หลายประเทศระดมเงินใส่กองทุนรักษาป่าฝนเขตร้อน 7,800 ล้านดอลลาร์

by Chetbakers

หลายประเทศช่วยกันใส่เงินเข้ากองทุน TFFF เพื่อรักษาป่าฝนเขตร้อน หลังจากช่วงปี 2015–2025 โลกสูญเสียพื้นที่ป่าเฉลี่ย 10.9 ล้านเฮกตาร์ต่อปี

ความพยายามสร้างกองทุนระยะยาวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ป่าไม้ทั่วโลกยังเผชิญแรงกดดันจากการขยายพื้นที่เกษตรกรรม การใช้ประโยชน์ที่ดิน การตัดไม้ และไฟป่าที่รุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาค

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า โลกมีพื้นที่ป่ารวมประมาณ 4,140 ล้านเฮกตาร์ (1 ล้านเฮกตาร์ = 10,000 ตารางกิโลเมตร) หรือราว 32% ของพื้นที่แผ่นดินทั้งหมด แต่ในช่วงปี 2015–2025 โลกยังสูญเสียพื้นที่ป่าจากการตัดไม้ทำลายป่าเฉลี่ย 10.9 ล้านเฮกตาร์ต่อปี แม้อัตราดังกล่าวจะลดลงจาก 17.6 ล้านเฮกตาร์ต่อปีในช่วงปี 1990–2000 ก็ตาม

ตัวเลขดังกล่าวพบว่า พื้นที่ป่าฝนเขตร้อนปฐมภูมิที่สูญเสียไปในปี 2025 ยังมากกว่าระดับเมื่อ 10 ปีก่อนถึง 46% หรือเทียบเท่าการสูญเสียพื้นที่ป่ามากกว่า 11 สนามฟุตบอลทุกนาที

โลกจึงต้องเดินหน้าสร้างกลไกการเงินระยะยาวเพื่อรักษาป่าเขตร้อน โดยล่าสุดเนเธอร์แลนด์ประกาศสนับสนุนสูงสุด 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะ 10 ปี ให้แก่ Tropical Forest Forever Facility (TFFF) กองทุนที่บราซิลริเริ่มและเปิดตัวไปในเวที COP30 โดยได้ตั้งเป้าระดมทุน 125,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อจ่ายผลตอบแทนแก่ประเทศที่รักษาผืนป่าไว้ได้

พร้อมกำหนดให้แบ่งเงินอย่างน้อย 20% สนับสนุนชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่โลกยังสูญเสียป่าฝนเขตร้อนกว่า 4.3 ล้านเฮกตาร์ในปี 2025

บราซิลริเริ่ม TFFF เปลี่ยนป่าให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเมื่อยังยืนต้น
แนวคิด Tropical Forest Forever Facility หรือ TFFF เกิดจากความพยายามของบราซิลในการสร้างกลไกการเงินระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินทุนอนุรักษ์ป่าเขตร้อนในระยะยาว

ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล เริ่มผลักดันแนวคิดนี้ในช่วงการประชุม COP28 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อปี 2023 ก่อนพัฒนาเป็นข้อเสนอร่วมกับประเทศเจ้าของป่าเขตร้อนและประเทศผู้สนับสนุน จนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดผู้นำ COP30 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2025

หลักคิดของ TFFF คือ การทำให้การรักษาป่าที่ยังคงยืนต้นมีคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม แทนที่ประเทศเจ้าของป่าจะต้องพึ่งพาเงินบริจาคหรือโครงการอนุรักษ์ระยะสั้น โดยใช้เงินลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนสร้างผลตอบแทน แล้วนำผลตอบแทนสุทธิส่วนหนึ่งไปจ่ายให้ประเทศที่สามารถรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้ตามเกณฑ์

บราซิลออกแบบกลไกนี้ร่วมกับประเทศที่มีพื้นที่ป่าเขตร้อนสำคัญ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กานา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และโคลอมเบีย รวมถึงประเทศผู้สนับสนุนด้านเงินทุนและการพัฒนากลไก เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีธนาคารโลกเข้ามามีบทบาทในการพัฒนากลไกทางการเงิน

ตั้งเป้าระดมทุน 125,000 ล้านดอลลาร์
TFFF ตั้งเป้าสร้างกองทุนขนาด 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นเงินทุนจากรัฐบาลประเทศผู้สนับสนุนและแหล่งทุนภาครัฐอื่นประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์ และเงินลงทุนจากภาคเอกชนประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์

โครงสร้างดังกล่าวแตกต่างจากกองทุนอนุรักษ์ทั่วไป เพราะเงินทุนจะถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินที่หลากหลาย เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว ก่อนนำผลตอบแทนสุทธิบางส่วนกลับมาจ่ายให้ประเทศที่รักษาพื้นที่ป่าได้ตามเงื่อนไข โดยเงินที่ประเทศได้รับเป็นเงินสนับสนุน ไม่ใช่เงินกู้ที่ต้องนำไปชำระคืน

อัตราการจ่ายเงินเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อเฮกตาร์ต่อปี โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมติดตามพื้นที่ป่าและประเมินผลการอนุรักษ์ หากพบการตัดไม้ทำลายป่าหรือความเสื่อมโทรมของป่า ประเทศนั้นจะถูกหักเงินสนับสนุนตามเกณฑ์ที่กำหนด จึงเป็นกลไกที่ให้รางวัลกับการรักษาป่าและลดผลตอบแทนเมื่อพื้นที่ป่าสูญเสียไป

อีกหนึ่งหลักการสำคัญคือ การกำหนดให้ประเทศที่ได้รับเงินต้องจัดสรรอย่างน้อย 20% ของเงินสนับสนุนให้แก่ชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ผ่านกลไกการจัดสรรเงินเฉพาะ เพื่อให้กลุ่มคนที่มีบทบาทดูแลรักษาป่าได้รับประโยชน์โดยตรง ไม่ใช่ให้เงินทั้งหมดผ่านหน่วยงานส่วนกลางของรัฐบาลเท่านั้น

หากระดมทุนได้ตามเป้าหมาย กลไกนี้มีศักยภาพสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าเขตร้อนในกว่า 70 ประเทศ โดยข้อมูลจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประเมินว่าสามารถครอบคลุมพื้นที่ป่าได้ประมาณ 800–900 ล้านเฮกตาร์ ขณะที่ข้อมูลของโครงการ TFFF ระบุว่าพื้นที่ป่าที่อาจเข้าเกณฑ์มีมากกว่า 1,000 ล้านเฮกตาร์ ตัวเลขจึงแตกต่างกันตามขอบเขตพื้นที่และการประเมินของแต่ละหน่วยงาน

ล่าสุดเนเธอร์แลนด์ประกาศหนุน 500 ล้านดอลลาร์
เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2026 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประกาศแผนจัดสรรเงินทุนสูงสุด 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลา 10 ปี เพื่อสนับสนุน TFFF โดยระบุว่าเป็นการลงทุนในกลไกการเงินระหว่างประเทศที่มุ่งรักษาป่าเขตร้อนในระยะยาว

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประเมินว่า การรักษาป่าเขตร้อนมีความสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหาร โดยเงินสนับสนุนจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ประเทศต่าง ๆ รักษาผืนป่าแทนการเปลี่ยนพื้นที่ป่าไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจรูปแบบอื่น

อย่างไรก็ตาม เงินสนับสนุน 500 ล้านดอลลาร์ยังเป็นวงเงินสูงสุดที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข โดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์คาดว่า กระบวนการจัดทำรายละเอียดและเงื่อนไขร่วมกับประเทศผู้สนับสนุนและธนาคารโลกจะเสร็จสิ้นในช่วงกลางปี 2027 ก่อนที่กองทุนจะเริ่มดำเนินงานได้อย่างเป็นทางการ

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการสนับสนุนของประเทศอื่นๆ โดยข้อมูลจากฝ่าย COP30 เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2026 ระบุว่า TFFF มียอดคำมั่นสนับสนุนรวมประมาณ 7,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากประเทศและผู้สนับสนุนหลายราย เช่น นอร์เวย์ 3,000 ล้านดอลลาร์ เยอรมนี 1,000 ล้านยูโร บราซิล 1,000 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 1,000 ล้านดอลลาร์

ฝรั่งเศส 500 ล้านยูโร ลักเซมเบิร์ก 50 ล้านยูโร และเงินสมทบรายปีระยะยาวและสหราชอาณาจักร ประมาณ 540 ล้านดอลลาร์ Minderoo Foundation 10 ล้านดอลลาร์ The Nature Conservancy 5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขนี้รวมของเนเธอร์แลนด์ 500 ล้านดอลลาร์ แล้ว

แม้ยอดสนับสนุนจะเพิ่มขึ้น แต่ยังห่างจากเป้าหมายระยะยาว 125,000 ล้านดอลลาร์อย่างมาก และยังต้องระดมเงินลงทุนจากภาคเอกชนอีกจำนวนมากเพื่อให้โครงสร้างกองทุนทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้

โลกยังสูญเสียป่าปฐมภูมิ 4.3 ล้านเฮกตาร์ในปีเดียว
ความพยายามสร้างกองทุนระยะยาวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ป่าไม้ทั่วโลกยังเผชิญแรงกดดันจากการขยายพื้นที่เกษตรกรรม การใช้ประโยชน์ที่ดิน การตัดไม้ และไฟป่าที่รุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาค

รายงาน Global Forest Resources Assessment 2025 ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า โลกมีพื้นที่ป่ารวมประมาณ 4,140 ล้านเฮกตาร์ หรือราว 32% ของพื้นที่แผ่นดินทั้งหมด แต่ในช่วงปี 2015–2025 โลกยังสูญเสียพื้นที่ป่าจากการตัดไม้ทำลายป่าเฉลี่ย 10.9 ล้านเฮกตาร์ต่อปี แม้อัตราดังกล่าวจะลดลงจาก 17.6 ล้านเฮกตาร์ต่อปีในช่วงปี 1990–2000 ก็ตาม

หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าสุทธิ ซึ่งหักลบพื้นที่ป่าที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นฟูและปลูกป่าแล้ว FAO ประเมินว่าโลกยังสูญเสียพื้นที่ป่าสุทธิเฉลี่ย 4.12 ล้านเฮกตาร์ต่อปีในช่วงปี 2015–2025

ขณะที่ข้อมูลจาก World Resources Institute (WRI) และห้องปฏิบัติการ GLAD ของมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ซึ่งติดตามการสูญเสียพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนปฐมภูมิ พบว่า ในปี 2025 โลกสูญเสียป่าประเภทนี้ไป 4.3 ล้านเฮกตาร์ ลดลง 36% จากปี 2024 ซึ่งเป็นปีที่มีการสูญเสียสูงเป็นประวัติการณ์

แม้ตัวเลขจะลดลง แต่พื้นที่ป่าฝนเขตร้อนปฐมภูมิที่สูญเสียไปในปี 2025 ยังมากกว่าระดับเมื่อ 10 ปีก่อนถึง 46% หรือเทียบเท่าการสูญเสียพื้นที่ป่ามากกว่า 11 สนามฟุตบอลทุกนาที

WRI ระบุว่า การลดลงของพื้นที่ป่าที่สูญเสียในปี 2025 ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ที่ดีขึ้นในบราซิล ซึ่งมีพื้นที่ป่าปฐมภูมิสูญเสียลดลง 42% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม บราซิลยังคงเป็นประเทศที่มีพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนสูญเสียมากที่สุดเมื่อคิดเป็นพื้นที่รวม เนื่องจากมีผืนป่าขนาดใหญ่

ตัวเลขจาก FAO เป็นการประเมินการตัดไม้ทำลายป่าและการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าในระดับโลก ขณะที่การประเมินของ WRI เน้นการสูญเสียพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนปฐมภูมิ ซึ่งเป็นป่าธรรมชาติที่มีความสำคัญสูงต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอน

กลไกใหม่ต้องพิสูจน์ว่าเงินถึงคนรักษาป่าจริง
แม้ TFFF จะมีเป้าหมายระดมทุนขนาดใหญ่และออกแบบให้ประเทศได้รับผลตอบแทนจากการรักษาป่า แต่ความสำเร็จของกองทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ระดมได้เท่านั้น ยังต้องพิสูจน์ว่า ระบบติดตามพื้นที่ป่ามีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ การคำนวณผลตอบแทนสะท้อนผลการอนุรักษ์จริง และประเทศที่ได้รับเงินสามารถจัดสรรประโยชน์ให้ถึงชุมชนที่ดูแลป่าได้

การกำหนดให้ชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นได้รับเงินอย่างน้อย 20% จึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะคนกลุ่มนี้จำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและมีบทบาทโดยตรงต่อการป้องกันการบุกรุกและรักษาระบบนิเวศ แต่การกำหนดสัดส่วนเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบตรวจสอบการจัดสรรที่ชุมชนมีส่วนร่วมและสามารถเข้าถึงเงินได้จริง

อีกโจทย์สำคัญคือ โครงสร้างการลงทุนที่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากภาคเอกชนถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่ากองทุนต้องสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนได้ในระดับที่เหมาะสม ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ให้การลงทุนของกองทุนไปสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างผลกระทบต่อป่าไม้และสภาพภูมิอากาศเสียเอง

TFFF จึงเป็นความพยายามเปลี่ยนป่าเขตร้อนจากทรัพยากรที่ประเทศเจ้าของป่าต้องแบกรับต้นทุนการอนุรักษ์ มาเป็นทรัพย์สินทางธรรมชาติที่สร้างประโยชน์ให้ทั้งประเทศผู้ดูแลและประชาคมโลก แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกองทุนสามารถระดมเงินได้ตามเป้าหมาย และทำให้ผลประโยชน์จากการรักษาป่ากระจายไปถึงประเทศ ชุมชน และผู้คนที่ปกป้องผืนป่าอย่างเป็นธรรม

อ้างอิง:
• “Nederland investeert fors in bescherming tropische bossen” , Government of the Netherlands
• “Netherlands pledges $500 million to protect tropical forests” , Reuters
• “Over USD 5.5 billion Announced for Tropical Forest Forever Facility as 53 Countries Endorse the Historic TFFF Launch Declaration” , COP30 Brazil
• “Tropical Forests Forever Facility (TFFF) proposes innovative financing model for conservation” , COP30 Brazil
• “Tropical Forest Forever Facility, launched at COP30, receives USD 500 million pledge from the Netherlands” , COP30 Brazil
• “Global deforestation slows, but forests remain under pressure, FAO report shows” , Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO)
• “Tropical Rainforest Loss Drops 36% in 2025, but Fires Threaten Global Progress” , World Resources Institute (WRI)
• “Tropical Forest Forever Facility: Concept Note 3.1” , Tropical Forest Forever Facility
• “Tropical Forest Forever Facility” , World Bank

Copyright @2021 – All Right Reserved.