‘วันเต่าทะเลโลก’ สัญญาณมหาสมุทรล่มสลาย? ใครทำร้าย ‘เต่ามะเฟือง’?

by Chetbakers

“วันเต่าทะเลโลก” สะท้อนภาพผ่านเต่ามะเฟืองที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยทั่วโลกประชากรเหลือไม่ถึง 40% เพศเมียอาจมีแค่ 2-3 หมื่นตัว

วันที่ 16 มิ.ย.ของทุกปี คือ “วันเต่าทะเลโลก” (World Sea Turtle Day) ซึ่งเป็นวันสำคัญที่กระตุ้นให้คนทั่วโลกหันมามองความจริงอันน่าใจหายว่า สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่รอดชีวิตมาจากยุคไดโนเสาร์และว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรมานานกว่า 100 ล้านปี กำลังเดินทางมาถึงจุด “ใกล้สูญพันธุ์” จากน้ำมือมนุษย์ในยุคปัจจุบัน

สถานการณ์ระดับสากลและในประเทศไทย
1. สถานการณ์ระดับโลก: 6 ใน 7 สายพันธุ์เต่าทะเลตกอยู่ในภาวะอันตราย ปัจจุบันโลกเรามีเต่าทะเลหลงเหลืออยู่เพียง 7 สายพันธุ์ และข้อมูลจากสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ระบุว่า มีถึง 6 สายพันธุ์ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Threatened) โดยแบ่งตามระดับความรุนแรงได้ ดังนี้
• ขั้นวิกฤตต่อการสูญพันธุ์ (Critically Endangered): เต่ากระ และเต่าตนุตลิ่ง/เต่าหญ้าแอตแลนติก
• ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered): เต่าเขียวหรือเต่าตนุ และเต่าหัวค้อน
• เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Vulnerable): เต่ามะเฟืองและ เต่าหญ้า

เต่ามะเฟืองวางไข่ที่หาดท้ายเมือง จ.พังงา

 

แน่นอนว่าภัยคุกคามหลักที่ทำให้เต่าทะเลกำลังเดินไปสู่จุดจบมาจาก “วิกฤตขยะทะเลและพลาสติก” ซึ่งถือเป็นเพชฌฆาตเงียบที่คร่าชีวิตเต่าทะเลมากที่สุด เนื่องจากเจ้าเต่าทะเลมักแยกแยะไม่ออกระหว่าง “ถุงพลาสติก” กับ “แมงกะพรุน” ซึ่งเป็นอาหารโปรด เมื่อกินเข้าไป พลาสติกจะอุดตันในกระเพาะและลำไส้ ทำให้อาหารไม่ย่อย ทรมาน และเสียชีวิตในที่สุด นอกจากนี้ เศษหลอดพลาสติก เศษอวน และหนังยาง มักเข้าไปติดในระบบทางเดินหายใจหรือรัดตามบาดแผลจนเน่าเปื่อย

นอกจากนั้นแล้ว เครื่องมือประมงและการติดอวนโดยบังเอิญทำให้ในแต่ละปี เต่าทะเลจำนวนมหาศาลต้องจบชีวิตลงเพราะติดมากับอวนลาก อวนลอย หรือเบ็ดราวของการทำประมงพาณิชย์ เมื่อเต่าติดอยู่ใต้ตาข่ายอวน พวกมันจะไม่สามารถโผล่พ้นน้ำขึ้นมาหายใจได้และต้องจมน้ำตายอย่างน่าสลด แม้ปัจจุบันจะมีการรณรงค์ให้ใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตเต่าทะเล (TEDs – Turtle Excluder Devices) ในอวนลาก แต่การลักลอบทำประมงผิดกฎหมายก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตก

วิกฤตสภาพภูมิอากาศทำให้โลกแปรปรวนหรือภาวะโลกร้อน (Climate Change) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสืบพันธุ์ของเต่าทะเล เนื่องจาก “อุณหภูมิของผืนทราย” เป็นตัวกำหนดเพศของลูกเต่าในไข่ หากทรายร้อนเกินไป (สูงกว่า 31 องศาเซลเซียส) ลูกเต่าที่ฟักออกมาจะเป็น เพศเมียทั้งหมด ในบางหาดแถบออสเตรเลียและฟลอริดา นักวิทยาศาสตร์พบว่า ลูกเต่าที่ฟักออกมากลายเป็นเพศเมียสูงถึง 99% ซึ่งการขาดแคลนเต่าเพศผู้ในอนาคตจะทำให้ประชากรเต่าทะเลเข้าสู่ภาวะล่มสลายเพราะไม่สามารถผสมพันธุ์ได้

อีกสาเหตุสำคัญก็คือ แสงไฟ แสงสี และเสียงดังจากโรงแรมหรือสถานบันเทิงริมชายหาดเป็นตัวทำลายวงจรการวางไข่ของแม่เต่า แสงไฟที่สว่างเกินไปทำลายสัญชาตญาณของลูกเต่าพึ่งฟัก ที่ปกติจะใช้แสงสะท้อนของดวงจันทร์บนผิวน้ำนำทางลงทะเล ทำให้พวกมันเดินหลงทิศไปทางถนนและถูกรถทับหรือแห้งตายในที่สุด รวมถึงปัญหาการลักลอบเก็บไข่เต่าไปบริโภคที่ยังมีอยู่ในบางพื้นที่

สถานการณ์ในประเทศไทย: สถิติเกยตื้นและตัวเลขที่น่าใจหาย
ในประเทศไทยมีรายงานการพบเต่าทะเลทั้งหมด 5 สายพันธุ์ (เต่าตนุ, เต่ากระ, เต่ามะเฟือง, เต่าหญ้า และเต่าหัวค้อน) โดยปัจจุบันส่วนใหญ่จะเหลือเพียง เต่าตนุ เต่ามะเฟือง และเต่ากระ เป็นหลักที่ยังขึ้นมาวางไข่ โดยที่โอกาสรอดตามธรรมชาติมีเพียง 1 ใน 1,000

น.อ.เหรียญชัย พ่วงเชย รน. ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ เคยเปิดเผยสถิติที่ทำให้ทราบว่า หากปล่อยให้ไข่เต่าฟักและลงทะเลตามธรรมชาติ ลูกเต่าจะมีโอกาสรอดชีวิตจนโตเต็มวัยเพียง 0.1% เท่านั้น เนื่องจากมีนักล่าในธรรมชาติสูงบวกกับภัยคุกคามจากมนุษย์ แม้จะมีการนำมาอนุบาลก่อนปล่อย อัตราการรอดชีวิตก็ยังอยู่เพียงแค่ประมาณ 20%

สำหรับ “เต่ามะเฟือง” (Leatherback Sea Turtle) ยักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเลลึก ซึ่งเป็นเต่าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นสัตว์ป่าสงวนของไทย ถือว่าวิกฤตหนัก เนื่องจากในบางปี สภาวะเอลนีโญและหาดทรายที่ร้อนจัด ส่งผลให้เต่ามะเฟืองมีอัตราการฟักต่ำมาก บางฤดูกาลมีลูกเต่ามะเฟืองรอดชีวิตลงทะเลได้ไม่ถึง 20-30 ตัวจากทั้งประเทศ

การวางไข่ของแม่เต่ามะเฟืองหรือที่เจ้าหน้าที่คุ้นเคยในชื่อ “Big Mom” บริเวณชายฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะในแถบ จ.พังงา และภูเก็ต เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่สำคัญมาก แต่ในระยะหลัง นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ตรวจพบ “สัญญาณเตือน” หลายประการที่สะท้อนว่า พฤติกรรมและวงจรการวางไข่ของพวกมันเริ่ม “ไม่ปกติ” และกำลังเผชิญหน้ากับความแปรปรวนขั้นรุนแรง

1. วงรอบการวางไข่คลาดเคลื่อน หรือ “หายไปเฉยๆ” ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว แม่เต่ามะเฟืองตัวเดิมจะขึ้นมาวางไข่ซ้ำเป็นวงรอบที่ค่อนข้างแม่นยำ คือประมาณทุกๆ 10+1 วัน ในช่วงฤดูกาล (พ.ย. – มี.ค.) แต่แม่เต่ากลับไม่มาตามนัด อาจมีสาเหตุเพราะถูกอวนรัดคอตายในทะเลระหว่างขึ้นฝั่ง, ฤดูกาลขยับหรือทิ้งช่วงยาวผิดปกติ บางปีสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนตกบ่อย ทำให้อุณหภูมิของหาดทรายต่ำเกินไป (เต่าชอบความร้อนพอดีๆ ประมาณ 29 องศาเซลเซียส) ส่งผลให้สถิติจำนวนรังในบางปีลดฮวบจนน่าใจหาย

2. พฤติกรรมวางไข่นอกฤดูกาล โดยปกติเต่ามะเฟืองจะวางไข่เสร็จสิ้นภายในเดือน มี.ค. แต่ระยะหลังกลับพบแม่เต่าขึ้นมาวางไข่ในเดือน เม.ย. หรือ พ.ค. ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก และทำให้เกิดอันตราย เนื่องจากการวางไข่ล่าช้าจะทำให้ลูกเต่าไปฟักตัวในช่วงฤดูมรสุม คือ พ..ค.-ก.ค. ซึ่งหาดทรายจะเจอกับคลื่นยักษ์ซัดรุนแรง น้ำทะเลท่วมถึงหลุมไข่ ทำให้ไข่เน่าเสีย หรือหากฟักออกมาได้ก็มีโอกาสรอดแทบเป็นศูนย์

3. การเลือกทำเลวางไข่ในจุดเสี่ยงตาย เต่ามะเฟืองมีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม จึงเดินเหินลำบากและมักเลือกชายหาดที่ค่อนข้างเงียบ สงบ และลาดชันพอดี เช่น หาดท้ายเหมือง หรือเกาะพระทอง แต่ระยะหลังพบการวางไข่แนวน้ำท่วมถึง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องขุดย้ายรังหนีน้ำ หรืออีกสาเหตุชายหาดถูกใช้บริการการท่องเที่ยวพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการวางไข่ของแม่เต่าจึงมีน้อยลงดเต็มที

4. วิกฤตสัดส่วนเพศและอัตราฟักต่ำ นี่คือสัญญาณเตือนในระดับโครงสร้างประชากรที่เกิดจากสภาวะโลกร้อน และปรากฏการณ์เอลนีโญ เจ้าหน้ารที่พบไข่ลมและไข่เสียพุ่งสูงในหลายๆ รัง เพราะความร้อนจัดของทรายสูงขึ้น และอุณหภูมิทรายที่สูงเกิน 31 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่องในฤดูร้อน ทำให้ลูกเต่าที่ฟักออกมาแทบจะเป็น “เพศเมีย 100%” ซึ่งนี่คือสัญญาณเตือนภัยเงียบว่า ในอีก 15-20 ปีข้างหน้า พวกมันจะไม่มีเต่าเพศผู้เหลือพอในการผสมพันธุ์เพื่อขยายพันธุ์ต่อไป

สถิติการวางไข่เต่ามะเฟืองฝั่งอันดามัน
สถิติจากการลาดตระเวนของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (2567 – 2569) พบว่าสถานการณ์การวางไข่เต่ามะเฟืองเปลี่ยนไปแลเะไม่ปกติ นั่นก็คือ ปี 2567 วางไข่ 5 รัง ปี 2568 วางไข่ 2 รัง และปี 2569 (นอกฤดูกาล, มิ.ย.) วางไข่ 5 รัง โดยปรากฏการณ์ในปี 2568 เป็นสัญญาณเตือนทางนิเวศวิทยาที่สำคัญเพราะปริมาณรังลดลงเหลือเพียง 2 รัง

อีกทั้งมีการเปลี่ยนพิกัดไปวางไข่ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแลประจำ สะท้อนว่าภัยคุกคามจากมนุษย์ ทั้งมลภาวะทางแสง (Light Pollution) จากรีสอร์ตริมชายหาด ขยะพลาสติกในทะเล และกิจกรรมการท่องเที่ยว ได้รบกวนพื้นที่ปลอดภัย จนแม่เต่าต้องเสี่ยงเตลิดไปหาบ้านใหม่ที่พวกมันไม่คุ้นเคย ซึ่งเสี่ยงต่อการโดนน้ำท่วมหรือการถูกรบกวนสูง

ในขณะนี้ครึ่งทางของปี 2569 สถานการณ์เต่ามะเฟืองฝั่งอันดามันกลับมาเป็นข่าวหน้าหนึ่งอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่เพราะปริมาณที่ลดลง แต่เป็นเพราะพฤติกรรมที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมอย่างสุดขั้ว นั่นเพราะปกติแล้วฤดูกาลวางไข่ของเต่ามะเฟืองในประเทศไทยจะเริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.และสิ้นสุดไม่เกินเดือน ก.พ.ของปีถัดไป เนื่องจากเป็นช่วงที่คลื่นลมสงบ หาดทรายมีอุณหภูมิที่เหมาะสม และกระแสน้ำเอื้ออำนวย

ทั้งนี้ ในปี 2569 เปิดฤดูกาล 13 ม.ค. แม่เต่ามะเฟืองวางไข่รังแรกของปีที่หาดทุ่งดาบ ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา นับจำนวนไข่ได้ 105 ฟอง และเจ้าหน้าที่ทำการย้ายรังเพื่อความปลอดภัยเพราะจุดเดิมเสี่ยงน้ำท่วม ถัดมากลางปีช่วงเดือน พ.ค. – มิ.ย. 2569 เกิดปรากฎการณ์วางไข่นอกฤดูกาลถี่ผิดปกติ (ปกติฤดูวางไข่ของเต่ามะเฟืองจะสิ้นสุดลงในเดือน ก.พ.-มี.ค.)

24 พ.ค. วางไข่รังที่ 3 ณ อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จ.พังงา ตรวจนับไข่ได้ 119 ฟอง 1 มิ.ย. 2569 วางไข่รังที่ 4 นับไข่ได้ 136 ฟอง และ 9 มิ.ย. 2569 วางไข่รังที่ 5 ณ ชายหาดเขาหน้ายักษ์ เขตอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จ.พังงา นับไข่ได้ 123 ฟอง

การที่เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ในเดือน มิ.ย. สะท้อนว่านาฬิกาชีวิต (Biological Clock) ของพวกมันกำลังปั่นป่วน ซึ่งอาจมาจากอุณหภูมิของน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดียและอันดามันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทาง และทำลายวงจรของแหล่งอาหารหลักของเต่ามะเฟืองอย่างแมงกะพรุน

เมื่ออาหารไม่สมบูรณ์ตามฤดูกาลเดิม แม่เต่าจึงต้องใช้เวลาสะสมพลังงานนานขึ้น ทำให้วงจรการปฏิสนธิและการวางไข่ต้องเลื่อนล่าช้าออกไปจนมาตรงกับฤดูมรสุมของไทย ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง เพราะช่วงคลื่นลมแรงจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และน้ำทะเลที่หนุนสูงจนท่วมมิดชายหาดในหลายพื้นที่ ชัดอยู่แล้วว่าอัตราการรอดชีวิตของลูกเต่าจะเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ทันที

นั่นจึงเป็นที่มาที่กรมอุทยานฯ ต้องปรับแผนยุทธศาสตร์จากการเฝ้าระวังมาเป็น “ปฏิบัติการกู้ภัยเชิงรุก” ตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้โดรนความร้อนบินตรวจจับความร้อนในตอนกลางคืนแทนการเดินเท้าในคืนมรสุม และทำการขุดย้ายไข่ 100% นำไปเพาะฟักบริเวณคอกอนุบาลหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่น้ำท่วมไม่ถึง และเมื่อย้ายรังแล้วยังจะต้องติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ และใช้สแลนพรางแสงรวมถึงการรดน้ำเพื่อควบคุมอุณหภูมิหลุมฟักอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

วิกฤตมหาสมุทรภาพสะท้อนวิกฤตเต่าทะเล
เมื่อมองสถานการณ์เต่ามะเฟืองในระดับสากล ภาพที่เห็นอาจยิ่งทวีความสิ้นหวัง องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN Red List) จัดสถานะของเต่ามะเฟืองในภาพรวมทั้งโลกไว้ที่ระดับ Vulnerable หรือสิ่งมีชีวิตที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยประชากรภาพรวมทั่วโลกตลอด 3 รุ่นอายุที่ผ่านมา (ราว 120 ปี) ลดลงไปแล้วถึง 40%

ตัวเลข 40% นี้เป็นเพียง “ค่าเฉลี่ย” ที่ถูกซุกซ่อนโศกนาฏกรรมที่แท้จริงเอาไว้ เพราะเมื่อแยกการประเมินออกเป็น 7 ประชากรย่อยตามกลุ่มมหาสมุทร นักวิทยาศาสตร์กลับพบว่า สถานการณ์ในโซนบ้านเราเข้าขั้นวิกฤตขั้นสูงสุด

• มหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มที่เชื่อมโยงกับน่านน้ำไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกจัดสถานะเป็น Critically Endangered (ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งยวด) เนื่องจากประชากรลดลงมากกว่า 80- 90% ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ชายหาดในมาเลเซีย (ตรังกานู) ที่เคยมีรังเต่านับหมื่นรังในอดีต ปัจจุบันตกอยู่ในภาวะการสูญพันธุ์ตามธรรมชาติ (Functionally Extinct) คือแทบไม่เหลือเต่าขึ้นมาวางไข่อีกเลย
• มหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออก แถบเม็กซิโกและคอสตาริกา ประชากรลดฮวบจนเหลือแม่เต่าที่พร้อมวางไข่ไม่กี่พันตัว
• มหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมฝั่งอันดามันของไทย หมู่เกาะนิโคบาร์ และศรีลังกา สถานะปัจจุบันคือ Data Deficient (ข้อมูลไม่เพียงพอ) เนื่องจากขาดสถิติระยะยาวที่ต่อเนื่อง แต่การลดลงของรังเต่าจนเหลือหลักหน่วยในไทยช่วงปี 2568 บ่งชี้ว่าโครงสร้างประชากรเปราะบางอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันคาดว่าเหลือประชากรเต่ามะเฟืองเพศเมียในวัยเจริญพันธุ์ทั่วโลกอยู่เพียง 20,000 – 30,000 ตัวเท่านั้น (ลดลงจากปี 2525 ที่เคยคาดว่ามีสูงถึง 115,000 ตัว) และเกิดความเหลื่อมล้ำทางนิเวศอย่างรุนแรง โดยประชากรกว่า 80% กระจุกตัวอยู่แค่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือที่มีการจัดการประมงที่ดี ในขณะที่ มหาสมุทรแปซิฟิกทั้งหมดอาจเหลือแม่เต่ามะเฟืองตัวเต็มวัยไม่ถึง 2,300 ตัวเท่านั้น ทำให้นี่คือสัตว์ทะเลสายพันธุ์แรกๆ ที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ไปจากผืนน้ำแปซิฟิกในศตวรรษนี้

วันเต่าทะเลโลกปีนี้ จึงเป็นการย้ำเตือนว่า ทุกครั้งที่เราปฏิเสธการรับถุงพลาสติก ทุกครั้งที่เราช่วยกันเก็บขยะบนชายหาด และทุกครั้งที่เราไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากกระดองเต่า… เรากำลังช่วยต่อลมหายใจให้เหล่านักเดินทางแห่งมหาสมุทรนี้ไม่ให้สูญพันธุ์ไปจากโลก

อ้างอิง:
• บันทึกสถิติการขึ้นวางไข่และการลาดตระเวนเชิงรุกปี 2567-2569 . อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จ.พังงา / กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
รายงานการขึ้นวางไข่ของเต่ามะเฟืองบริเวณชายหาดทุ่งดาบ เกาะพระทอง ปี 2568 . ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนบน (ศวอบ.) / กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
• Marine Turtle Specialist Group: Global and Subpopulation-level Red List Assessments for Dermochelys coriacea . IUCN
• Leatherback Turtle Species Spotlight & Global Population Status (2025/2026) . NOAA
• SWOT Report (State of the World’s Sea Turtles): Vol. XXI (Published March 2026) – Special Report on Global Nesting Alterations and Climate Change.

Copyright @2021 – All Right Reserved.