังหวัดมีสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน แต่รัฐบาลไม่พูด ไม่ทำ ไม่แก้ต้นตอ เกรงใจประเทศเจ้าของเหมือง แม่น้ำโขงกระทบหนัก
นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2569 ระบุว่า แม่น้ำเป็นพิษจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลไม่พูด ไม่ทำ ไม่แก้ต้นตอ เกรงใจประเทศเจ้าของเหมือง โดยไม่สนใจประชาชน ปัญหาแม่น้ำกกและน้ำสายที่เชียงใหม่และเชียงรายเจอปัญหาสารหนูพุ่งขึ้นสูงมากกว่ามาตรฐานปลอดภัย แม่น้ำโขงในภาคเหนือค่าสารหนูในตะกอนดินพุ่งขึ้นกว่าค่าปลอดภัยกว่า 30 เท่า
“แม่น้ำเป็นพิษจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลไม่พูด ไม่ทำ ไม่แก้ต้นตอ เกรงใจประเทศเจ้าของเหมือง โดยไม่สนใจประชาชน ปัญหาแม่น้ำเป็นพิษ ที่ทุกคนคงเคยได้เห็นในข่าวกันมานานว่า น้ำกกและน้ำสาย ที่เชียงใหม่และเชียงรายเจอปัญหาสารหนูพุ่งขึ้นสูงมากกว่ามาตรฐานปลอดภัย แต่ความจริงตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่แม่น้ำสองสายนี้ครับ ยังมีน้ำโขงในฝั่งภาคเหนือที่ตอนนี้ค่าสารหนูในตะกอนดิน (ดินในแม่น้ำ) พุ่งขึ้นกว่าค่าปลอดภัยกว่า 30 เท่า”
ในขณะที่ แม่น้ำโขงอีสาน จ.เลย ตรวจพบปลาที่มีสารหนูและตะกั่วเกินค่าปลอดภัย น้ำสาละวินที่ จ.แม่ฮ่องสอน ค่าสารหนูในน้ำมากกว่าเกณฑ์ 5 เท่า และน้ำกระบุรี ที่ จ.ระนอง ก็เจอปัญหาค่าความขุ่น เข้าเกณฑ์เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำอย่างรุนแรง
นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า นี่แค่ “แม่น้ำ” ยังมีพื้นที่เกษตร น้ำอุปโภค บริโภคที่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำเหล่านี้ที่ประชาชนต้องกินต้องใช้ ที่ตรวจพบสารโลหะหนักเกินมาตรฐานปลอดภัยด้วย ซึ่งสุดท้ายผลลัพธ์ คือ ปากท้องและสุขภาพชีวิตของประชาชน ปัญหานี้เกิดขึ้นมานาน ทุกคนเห็นชัดเจน
“ผมอภิปรายในสภาหลายรอบ แต่รัฐบาลเลือกที่จะ ‘ไม่พูด’ ‘ไม่ทำ’ ไม่สนใจปัญหานี้เลย การแก้ปัญหาที่ต้นตอ ที่เราเห็นชัดเจนว่า เหมืองในเมียนมาหลายพื้นที่อยู่ในพื้นที่ที่รัฐบาลเมียนมาไม่สามารถจัดการได้ 100% และจำนวนเหมืองก็เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี และไม่ใช่เพียงแค่เมียนมา ในลาวก็พบการทำเหมืองเยอะไม่แพ้กัน และข้อมูลการนำเข้าส่งออกแร่ จากเมียนมาเข้าสู่ไทยและผ่านออกไปสู่จีน ก็มีให้เห็นอย่างชัดเจน แต่รัฐบาลกลับไม่มีการเจรจาใดๆ กับประเทศที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ของแร่เลย มีเพียงแค่การคุยกับเมียนมาครั้งเดียว และก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆอีกเลย”
นายภัทรพงษ์ ระบุว่า ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน ที่เกาะติดปัญหานี้มานาน เมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.) ได้มีการประชุมในวาระติดตามความคืบหน้าการเจรจาระหว่างประเทศ ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่มีแม้กระทั่งแผนในการเจรจาหรือการเตรียมการ
“คณะทำงานภายใต้กรรมการที่ทางรองนายกรัฐมนตรีทรงศักดิ์ เป็นประธาน ในส่วนของคณะทำงานเจรจาระหว่างประเทศยังไม่เคยประชุม และคณะทำงานติดตามผลการตรวจ ประชุมครั้งล่าสุด ‘เมษายน’ แล้วเราจะเอาอะไรไปแก้ที่ต้นตอครับ รัฐบาลไม่ขยับอะไรเลยแบบนี้ และนี่ไม่ใช่แค่การเรียกร้องจากพรรคปชน. เพียงเท่านั้น ทางคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) ก็ได้ส่งหนังสือด่วนถึงรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน รัฐบาลเมียนมา ตลอดจนเอกชน ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 แล้วแต่ทุกอย่างกลับนิ่งเฉย
“ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลกล้าออกมา พูดแล้วทำ เริ่มต้นแก้ปัญหานี้ที่ต้นตออย่างตรงไปตรงมา เจรจาพหุภาคีไทย-จีน-เมียนมา-ลาว เพราะตอนนี้คนไทยที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเหมืองเหล่านี้ แต่กำลังรับกรรมที่พวกเราไม่ได้ก่อโดยที่ไร้การจัดการจากผู้มีอำนาจเลย” นายภัทรพงษ์ กล่าว
