UN เตือนซูเปอร์เอลนีโญบวกโลกเดือดทวีความรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

by Chetbakers

UN และอุตุฯ โลกเตือนปี 2027 อาจเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา โดยคาดว่าเมื่อภาวะโลกเดือดผสมโรงเข้ากับเอลนีโญที่จะเกิดช่วง มิ.ย.-ส.ค.นี้ โลกจะป่วนหนัก

WMO เตือนปี 2027 อาจกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกสถิติมา โดยจะเข้าไปเป็นแชมป์แทนปีที่ร้อนที่สุดในปี 2024 ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1.3 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ยุคก่อนอุตสาหกรรม ได้กลายเป็น ‘ฐานอุณหภูมิ’ ที่เปรียบเสมือนการ “เพิ่มพลัง” ให้ผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญมีมากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นรุนแรงกว่าเดิม เกิดภัยแล้งที่หนักหน่วงขึ้น รวมถึงคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก และภัยพิบัติต่างๆ ไม่ว่าไฟป่า น้ำท่วม และพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย

Key Point

  • WMO คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะทำให้อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยและปี 2027 อาจกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกสถิติมา
  • มีโอกาสถึงร้อยละ 90 ที่เอลนีโญจะดำเนินต่อเนื่องไปอย่างน้อยจนถึงเดือน พ.ย. ปีหน้า
  • เลขาฯ UN ชี้สภาวะเอลนีโญเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงของโลกที่กำลังร้อนขึ้น และจะสร้างผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหน

ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงหรือ ซูเปอร์เอลนีโญ (Strong El Niño) มีโอกาสถึงร้อยละ 80 ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือน มิ.ย.ถึง ส.ค. ปีนี้ และมีโอกาสถึงร้อยละ 90 ที่จะดำเนินต่อเนื่องไปอย่างน้อยจนถึงเดือน พ.ย. ซึ่งโดยปกติแล้วจะกินระยะเวลาต่อเนื่องประมาณ 9 ถึง 12 เดือน

นี่คือการคาดการณ์จากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ที่ระบุว่า เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้น และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกเดือดจะยิ่งทำให้ผลกระทบของมันเลวร้ายลง

WMO ระบุว่า รูปแบบสภาพอากาศจากเอลนีโญที่กำลังก่อตัวขึ้น คาดว่าจะก่อให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลกในปีนี้ โดยพบสัญญาณจากการตรวจพบสภาวะที่อุณหภูมิใต้ผิวน้ำอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติทั่วบริเวณเขตร้อนของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงกว่า 6 องศาเซลเซียส ซึ่งสร้างแหล่งสะสมความร้อนที่เป็นตัวเร่งให้พื้นผิวน้ำทะเลอุ่นขึ้น

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์เอลนีโญเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทุก ๆ 2 ถึง 7 ปี เมื่อลมสินค้า (Trade winds) อ่อนกำลังลง ส่งผลให้น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกมีอุณหภูมิอุ่นขึ้น ผลที่ตามมามักจะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและปริมาณฝนเกิดความปั่นป่วน ซึ่งหมายถึงภัยแล้งในบางภูมิภาคและฝนตกหนักในพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการก่อตัวของพายุเฮอร์ริเคนด้วย

2 ปัจจัยที่ทำให้การพยากรณ์ในปีนี้น่ากังวลเป็นพิเศษ

ปัจจัยแรกคือ โอกาสที่เอลนีโญในปีนี้ รวมถึงผลกระทบของมันจะรุนแรงกว่าปกติ โดยWMO ระบุว่ากรณีเกิดเอลนีโญระดับรุนแรง อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 1.5 องศาเซลเซียส

ปัจจัยที่สองคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1.3 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ยุคก่อนอุตสาหกรรม ดังนั้นฐานอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้เปรียบเสมือนการ “เพิ่มพลัง” (supercharges) ให้กับผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นรุนแรงกว่าเดิม เกิดภัยแล้งที่หนักหน่วงขึ้น รวมถึงคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก และภัยพิบัติต่างๆ ที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า น้ำท่วม และความเสียหายของพืชผลทางการเกษตร

“เมื่อเกิดเอลนีโญขึ้น ภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นพื้นฐานอยู่เดิม… สิ่งเหล่านี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบมากขึ้น” เพียร์ส ฟอร์สเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชิงกายภาพ จากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าว

ปรากฏการณ์เอลนีโญในแต่ละครั้งมีความแตกต่างกัน และส่งผลกระทบที่หลากหลายไปทั่วโลก โดยปกติแล้วภูมิภาคต่างๆ รวมถึงตอนใต้ของอเมริกาใต้และบางส่วนของเอเชียกลางจะมีฝนตกมากขึ้นในช่วงที่เกิดเอลนีโญ ในขณะที่อเมริกากลางและออสเตรเลียจะแห้งแล้งลง ปรากฏการณ์นี้ยังทำให้คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น รวมถึงในภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลจากมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างยุโรปด้วย

ผลกระทบเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่หายนะต่อการผลิตอาหาร อุตสาหกรรม และชีวิตของมนุษย์ ซึ่งในช่วงเดือน เม.ย.ถึง พ.ค. 2024 ผลกระทบจากเอลนีโญทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในรัฐรีโอกรันดีดูซูล (Rio Grande do Sul) ประเทศบราซิล คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 180 ราย และทำให้ต้องอพยพผู้คนกว่า 6 แสนคน

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเอลนีโญต่างมีส่วนทำให้ฝนตกหนักขึ้นจนกลายเป็นชนวนเหตุของภัยพิบัติครั้งนี้

ว่า เอลนีโญที่รุนแรงในปีนี้อาจเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดภัยพิบัติในลักษณะที่คล้ายคลึงกันอีก

“เมื่อคุณมีปรากฏการณ์เอลนีโญซ้ำเติมลงบนสิ่งที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว ความเสี่ยงจะมหาศาลมาก” ฟรานซิสโก อากีโน ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิอากาศแห่งมหาวิทยาลัยรีโอกรันดีดูซูล กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ และว่า “เอลนีโญที่รุนแรงสามารถนำไปสู่สถานการณ์แบบเดียวกันเป๊ะกับที่เราเคยเห็นในตอนนั้น เพราะโลกยังคงร้อนขึ้นเรื่อยๆ และอุณหภูมิในมหาสมุทรก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปริมาณน้ำฝนที่ต่ำกว่าปกติมีความรุนแรงยิ่งขึ้น ส่งผลให้ความแห้งแล้งยาวนานขึ้นหรือมีฝนตกน้อยลง… และแน่นอนว่าสิ่งนั้นจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะเกษตรกรในภูมิภาคที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก” อิซิดีน ปินโต นักวิจัยอาวุโสด้านภูมิอากาศจากสถาบันอุตุนิยมวิทยาแห่งเนเธอร์แลนด์ กล่าว

“เนื่องจากน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกจะอุ่นขึ้นมาก มันจึงกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการก่อตัวของพายุไซโคลนเขตร้อน เอลนีโญจะใส่พลังงานมหาศาลเข้าไปในระบบ ดังนั้นทุกอย่างจะมีความรุนแรงมากขึ้น” อันโตนิโอ นาวาร์ร ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยูโร-เมดิเตอร์เรเนียนแห่งอิตาลี กล่าว 

นักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าวว่า ความเสียหายที่น่าจะเกิดขึ้นจากเอลนีโญในปีนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นล่วงหน้าถึงสภาพอากาศสุดขั้ว ที่จะกลายเป็นเรื่องปกติในอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้า แม้จะไม่มีปรากฏการณ์เอลนีโญก็ตาม

“มันช่วยเปิดหน้าต่างให้เราได้มองเห็นอนาคต” ฟอร์สเตอร์กล่าว

ข้อมูลจาก WMO ระบุด้วยว่า เอลนีโญคือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตอนตะวันออกสูงขึ้นเป็นระยะ

เราจำเป็นต้องเตรียมตัวสำหรับเหตุการณ์เอลนีโญที่อาจมีความรุนแรง ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาภัยแล้งและฝนตกหนัก รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของคลื่นความร้อนทั้งบนบกและในมหาสมุทร” เซเลสเต เซาโล เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกกล่าว

WMO ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญยังสามารถก่อให้เกิดภัยแล้งในออสเตรเลีย อเมริกากลาง อินโดนีเซีย และบางส่วนของเอเชียใต้ ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการก่อตัวของพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตอนตะวันออกอีกด้วย

เซาโล กล่าวว่า ความเสี่ยงอื่นๆ ที่มาพร้อมกับความร้อนจัด ได้แก่ การแพร่กระจายที่ขยายวงกว้างขึ้นของโรคที่มีพาหะนำโรคอย่างยุงและเห็บ รวมถึงปริมาณอาหารและน้ำที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่กำลังดิ้นรนกันอย่างยากลำบากอยู่แล้ว จะยิ่งถูกผลักให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เกินขีดจำกัดของพวกเขาไปอีก

โดยเฉพาะผู้บริโภคที่กำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อเนื่องจากสงครามอิหร่าน ปรากฏการณ์เอลนีโญอาจทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นไปอีก

ไฮน์ ชูมาเกอร์ ซีอีโอของ แบร์รี คอลเลอบอท (Barry Callebaut) หนึ่งในบริษัทแปรรูปโกโก้รายใหญ่ที่สุดของโลก เตือนว่าผลผลิตพืชผลในพื้นที่เพาะปลูกของเอกวาดอร์และแอฟริกาตะวันตก ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 60 ของผลผลิตทั่วโลก อาจมีปริมาณลดลง

ในขณะที่ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน

“โลกต้องปฏิบัติกับเรื่องนี้ในฐานะคำเตือนด้านสภาพภูมิอากาศที่เร่งด่วน สภาวะเอลนีโญกำลังจะทำหน้าที่เหมือนการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงของโลกที่กำลังร้อนขึ้น” เขากล่าว

กูเตอร์เรส ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแถลงการณ์เตือนภัยด้านสภาพภูมิอากาศ โดยอ้างอิงข้อมูลคาดการณ์ล่าสุดจาก WMO ที่ออกมาระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังก่อตัวและคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดยผลกระทบที่จะตามมาจะทวีความรุนแรงยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา และจะสร้างความพินาศอย่างประเมินค่าไม่ได้

ผู้นำ UN ได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งยกระดับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศขั้นเด็ดขาด โดยเน้นย้ำถึงภารกิจเร่งด่วน 3 ประการ ได้แก่ ยุติอาการเสพติดเชื้อเพลิงฟอสซิล, เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนแบบเต็มรูปแบบ และขยายระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ครอบคลุมเพื่อปกป้องกลุ่มชุมชนและประเทศที่เปราะบางที่สุดให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ

อ้างอิง

Jun2, 2026 . UN urges the world to ready for extreme heat risk from El Nino By Olivia Le Poidevin . Reuter

June 2, 2026 . A strong El Nino may be imminent. Climate change will make its effects worse By Kate Abnett . Reuter

 

Copyright @2021 – All Right Reserved.