ชาวปราจีนฯยื่นกว่า 3 หมื่นชื่อให้กก.สิ่งแวดล้อมประกาศเขตควบคุมมลพิษ

by Chetbakers

หลังจาก ก.อุตสาหกรรมลุยตรวจโรงงานปล่อยมลพิษในภาคตะวันออก เครือข่ายรักษ์ปราจีนฯ ก็ขอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมประกาศเขตควบคุมมลพิษในพื้นที่

ชาวปราจีนบุรีไม่ทนกับปัญหามลพิษอุตสาหกรรมที่สะสมมายาวนาน โดยเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2569 เครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรีและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษทางน้ำ นำรายชื่อประชาชน 32,450 คน ยื่นต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อเรียกร้องให้ประกาศพื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขาเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ตามมาตรา 59 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เครือข่ายประชาชนระบุว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมอำเภอกบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ ศรีมโหสถ เมืองปราจีนบุรี และบ้านสร้างโดยที่ผ่านมาตลอดกว่า 20 ปี ต้องเผชิญปัญหามลพิษสะสมและการลักลอบทิ้งของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม และกิจการกำจัดของเสียอุตสาหกรรมและของเสียอันตราย

น้ำสีรุ้ง–ปลาตายสัญญาณเตือนจากลุ่มน้ำปราจีนบุรี
สถานการณ์มลพิษในปราจีนบุรีได้รับคสามสนใจมากขึ้น หลังเกิดเหตุน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ พบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันลอยปนเปื้อนมากับน้ำเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังพบปลาตายในกระชังเลี้ยงปลาของชาวบ้าน โดยที่ผลการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐพบคราบสีรุ้งปนเปื้อนในสายน้ำ แลพบโลหะหนัก 4 ชนิด ได้แก่ ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม และสารหนู รวมถึงตรวจแอมโมเนียในน้ำ 

อย่างไรก็ตาม ผลตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษยังพบสารกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูงบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำใกล้บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ตรวจพบว่า ร่องรอยที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับน้ำชะกากอุตสาหกรรมและสารปนเปื้อนจากบ่อฝังกลบและพื้นที่กำจัดบำบัดของเสียของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด จึงมีคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราว พร้อมสั่งปิดหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรมและให้ดำเนินการแก้ไขระบบต่างๆ รวมถึงจัดทำแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

ผลตรวจของกรมโรงงานฯ ยังพบค่าน้ำมันและไขมันเกินมาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน และพบสารไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูง ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติของคราบสีรุ้งที่พบในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานระบุว่าผลตรวจโลหะหนักในตัวอย่างน้ำส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าหรือไม่เกินค่ามาตรฐาน และเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหรือสัมผัสน้ำที่มีลักษณะผิดปกติเป็นเวลานาน

ไม่ใช่แค่คราบน้ำมันแต่เจอปัญหามลพิษสะสมทั้งลุ่มน้ำ
เครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรีระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเหตุการณ์น้ำสีรุ้งหรือปลาตาย แต่ความเสี่ยงจากมลพิษสะสมเชื่อมโยงกับกิจกรรมอุตสาหกรรมหลายประเภท โดยเฉพาะช่องโหว่การตรวจสอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ผลกระทบสะสมจากการตั้งโครงการอุตสาหกรรม การรั่วไหลของสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน และการบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษ

นอกจากนี้ เครือข่ายยังยกข้อมูลผลตรวจสุขภาพประชาชนที่พบผู้มีผลตรวจผิดปกติ 73 คน และประเด็นการปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะอะลูมิเนียม มาเป็นเหตุผลประกอบการเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบอย่างเป็นระบบ และตลอดทั้งลุ่มน้ำ

ประชาชนต้องการ “เขตควบคุมมลพิษ”
หัวใจของข้อเรียกร้องครั้งนี้คือการใช้กลไกตามมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศพื้นที่ที่มีปัญหามลพิษและมีแนวโน้มรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ

เมื่อประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษแล้ว จะมีกลไกจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในพื้นที่ โดยกำหนดมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งแตกต่างจากการแก้ปัญหาเฉพาะเหตุการณ์หรือการดำเนินการกับโรงงานเป็นรายแห่ง

เครือข่ายเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ดำเนินการเร่งด่วน 3 เรื่อง ได้แก่
– แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อประเมินสถานการณ์มลพิษในพื้นที่
– ตรวจสอบและระบุแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งน้ำ ดิน และเส้นทางการแพร่กระจาย
– กำหนดมาตรการคุ้มครองสุขภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงติดตามความเสี่ยงในระยะยาว

เครือข่ายเห็นว่ากลไกการจัดการในระดับจังหวัดไม่เพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาที่เชื่อมโยงหลายอำเภอและหลายแหล่งกำเนิด จึงต้องการให้หน่วยงานระดับชาติเข้ามารับผิดชอบและกำหนดแผนจัดการในระดับลุ่มน้ำ

ทั้งนี้ เครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรีกำหนดกรอบเวลาให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ดำเนินการตามข้อเสนอภายใน 15 วัน หากไม่มีความคืบหน้าจะเดินหน้าร้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้เกิดการพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้นำคณะร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น เปิดปฏิบัติการ ตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ในพื้นที่กลุ่ม A ใน 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ แบ่งทีมเป็นจังหวัดละ 10 ทีม รวมทั้งหมด 50 ทีม

จากการตรวจ จำนวน 80 โรงงาน แบ่งเป็น โรงงานลำดับที่ 105 จำนวน 26 โรงงาน โรงงานลำดับที่ 106 จำนวน 52 โรงงาน และโรงงานลำดับอื่นๆ อีกจำนวน 2 โรงงาน ได้แก่ โรงงานอัดเศษโลหะ โรงงานหลอมผลิตภัณฑ์จากพลาสติก พบว่ามีเหตุให้เข้าข่ายออกคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวและปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง จำนวน 1 โรงงาน และให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง จำนวน 63 โรงงาน

นอกจากนี้ทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจจากส่วนกลาง ได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูล โดยมีโรงงานที่อยู่ระหว่างเสนอคำสั่งให้ปิดโรงงานและเพิกถอนใบอนุญาต 3 โรงงาน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา

อ้างอิง:
• เครือข่ายรักษ์ปราจีนฯ จี้ ประกาศ ‘เขตควบคุมมลพิษ’ ลุ่มน้ำปราจีนฯ-คลองสาขา แก้น้ำเปื้อนพิษเร่งด่วน, The Active
• รัฐบาลเร่งตรวจสอบปลาตาย–คราบน้ำมันสีรุ้งแม่น้ำปราจีนบุรี, รัฐบาลไทย
• คพ.เปิดผลตรวจ “คราบสีรุ้ง” จ่อเอาผิด รง.กำจัดกากอุตสาหกรรม ปราจีนฯ, Thai PBS
• กรมโรงงานฯ แจงคืบหน้าแก้น้ำท่วมสีรุ้งปราจีนบุรี, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• รัฐบาลห่วงสุขภาพชาวปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำ, กรมประชาสัมพันธ์
• “วราวุธ” เผยผลส่งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจตะลุยตรวจโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม พบวันแรกปูพรมไป 80 รง. สั่งหยุดชั่วคราว 1 แห่ง ปรับปรุง 63 แห่ง ลั่นลุยต่อเนื่อง ย้ำยึดกรอบกฎหมาย, กรมโรงงานอุตสาหกรรม

Copyright @2021 – All Right Reserved.