‘การเมือง-โลกร้อน’ ต้นตอไฟป่า
แคลิฟอร์เนียเลวร้ายสุดในโลก  

by IGreen Editor

ช่วงเดือนสิงหาคม- ตุลาคม 2563 ภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา หรือ West Coast เกิดวิกฤตการณ์ไฟป่าที่ลุกลามตั้งแต่รัฐแคลิฟอร์เนียไปจนถึงรัฐวอชิงตันทำให้พื้นที่เหล่านี้ถูกปกคลุมด้วยควันไฟหนาทึบและบางพื้นที่ยังถูกล้อมด้วยไฟป่าที่ดับได้ยากเพราะมีพื้นที่กว้างใหญ่และลุกลามรวดเร็ว

ในช่วงแรกไฟป่าลุกลามในพื้นที่รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่าไฟป่าจะเกิดขึ้นทุกปีในรัฐนี้ แต่ในระยะหลังมันรุนแรงขึ้นจนเกินที่จะควบคุมได้ เพราะภาวะโลกร้อนทำให้ป่าแห้งแล้งและกระแสลมรุนแรงขึ้นทำให้ไฟลามรวดเร็ว ผลก็คือแคลิฟอร์เนียต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ไฟป่าที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

ผลก็คือในช่วงต้นเดือนกันยายนแคลิฟอร์เนียเป็นพื้นที่มีมลภาวะฝุ่นควันที่เลวร้ายที่สุดในประเทศ ต่อมาในช่วงกลางเดือนกันยายนเมื่อไฟป่าลุกลามจากแคลิฟอร์เนียไปยังพื้นที่อื่น ๆ เช่น รัฐออริกอนและรัฐวอชิงตัน ทำให้พื้นที่ West Coast เป็นพื้นที่ที่มีมลภาวะสูงที่สุดในโลกจากการสำรวจโดย PurpleAir เกือบจะเทียบเท่าเมืองที่มลพิษจาก PM2.5 ที่สูงที่สุดในโลกอย่างกรุงนิวเดลีและเขตปริมณฑล

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เดวิส กล่าวว่าโดยปกติระดับมลพิษทางอากาศในประเทศจีนจะสูงกว่าที่อยู่ในแถบเมืองแซคราเมนโต ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประมาณ 10 เท่า แต่ในช่วงเดือนกันยายนที่เกิดไฟป่าปรากฎว่านเขตแซคราเมนโตมีมลพิษทางอากาศมากกว่าประเทศจีนเสียอีก และปัญหาเดียวกันนี้ยังทำให้แซคราเมนโตเป็นเมืองที่มีอากาศแย่ที่สุด 5 อันดับแรกในอเมริกามาตั้งแต่ปี 2561 และ 2562 ติดต่อกัน

เมื่อมีมลพิษสูงติดอันดับโลกสิ่งที่ตามมาคือปัญหาสุขภาพที่เลวร้ายระดับโลก มาร์แชล เบิร์ค (Marshall Burke) รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ระบบโลกของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของมลพิษจากไฟป่าในอากาศต่อการเสียชีวิตในประชากรสูงอายุ เขาคาดการณ์ว่าเฉพาะระหว่างวันที่ 1 สิงหาคมถึง 10 กันยายน 2563 จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1,200 คนและมีผู้ป่วยฉุกเฉิน 4,800 คนในแคลิฟอร์เนีย เนื่องปัญหาสุขภาพที่เกิดจากฝุ่นควันไฟป่า

แพทย์ชาวอเมริกันแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ไฟป่าอยู่ในอาคารบ้านเรือนในวันที่อากาศไม่ดีและหากต้องออกไปข้างนอกให้สวมหน้ากาก N95 แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาหน้ากากประเภทนี้จึงหาได้ยากมาก ส่วนหน้ากากผ้าอาจจะช่วยป้องกันไวรัสและฝุ่นควันได้ แต่มันไม่มีระสิทธิภาพมากเท่ากับหน้ากาก N95

มีการประมาณกันว่าการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 300,000 คนทั่วโลกเกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศที่ไม่ดี เนื่องจากไฟป่าและนับวันไฟป่าในแคลิฟอร์เนียและแถบ West Coast จะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ จากการวิจัยเปรียบเทียบช่วงเวลาที่เกิดภัยแล้งในแคลิฟอร์เนีย พบว่ายิ่งช่วงที่เกิดภัยแล้งมีอุณภูมิสูงมากขึ้นเท่าไรไฟป่าก็จะเพิ่มมากขึ้น ในบางกรณีมากถึง 4 เท่าตัว และนับตั้งแต่ปี 2527 ไฟป่าที่ร้ายแรงในแคลิฟอร์เนียเพิ่มขึ้นถึง 10%

ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐอเมริกาแนะนำ เช่น การสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น PM2.5 จึงไม่เพียงพอ แต่จะต้องมีมาตรการแก้ปัญหาโลกร้อนที่จริงจังมากกว่านี้ เพราะเห็นชัดแล้วว่าแคลิฟอร์เนียและพื้นที่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในระหว่างที่กำลังแก้ปัญหาไฟป่า เกวิน นิวซัม (Gavin Newsom) ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียได้ลงนามในคำสั่งของผู้บริหารรัฐเมื่อวันที่ 23 กันยายนให้แคลิฟอร์เนียยุติการจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินทั้งหมดภายในปี 2578 เพื่อเป็นผู้นำในสหรัฐอเมริกาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

คำสั่งนี้จะห้ามการขายรถยนต์และรถบรรทุกใหม่ที่ใช้น้ำมันภายในอีก 15 ปี แต่ก็ยังอนุญาตให้เป็นเจ้าของรถประเภทนี้ขายรถในตลาดรถยนต์มือสองได้ ในขณะเดียวกันก็จะสนับสนุนให้ผู้ขับขี่ยานยนต์ของรัฐแคลิฟอร์เนียเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายเกี่ยวกับรถพลังงานสะอาดที่ก้าวหน้าที่สุดในสหรัฐอเมริกา

ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่าคำสั่งนี้เป็นก้าวสำคัญที่สร้างผลสะเทือนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้ว่าการรัฐยังกล่าวในแถลงการณ์ว่า “รถยนต์ของเราไม่ควรทำให้ไฟป่าเลวร้ายลง และทำให้วัน ๆ เต็มไปด้วยอากาศที่มีฝุ่นควันมากขึ้น รถยนต์ไม่ควรเป็นตัวการละลายธารน้ำแข็งหรือเพิ่มระดับน้ำทะเลที่คุกคามชายหาดและแนวชายฝั่งที่เรารัก”

นิวซัมยังบอกด้วยว่าการที่ไฟป่ายังคงลุกลามอยู่ การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงถือเป็นภาวะฉุกเฉิน แต่รัฐแคลิฟอร์เจออุปสรรคในทันทีเพราะคำสั่งของผู้ว่าการรัฐถูกรัฐบาลกลางฟ้องร้องต่อศาลว่าไม่ชอบธรรม โดยรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องไม่เชื่อปัญหาโลกร้อนและแก้ไขกฎหมายเพื่อให้กลุ่มทุนเข้าไปใช้พื้นที่อนุรักษ์

นอกจากนี้ กลุ่มสนับสนุนพลังงานฟอสซิลที่มีความเกี่ยวข้องกับทรัมป์ยังไม่เห็นด้วยกับคำสั่งห้ามใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยน้ำมัน โฆษกของสถาบันวิจัยพลังงาน (Institute for Energy Research หรือ IER) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่เข้าข้างอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลประณามคำสั่งของผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียว่าเป็นความหมกมุ่นกับเรื่องไร้สาระจนทำให้มองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง

ส่วน เดวิด ครูตเซอร์ (David Kreutzer) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของสถาบัน IER กล่าวกับสำนักข่าว NPR ว่า “การขับรถไม่ได้เป็นสาเหตุของไฟป่าหรือทำให้แย่ลง ถ้าคนอยากขับรถยนต์ไฟฟ้าก็ซื้อไปเลยไม่ต้องกำจัดคู่แข่ง” แต่สถาบันวิจัยพลังงานเป็นองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับโดนัลด์ ทรัมป์ เช่น ในปี 2559 โทมัส ไพล์ ประธาน IER ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทีมเงานเฉพาะกิจของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกาหลังการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาปี 2559 และเขาส่งบันทึกช่วยจำเรื่อง “สิ่งที่คาดหวังจากรัฐบาลของทรัมป์” ซึ่งถือเป็นข้อเรียกร้องจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อรัฐบาล ข้อเรียกร้องสำคัญคือให้ถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreemen)

ในเวลาต่อมาทรัมป์ตัดสินใจถอนสหรัฐอเมริกาจากความตกลงปารีสที่เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การถอนตัวของสหรัฐทำให้ความพยายามแก้ปัญหาโลกร้อนต้องถดถอยลงอย่างมาก แต่เป็นชัยชนะของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลและอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ได้ผลประโยชน์จากทรัมป์

ถ้าองค์กรที่สนับสนุนพลังงานฟอสซิลยังมีอำนาจทางการเมืองแบบองค์กรนี้ ความพยายามของรัฐแคลิฟอร์เนีย (ที่คัดค้านการถอนตัวของรัฐบาลกลางจากความตกลงปารีส) จะล่าช้าออกไปและจะทำให้เกิดภัยแล้งหนักขึ้น ไฟป่ารุนแรงขึ้น และปัญหาฝุ่นPM 2.5 เลวร้ายลงยิ่งขึ้น จนอาจจะมีสักวันที่รัฐแคลิฟอร์เนียและแถบ West Coast กลายเป็นพื้นที่มลภาวะทางอากาศที่เลวร้ายกว่าอินเดียหรือจีนแบบถาวรก็เป็นได้

อ้างอิง

  • Reyes, Kris. (September 25, 2020). “Indirect exposure to recent CA wildfire smoke may have resulted in thousands of additional deaths, Stanford researchers say” ABC7.
  • Anderson, Cathie. (September 19, 2020). “Tiny particles from wildfire smoke follow ‘wind all the way down to your smallest air sacs’”. The Sacramento Bee.
  • NPR. (September 23, 2020). “California Governor Signs Order Banning Sales Of New Gasoline Cars By 2035”.
  • Surgey, Nick (5 December 2016). “Revealed: The Trump Administration’s Energy Plan”. PR Watch.

Copyright @2021 – All Right Reserved.