ท่ามกลางโลกเดือด ปีเดียวป่าไทยหาย 1.12 แสนไร่ภาคเหนือมากที่สุด

by Chetbakers

ปี 2568 ไทยมีพื้นที่ป่า 101.67 ล้านไร่ คิดเป็น 31.43% ของพื้นที่ประเทศ ลดลงจากปีก่อน 112,777 ไร่ ภาคเหนือสูญเสียป่ามากที่สุดถึง 83,602.89 ไร่

ตัวเลขพื้นที่ป่าของไทยกำลังสะท้อนภาพใหญ่ที่น่ากังวล เพราะในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความร้อน ฝนสุดขั้ว ภัยแล้ง และความเสี่ยงจากเอลนีโญ ป่าซึ่งเป็นทั้งแหล่งกักเก็บคาร์บอน ต้นทุนน้ำ และเกราะป้องกันภัยธรรมชาติกลับกำลังถูกลดทอนลงอย่างต่อเนื่อง

แยกพื้นที่ป่ารายภูมิภาคพบว่าภาคเหนือลดลงมากสุด
ข้อมูลกรมป่าไม้ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรนำมาวิเคราะห์ ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีพื้นที่คงสภาพป่า 101,672,494.16 ไร่ หรือ 31.43% ของพื้นที่ประเทศ ลดลงจากปี 2567 จำนวน 112,777.42 ไร่ หรือ 0.11%

ภาคเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนป่าสูงที่สุด โดยมีป่า 37,863,032.58 ไร่ หรือ 63.05% ของพื้นที่ภาค แต่กลับเป็นภูมิภาคที่สูญเสียพื้นที่ป่ามากที่สุดในรอบปีถึง 83,602.89 ไร่ โดยเชียงใหม่ป่าลดลงมากที่สุด 34,292.05 ไร่ ตามด้วยแม่ฮ่องสอน 20,441.53 ไร่ ตาก 17,088.66 ไร่ น่าน 10,385.27 ไร่ ลำปาง 9,307.52 ไร่ เชียงราย 7,530.48 ไร่ และสุโขทัย 5,446.77 ไร่ ขณะที่เพชรบูรณ์และอุตรดิตถ์กลับมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 12,879.67 และ 1,960.31 ไร่ตามลำดับ

ภาคตะวันตก มีป่า 20,002,333.01 ไร่ หรือ 58.76% ลดลง 19,024.65 ไร่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีป่า 15,592,564.25 ไร่ หรือ 14.88% ลดลง 14,833.21 ไร่
ภาคใต้ มีป่า 11,235,660.93 ไร่ หรือ 24.34%
ภาคกลาง มีป่า 12,275,117.28 ไร่ หรือ 21.57%
ภาคตะวันออก มีป่า 4,703,786.12 ไร่ หรือ 21.83% ของพื้นที่ทั้งภาค

ประเด็นสำคัญทื่ควรโฟกัสก็คือ ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของป่าในแต่ละพื้นที่ เพราะผืนป่าที่เหลืออยู่กระจายตัวไม่เท่ากัน และมีความสำคัญต่อระบบนิเวศแตกต่างกัน โดยในภาคเหนือสูญป่าไป 8.36 หมื่นไร่ จ.เชียงใหม่มากที่สุด โดยสูญเสียพื้นที่คงสภาพป่ามากที่สุด 34,292.05 ไร่ ตามด้วยแม่ฮ่องสอน 20,441.53 ไร่ และตาก 17,088.66 ไร่ เพียง 3 จังหวัดนี้รวมกันสูญเสียพื้นที่ป่ากว่า 71,800 ไร่ภายในปีเดียว

รองลงมาคือ สกลนคร 11,777.97 ไร่ นครพนม 10,852.93 ไร่ น่าน 10,385.27 ไร่ ลำปาง 9,307.52 ไร่ และเชียงราย 7,530.48 ไร่

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การสูญเสียป่ากระจุกตัวอยู่ในหลายจังหวัดที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและต้นน้ำของประเทศ

ป่าที่หายไปไม่ได้หมายถึงแค่การตัดไม้ทำลายป่า
ข้อมูลของกรมป่าไม้จำแนกการเปลี่ยนแปลงพื้นที่อย่างละเอียด โดยในปี 2568 พบพื้นที่ที่เคยเป็นป่าแล้วเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่ไม่ใช่ป่าถึง 266,804.23 ไร่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการลักลอบตัดไม้เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงโครงการพัฒนาของรัฐ เช่น อ่างเก็บน้ำและถนน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวจากไฟป่าและดินถล่ม

ขณะเดียวกัน พื้นที่ไม่ใช่ป่า ที่กลับมาเป็นป่ามี 154,026.81 ไร่ หมายความว่า ในปีเดียวกันมีพื้นที่ที่เคยเป็นป่าแล้วถูกเปลี่ยนสภาพมากกว่าพื้นที่ที่กลับคืนมาเป็นป่าประมาณ 112,777 ไร่ ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขการลดลงสุทธิของพื้นที่คงสภาพป่าทั้งประเทศ

‘อ่างเก็บน้ำ’ โจทย์ที่ท้าทายพื้นที่ป่าตะวันออก
ภาคตะวันออกมีพื้นที่ป่าเหลือเพียง 21.83% ของพื้นที่ภูมิภาค หรือประมาณ 4.70 ล้านไร่ แม้ข้อมูลปี 2568 ไม่ได้ชี้ว่า ภาคตะวันออกเป็นภูมิภาคที่สูญเสียป่ามากที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงกดดันต่อผืนป่าจะหมดไป

โครงการ “อ่างเก็บน้ำวังโตนด” จ.จันทบุรี กลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายการจัดการน้ำกับการรักษาระบบนิเวศของภาคตะวันออก เพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าโดยตรง ซึ่งกรมป่าไม้ก็จัด “อ่างเก็บน้ำ” ไว้ในกลุ่มโครงการพัฒนาที่สามารถทำให้พื้นที่ป่าเปลี่ยนเป็นพื้นที่ไม่ใช่ป่าได้

ป่าหายคือการสูญเสียโครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติ
ป่าทำหน้าที่มากกว่าการเป็นพื้นที่สีเขียว องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ป่ามีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมวัฏจักรคาร์บอนและน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง การกัดเซาะดิน ดินถล่ม และน้ำท่วม รวมทั้งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ

เมื่อพื้นที่ป่าลดลง ประเทศเราจึงไม่ได้สูญเสียเพียงจำนวนต้นไม้ แต่สูญเสีย “บริการจากระบบนิเวศ” ที่ธรรมชาติเคยทำให้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาทดแทน

ป่าลดกระทบสมดุลคาร์บอนและวิกฤตโลกร้อน
ป่าเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ การทำลายหรือเปลี่ยนแปลงป่า จึงกระทบทั้งความสามารถในการดูดซับคาร์บอนและคาร์บอนที่สะสมอยู่ในระบบนิเวศ

ในระดับโลก FAO ระบุว่า ป่าครอบคลุมประมาณ 4.14 พันล้านเฮกตาร์ หรือ 41.4 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 32% ของพื้นที่ดินโลก แม้อัตราการตัดไม้ทำลายป่าจะชะลอลง แต่ช่วงปี 2015–2025 โลกยังสูญเสียป่าจากการตัดไม้ทำลายป่าในอัตรา 10.9 ล้านเฮกตาร์ หรือ 109,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี ขณะที่การขยายพื้นที่ป่าก็ชะลอลงเหลือ 6.78 ล้านเฮกตาร์ หรือ 67,800 ตารางกิโลเมตรต่อปี ส่งผลให้การสูญเสียพื้นที่ป่าสุทธิอยู่ที่ประมาณ 4.12 ล้านเฮกตาร์ หรือ 41,200 ตารางกิโลเมตรต่อปี (1 เฮกตาร์ = 0.01 ตารางกิโลเมตร)

พูดให้ชัดก็คือ โลกตัดป่าช้าลง แต่ยังคงสูญเสียป่ามากกว่าที่สร้างกลับคืนมาได้

ป่าหายกระทบ “น้ำ” และสร้างผลกระทบที่ตามมา
ระบบป่ามีบทบาทต่อการกักเก็บและชะลอน้ำ การสูญเสียพื้นที่ป่าและการเปลี่ยนพื้นที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ถนน หรือสิ่งปลูกสร้าง ทำให้ระบบการไหลของน้ำเปลี่ยนไป

ในพื้นที่ต้นน้ำ ผลกระทบสามารถเชื่อมโยงไปถึงการกัดเซาะ การพังทลายของดิน การเพิ่มตะกอนในแหล่งน้ำ และความเสี่ยงน้ำหลาก ขณะที่ในระยะยาวการสูญเสียพื้นที่ป่าก็ลดความสามารถของภูมิประเทศในการรักษาความชุ่มชื้น

นี่คือเหตุผลที่การสูญเสียป่าไม่ควรถูกวัดเพียงปริมาณว่า “กี่ไร่” แต่ต้องประเมินด้วยว่า ป่านั้นอยู่ตรงไหน ทำหน้าที่อะไร และเชื่อมต่อกับระบบนิเวศใด

ป่าหาย = บ้านของสัตว์ป่าหาย
อีกผลกระทบโดยตรงคือความหลากหลายทางชีวภาพ FAO ระบุว่า ป่าเป็นถิ่นที่อยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพจำนวนมากของโลก และรายงาน Global Forest Resources Assessment 2025 หรือการประเมินทรัพยากรป่าไม้ของโลก ปี 2025 จัดทำโดย FAO ที่ทำการประเมินสถานะและแนวโน้มทรัพยากรป่าไม้ทั่วโลกในช่วง 1990–2025 (FRA 2025) พบว่า ป่าธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติยังคงลดลง แม้การสูญเสียจะชะลอตัวลงก็ตาม

เมื่อป่าถูกแบ่งเป็นผืนเล็กๆ หรือถูกตัดด้วยถนนและโครงการพัฒนา ปัญหาไม่ได้มีแค่ “พื้นที่ลดลง” แต่ความต่อเนื่องของถิ่นที่อยู่อาศัยถูกตัดขาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าขนาดใหญ่ ที่สูญเสียพื้นที่หาอาหาร แหล่งน้ำ และเส้นทางเคลื่อนย้ายที่ลดลง ขณะที่การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศสามารถกระทบต่อพืชอาหารและสัตว์ชนิดอื่นต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

ป่าที่เหลืออยู่ในเอเชียมีผลต่อวิกฤตภูมิอากาศ
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รายงานว่า เอเชียกำลังเผชิญความร้อนในระดับอันตราย น้ำท่วมรุนแรง ภัยแล้ง และพายุฝุ่น ขณะที่อุณหภูมิมหาสมุทรเพิ่มขึ้นและเกิดคลื่นความร้อนทางทะเลในวงกว้าง ซึ่งข้อมูล ณ ปี 2568 เอเชียมีพื้นที่ป่าราว 622 ล้านเฮกตาร์ หรือประมาณ 6.22 ล้านตารางกิโลเมตร

ล่าสุด WMO เตือนเมื่อ 3 ก.ย. 2569 ว่า เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงไปสู่ระดับ Very Strong และมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะดำรงอยู่ถึงเดือน ก.พ. 2570 โดยมีความเสี่ยงต่อรูปแบบฝน อุณหภูมิ น้ำท่วม ภัยแล้ง และความร้อนสุดขั้ว

เมื่อสภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น ผืนป่าจึงยิ่งมีความสำคัญในฐานะ “เกราะป้องกันทางธรรมชาติ” แต่ในเวลาเดียวกัน ประเทศต่างๆ กลับต้องรับมือกับแรงกดดันจากการใช้ที่ดิน การเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเมือง

จำนวนพื้นที่ป่าของประเทศสมาชิกอาเซียน
ข้อมูล ASEAN Key Figures 2025 ซึ่งเป็นชุดข้อมูลสถิติของอาเซียน แสดงให้เห็นว่า สัดส่วนพื้นที่ป่าของประเทศสมาชิกแตกต่างกันอย่างมาก โดยข้อมูลล่าสุดมี ดังนี้

• บรูไน ประมาณ 72.1% (ข้อมูลปี 2024)
• ลาว ประมาณ 62.0% (ข้อมูลปี 2022)
• มาเลเซีย ประมาณ 54.6% (ข้อมูลปี 2020)
• อินโดนีเซีย ประมาณ 51.1% (ข้อมูลปี 2024)
• กัมพูชา ประมาณ 48.2% (ข้อมูลปี 2018)
• ติมอร์-เลสเต ประมาณ 46% (ข้อมูลปี 2026)
• เมียนมา ประมาณ 42.2% (ข้อมูลปี 2024)
• เวียดนาม ประมาณ 42.0% (ข้อมูลปี 2024)
• ไทย ประมาณ 31.5% (ข้อมูลปี 2024)
• ฟิลิปปินส์ ประมาณ 24.1% (ข้อมูลปี 2020)
• สิงคโปร์ ประมาณ 21.9% (ข้อมูลปี 2563/2020)

ไทยต้องรักษาผืนป่าเดิมไม่ใช่คิดแค่ปลูกป่าเพิ่ม
ตัวเลขพื้นที่ป่าที่เพิ่มขึ้นในบางจังหวัดของไทยไม่สามารถใช้ทดแทนการสูญเสียป่าธรรมชาติได้ทั้งหมด FAO ระบุว่า ป่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีพื้นที่ประมาณ 3.83 พันล้านเฮกตาร์ หรือประมาณ 38.3 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 92% ของป่าทั่วโลก ขณะที่ป่าปลูกมีสัดส่วนประมาณ 8% ซึ่งป่าธรรมชาติกับป่าปลูกไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกันทั้งหมด

คำถามใหญ่ของไทยในวันที่ป่าลดลง
ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น โดยติดหนึ่งในประเทศกลุ่มเปราะบางของโลก ขณะที่ข้อมูลล่าสุดกลับพบว่า พื้นที่คงสภาพป่าลดลงอีกกว่า 1.12 แสนไร่ในปีเดียว

นี่จึงเป็นโจทย์ที่ต้องตั้งคำถามว่า เมื่อรับรู้ว่า ป่าหายไปกี่ไร่ ป่าที่เหลืออยู่ทำหน้าที่อะไรต่อประเทศ และเราจะยอมเสียบริการจากธรรมชาติอะไรไปเพื่อแลกกับการพัฒนาในแต่ละโครงการหรือไม่

ในวันที่โลกกำลังร้อนขึ้น ฝนกำลังแปรปรวน ภัยแล้งและน้ำท่วมกำลังรุนแรงขึ้น ผืนป่าไม่ใช่พื้นที่ว่างที่สามารถทดแทนได้ง่ายๆ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่ช่วยให้ประเทศรับมือกับวิกฤตภูมิอากาศได้ และเมื่อป่าหายไปแล้ว การปลูกต้นไม้กลับคืนอาจทำได้ แต่ระบบนิเวศเดิมที่สูญเสียไปอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี หรือยากเกินกว่าจะกู้คืนกลับมาในช่วงสถานการณ์วิกฤตโลกเดือดที่รุนแรงมากขึ้น

อ้างอิง:
24 มิ.ย. 2569 – สถานการณ์ป่าไม้ และรูปแบบการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ พ.ศ. 2568, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

26 พ.ค. 2569 – โครงการจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้และชนิดป่า ปี พ.ศ. 2568, สำนักจัดการที่ดินป่าไม้ กรมป่าไม้
2568 – ข้อมูลพื้นที่ป่าและการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า พ.ศ. 2568, กรมป่าไม้
21 ต.ค. 2568 – Global deforestation slows, but forests remain under pressure, FAO report shows, องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)
2568 – Global Forest Resources Assessment 2025, องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)
2568 – ASEAN Key Figures 2025, สำนักเลขาธิการอาเซียน
17 มิ.ย. 2569 – State of the Climate in Asia 2025, องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)
3 ก.ย. 2569 – El Niño set to become very strong, raising risks of extreme weather into 2027, องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)

 

Copyright @2021 – All Right Reserved.